พลร่มกู้ภัย กองทัพอากาศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พลร่มกู้ภัย หรือ "Pararescue" เป็นที่รู้จักกันในชื่อย่อสั้นๆว่า พีเจ (PJ:Pararescue Jumper) มีชื่อตำแหน่งในกองทัพอากาศอยู่ 2 ชื่อคือ “เจ้าหน้าที่ช่วยชีวิต (พีเจ)" ซึ่งเป็น จนท.ที่บรรจุอยู่ที่ กองค้นหาและช่วยชีวิต กรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศฯ และในชื่อ "เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการช่วยชีวิต (พีเจ)"เป็น จนท.ซึ่งบรรจุอยู่ที่ กองร้อยปฏิบัติการพิเศษ๑ กองพันปฏิบัติการพิเศษ๒ กรมปฏิบัติการพิเศษ ฯ พีเจจะมีภารกิจหลักคือช่วยชีวิตนักบินที่เครื่องบินประสบอุบัติเหตุหรือถูกยิงตกในพื้นที่การรบ ทุกสภาวะอากาศ ซึ่งอาจจะเข้าช่วยโดยไปกับ ฮ.ช่วยชีวิต ,ทางรถยนต์ ,เดินเท้า หรือกระโดดร่มลงไป

พีเจ จะมีความรู้ความสามารถในเรื่องการกู้ภัย การกระโดดร่ม การรบนอกแบบ และการปฐมพยาบาลในพื้นที่ฉุกเฉิน เป็นอย่างดี จะปฏิบัติงานร่วมกับ ฮ.ช่วยชีวิต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของระบบการค้นหาและช่วยชีวิต (search and rescue:sar) ประวัติการก่อตั้งของพลร่มกู้ภัย กองทัพอากาศสามารถแบ่งเป็นยุคๆ ได้ดังนี้

"พลร่มกู้ภัย (พีเจ) ยุคแรก" : จนท.เวชศาสตรการบิน กรมแพทย์ ทหารอากาศ

กองทัพอากาศเริ่มมีภารกิจการค้นหาและช่วยชีวิตโดยใช้ ฮ.มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2497 เมื่อ ทอ. ได้รับโอน ฮ.1 (H – 51 ) มาจาก กรมการบินพลเรือนมาบรรจุที่ ฝูงบิน 63 กองบิน 6 ดอนเมือง ต่อมาในยุคสมัยสงครามเวียดนาม จากการที่ ทอ.มีภารกิจในการป้องกันประเทศและมีเครื่องบินประจำการตามฝูงบินต่างๆ ทั่วประเทศ และมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติ ตามแนวชายแดนอยู่เสมอ ทอ.จึงได้จัด ฮ.ไปประจำการตามฝูงบินต่างๆ ตามแนวชายแดนด้วยภารกิจแรก คือเป็น ฮ.ลำเลียงและ ทำหน้าที่ค้นหากู้ภัยเมื่อมีอากาศยานตกด้วย เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่กู้ภัยในสมัยนั้นคือ จนท.พยาบาลจากเวซศาสตร์การบิน กรมแพทย์ทหารอากาศ ซึ่งผ่านการฝึกการโรยตัวจากอากาศยาน และบางท่านผ่านหลักสูตรจู่โจมจาก ทบ.มาแล้ว และถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ฝูงบินชายแดน ซึ่งนับว่าเป็น"พีเจ"ของกองทัพอากาศในยุคแรก และเป็นต้นกำเนิดของ PJ. หรือเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิต ของกองทัพอากาศไทยในปัจจุบัน จากการที่กองทัพอากาศสหรัฐ เข้ามาตั้งฐานทัพ ในประเทศไทย และมีการปฏิบัติการทางอากาศในดินแดนข้าศึก กองทัพอากาศสหรัฐจึงได้ตั้งหน่วยค้นหาและช่วยชีวิต (SAR) ไว้ที่ จ. นครพนม ซึ่งจะมีเฮลิคอปเตอร์และ PJ.เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาที่มีการปฏิบัติการทางอากาศ เพื่อที่จะเข้าไปช่วยชีวิตนักบินหรือเจ้าหน้าที่ประจำ บ.ที่สละเครื่องจากการสู้รบหรือปฏิบัติภารกิจ กลับมารักษาที่ฝั่งไทย ซึ่งจนท.พยาบาลจากเวชศาสตร์การบินในสมัยนั้นซึ่งเริ่มเรียกตัวเองว่า พีเจ แล้วรู้จักกับ พลร่มกู้ภัย หรือ PJ.ของกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF.PARARESCUE) เป็นอย่างดี และเริ่มมีความคิดที่จะทำหลักสูตร "พีเจ"เพื่อสร้าง จนท.ให้ทำหน้าที่ช่วยชีวิตนักบินโดยตรงขึ้นในกองทัพอากาศ

