พลร่ม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พลร่มขณะกระโดดร่มชูชีพ
Dragon Rouge - DN133a.jpg

พลร่ม (อังกฤษ: Paratrooper) เป็นหน่วยทหารที่ถูกฝึกมาพิเศษเชี่ยวชาญในด้านการกระโดดร่ม มีต้นกำเนิดใน สหรัฐอเมริกา ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะก่อขึ้นประมาณ 2 ปี พลร่มมีบทความในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีส่วนสำคัญในการนำชัยชนะ มาสู่ ฝ่ายพันธมิตร โดยพลร่มถูกฝึกให้เป็นแนวหน้าในการออกรบ ไม่ว่าจะเป็นใน นอร์มังดี ที่ ฝรั่งเศส แองโทเฟิน ที่ ฮอลแลนด์ หรือ บาสตง ที่ เบลเยียม

พลร่ม ถูกฝึกมาด้วย ตำราที่มีชื่อว่า currahee ซึ่งเป็นชื่อ ภูเขา ที่พลร่มใช้วิ่งขึ้น-ลง มีคำกล่าวว่า ขึ้น 3 ไมล์ ลง3 ไมล์ หมายถึง วิ่งขึ้นลง currahee นั่นเอง

ในอดีตที่ผ่านมาบรรพบุรุษของไทยแต่โบราณได้ต่อสู้เพื่อปกป้องเอกราชของบ้านเมืองมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ละครั้งประวัติศาสตร์ได้จารึกถึงเกียรติประวัติของเหล่าวีรบุรุษ ผู้กล้าให้อนุชนร่นหลังได้ยึดถือเป็นแบบอย่างมิใช่แต่เพียงความกล้าหาญและการเสียสละ เท่านั้นพวกเรายังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การรบในสมรภูมิต่าง ๆ ซึ่งได้พัฒนารูปแบบมาจน เป็นสงครามพิเศษในปัจจุบัน จากภาวะสงครามอันเนื่องมาจากการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งมุ่งกระทำต่อภูมิภาคของโลก ส่งผลให้ประเทศไทยไม่อาจรอดพ้นจากภัยคุกคาม ดังกล่าวได้การต่อสู้ระหว่างโลกเสรีกับคอมมิวนิสต์ ได้ขยายตัวและเกิดขึ้นในหลาย ๆ ทุกภูมิภาคของโลก จนทำให้ในที่ สุดกลุ่มประเทศอินโดจีนต้องอยู่ภายใต้การยึดครองของคอมมิวนิสต์และภัยคุกคามดังกล่าว ได้คืบคลานเข้าสู่ประเทศไทยอย่างไม่มีทางหลีกเหลี่ยง บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และ สงครามอินโดจีนที่ได้มีการใช้กำลัง ประชาชน ในรูปแบบต่าง ๆ และ ที่สำคัญ คือประเทศที่มีศักยภาพที่เหนือกว่าต้อง เพลี่ยงพล้ำแก่ประเทศ ที่มีศักยภาพทางทหาร ที่ด้อยกว่าด้วยการใช้ การสงครามพิเศษและการปฏิบัติของหน่วยรบพิเศษ อย่างได้ผล กองทัพบกได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นของการปฏิบัติการสงครามพิเศษที่ จะสามารถเผชิญและลดภัยคุกคามจากภายนอกประเทศได้จึงได้มีการจัดตั้งหน่วยรบพิเศษขึ้น เป็นหน่วยแรก เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2497 ที่บ้านป่าหวาย ตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ใช้ชื่อว่า " กองพันทหารพลร่ม" หรือที่รู้จักกันดีในนามของ "พลร่มป่าหวาย" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2508 หลังวันเสียงปืนแตก ที่อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้เริ่มทำสงครามประชาชน เพื่อล้มล้างรัฐบาล กองทัพบกได้ใช้หน่วยรบพิเศษเข้าต่อสู้กับภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ และเพื่อเกิดเอกภาพในการปฏิบัติงาน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2509 กองทัพบกได้จัดตั้ง ศูนย์สงครามพิเศษขึ้นเพื่อทำหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ

  1. วางแผน ดำเนินการ กำกับการ และดำเนินการฝึกศึกษาเกี่ยวกับ การสงครามพิเศษ การยุทธส่งทางอากาศ และการส่งกำลังบำรุงทางอากาศ
  2. ดำเนินการ วิจัย พัฒนา กำหนดหลักนิยม และทำตำราในทางิวทยการที่เกี่ยวข้อง
  3. ปกครองบังคับบัญชาหน่วยทหารที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยมีผู้บัญชาการศูนย์ สงครามพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 สถานการณ์การต่อสู้ด้วยอาวุธภายในประเทศ ได้เบาบางลง ขณะเดียวกันประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอกประเทศกองทัพบกจึงได้จัดตั้ง หน่วยรบพิเศษเข้าปฏิบัติการ และได้จัดตั้ง กองพลรบพิเศษที่ 1, กองพลรบพิเศษที่ 2 เพื่อรองรับภารกิจที่เพิ่มขึ้น เมื่อ 25 มีนาคม พ.ศ. 2526 ได้มีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยบังคับบัญชากำลังรบพิเศษทั้งปวงแทนศูนย์สงครามพิเศษ โดยให้ศูนย์สงครามพิเศษทำหน้าที่เป็นหน่วยสายวิทยาการเพื่อดำเนินงานด้านการฝึก ศึกษา เพียงอย่างเดียว จะเห็นได้ว่า จากสถานการณ์สู้รบในอดีตจนถึงปัจจุบันกองทัพบกได้ใช้หน่วยรบพิเศษ เข้าแก้ไขวิกฤตการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองในขณะเดียวกันได้เร่งรัดพัฒนาการจัดหน่วยให้มีขีด ความสาจนเป็นหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษในปัจจุบัน เทียบเท่ากองทัพภาคมีภารกิจเกี่ยวกับ การสงครามพิเศษทั้งปวง ตั้งแต่การวางแผน อำนวยการ กำกับการทั้งด้านการ ฝึกศึกษา และการ ปฏิบัติงาน เป็นหน่วยหวังผลทางยุทธศาสตร์มีบทบาทในการออมกำลังและชดเชยอำนาจกำลังรบ ที่เสียเปรียบ การปฏิบัติงานของหน่วยจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยามปกติในพื้นที่รับผิดชอบ

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]