พลร่มกู้ภัยยุคที่สอง :หลักสูตร เจ้าหน้าที่โดดร่มและกู้ภัย

ในปี พ.ศ. 2518 สถานการณ์การปราบปราม ผกค.มีความรุนแรงมากขึ้น และจากการที่กองทัพอากาศได้สูญเสียเครื่องบินและนักบินไปในการปราบปราม ผกค. ในพื้นที่เขาค้อ กองทัพอากาศจึงเล็งเห็นความสำคัญในการค้นหาและช่วยชีวิตในพื้นที่การรบ ว่าจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ ที่มีความรู้ความสามารถในการรบ รวมทั้งมีความชำนาญในการรักษาพยาบาลผู้รอดชีวิตที่ได้รับบาดเจ็บ ได้ด้วย เมื่อกำหนดคุณลักษณะได้ดังนี้แล้วจึงให้กรมกำลังพลทหารอากาศและกรมแพทย์ทหารอากาศเป็นผู้ดำเนินการจัดหากำลังพลเพื่อเข้ารับการฝึกอบรม เพื่อมาทำหน้าที่ดังกล่าวโดยใช้ชื่อหลักสูตรว่า "เจ้าหน้าที่กระโดดร่มและกู้ภัย" แนวคิดครั้งแรกแย้งกันว่ากำลังพลในหน่วยนี้ ควรจะนำพยาบาล (เหล่าแพทย์) ไปฝึกกระโดดร่ม หรือจะให้นักกระโดดร่ม (เหล่า อย.สห.) มาฝึกการรักษาพยาบาล แต่ผลสรุปออกมาว่า กำลังพลที่จะมาทำงานควรจะเป็นผู้ที่มีความสมัครใจมา จึงไม่จำกัดเหล่า แต่ว่ากำลังพลที่ผ่านหลักสูตร "เจ้าหน้าที่โดดร่มและกู้ภัย" ในยุคนั้นได้กลับกลายมาเป็น “คอมมานโด” รุ่นแรกของกองทัพอากาศด้วยเช่นกันเนื่องจากในสมัยนั้นเกิดมีการจี้เครื่องบินหรือ ไฮแจ็ค เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กองทัพอากาศจึงมีคำสั่งให้ จนท.เหล่านี้ไปฝึกเพิ่มเติม และจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลเกี่ยวกับการต่อต้านการก่อการร้ายสากล กำลังพล PJ กองทัพอากาศกลุ่มแรกที่จบหลักสูตรมานี้จึงกลายเป็น “คอมมานโด” ในที่สุด แต่ถึงแม้ว่าจะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เป็นคอมมานโด กองทัพอากาศก็ยังคงส่ง “คอมมานโด” กลุ่มนี้ไปปฏิบัติหน้าที่เป็น PJ ประจำหน่วย ฮ.ค้นหาและช่วยชีวิตบริเวณฝูงบินชายแดนเป็นเวลาหลายปีด้วยกัน จึงเป็นที่มาของคำพูดที่ว่า PJ ในสมัยนั้นใช้ “คอมมานโด” มาทำงานนั่นเอง หลักสูตร “เจ้าหน้าที่โดดร่มและกู้ภัย” ได้ผลิตกำลังพลออกมาทั้งหมดเพียง 2 รุ่น เนื่องจากเป็นหลักสูตรที่ไม่ต่อเนื่องและใช้เวลาศึกษาที่ยาวนาน โดยในหลักสูตรกำหนดไว้ว่ากำลังพลที่สมัครมาและผ่านการทดสอบร่างกายแล้วจะมาเรียนรวมกันในหลักสูตรพยาบาลที่เวชศาสตร์การบิน ก่อนจะแยกกำลังพลออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งไปเรียนหลักสูตรจู่โจมกับกองทัพบก อีกส่วนหนึ่งแยกไปเรียนหลักสูตรโดดร่มของกองทัพบกเช่นกัน เมื่อทั้ง 2 ส่วนเรียนจบแล้วจึงมาสลับกันเรียนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทั้งสองส่วนเรียนจบทั้ง 2 หลักสูตรแล้วจึงมาเรียนรวมกันในหลักสูตรยังชีพที่ รร.การบินฯ ในระหว่างที่รอเรียนในแต่ละหลักสูตรนั้นกำลังพลที่มาศึกษายังต้องกลับไปปฏิบัติงานปกติ ณ สังกัดเดิมด้วย กำลังพลที่มาศึกษาบางส่วนจึงเกิดการเบื่อหน่ายไม่กลับมาศึกษาให้จบหลักสูตร ในรุ่นที่ 2 จึงมีผู้ที่ศึกษาจนจบหลักสูตรเพียง 5 นาย บางส่วนปฏิบัติงานอยู่ที่กองค้นหาและช่วยชีวิตฯ บางส่วนขอทำงานที่สังกัดเดิม

พลร่มกู้ภัยยุคที่สาม :หลักสูตร เจ้าหน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิต

ในปี พ.ศ. 2524 กองทัพอากาศได้ให้กรมอากาศโยธินในสมัยนั้น (ปัจจุบันคือหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน)ทำการปรับปรุงหลักสูตรและเปิดหลักสูตรขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อว่า “หลักสูตรเจ้าหน้าที่ค้นหาและช่วยชีวิต” โดยใช้เวลาในการฝึกต่อเนื่องจนจบหลักสูตร 24 สัปดาห์ โดยได้ทำการฝึกแบ่งส่วนๆ เช่น ภาคที่ตั้ง ภาคอากาศและการพยาบาลใช้ครูฝึกของกองทัพอากาศเอง ภาคทะเลที่ลุ่มและโดดร่มใช้ครูฝึกจากกองทัพเรือ ภาคป่าภูเขาและการรบนอกแบบใช้ครูฝึกจากกองทัพบก ปัจจุบันได้ทำการฝึกมาแล้วจำนวน 3 รุ่นและเป็นกำลังพลหลักที่ยังปฏิบัติหน้าที่ตามกองบินต่างๆ ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2551)

พลร่มกู้ภัยยุคที่สี่ :หลักสูตร เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ

ปัจจุบันกองทัพอากาศโดยกรมปฏิบัติการพิเศษได้ทำการรวมหลักสูตร พีเจ และคอมมานโดเข้าไว้ด้วยกัน โดยให้ศูนย์การทหารอากาศโยธินเป็นผู้ทำการฝึกเนื่องจากกองทัพอากาศขาดแคลนกำลังพลอย่างมากและเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณในการฝึก โดยผู้เข้าศึกษาในหลักสูตรมาจากนักเรียนจ่าอากาศที่บรรจุลงในตำแหน่งของ พีเจ และ คอมมานโด และรับเพิ่มจากข้าราชการที่คุณสมบัติครบ ไม่จำกัดเหล่า และผ่านการทดสอบร่างกายมาแล้วเข้ารับการศึกษา และเปิดโอกาสให้ข้าราชการต่างเหล่าทัพสามารถเข้ารับศึกษาได้ จึงเป็นที่หมายปองของบรรดานักล่าเครื่องหมายของเหล่าทัพต่างๆ ที่จะเข้ามาศึกษาในหลักสูตรเนื่องจากเมื่อจบไปแล้วจะได้เครื่องหมายปฏิบัติการพิเศษของกองทัพอากาศทั้ง 2 เครื่องหมายกลับไปนั่นเอง ปัจจุบันกองทัพอากาศได้ทำการฝึกมาแล้วเป็นจำนวน 4 รุ่นในแต่ละรุ่นจะบรรจุเป็น พลร่มกู้ภัยหรือ จนท.ช่วยชีวิตฯ รุ่นละประมาณ 4-5 คน นอกนั้นบรรจุเป็น คอมมานโด