เจ้าอนุวงศ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พระเจ้าอนุวงศ์)
เจ้าอนุวงศ์

พระบรมนามาภิไธย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 5
ราชวงศ์ ล้านช้างเวียงจันทน์
ครองราชย์ พ.ศ. 2348 - พ.ศ. 2371
ระยะครองราชย์ 23 ปี
รัชกาลก่อนหน้า เจ้าอินทวงศ์
รัชกาลถัดไป สิ้นสุดราชวงศ์
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพ พ.ศ. 2310
กรุงเวียงจันทน์ ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์
สวรรคต พ.ศ. 2371
กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรสยาม
รวมพระชนมพรรษา 61 พรรษา
พระราชบิดา พระเจ้าสิริบุญสาร
พระมเหสี พระนางคำปล้อง[1]
พระราชโอรส/ธิดา 7 พระองค์

สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์ (ลาว: ສົມເດັຈພຣະເຈົ້າ​ອານຸວົງສ໌) กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์พระองค์ที่ 5 และเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้าย นักประวัติศาสตร์ลาวขนานนามพระองค์อีกอย่างหนึ่งว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 แต่นักประวัติศาสตร์บางท่านตรวจสอบพระนามจากจารึกต่างๆ แล้วได้นับพระองค์เป็นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 5 เนื่องจากพระเจ้าสิริบุญสาร ผู้เป็นพระราชบิดา และเจ้าอินทวงศ์ผู้เป็นพระเชษฐาได้ออกพระนามของพระองค์ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ด้วยเช่นกัน จึงนับเป็นพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ

พระประวัติ[แก้]

เจ้าอนุวงศ์เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 3 ของพระเจ้าสิริบุญสาร พระมหากษัตริย์ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ลำดับที่ 2

เหตุการณ์สงครามเจ้าอนุวงศ์[แก้]

ดูบทความหลักที่: สงครามเจ้าอนุวงศ์

พ.ศ. 2368 เจ้าอนุวงศ์ได้เสด็จลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และได้พิจารณาเห็นว่ากองทัพไทยอ่อนแอ เนื่องจากแม่ทัพนายกองรุ่นเก่าที่มีฝีมือได้สิ้นชีวิตไปหลายคนแล้ว ต่อมามีข่าวลือไปถึงเวียงจันทน์ว่าไทยกับอังกฤษวิวาทกันจากการทำสนธิสัญญาเบอร์นี เจ้าอนุวงศ์จึงยกทัพลงมากรุงเทพฯ โดยวางอุบายหลอกเจ้าเมืองต่างๆ ตามรายทางว่าจะยกทัพลงไปช่วยกรุงเทพรบกับอังกฤษ ทำให้กองทัพเจ้าอนุวงศ์สามารถเดินทัพผ่านมาโดยสะดวก จนเมื่อกองทัพลาวยกมาถึงนครราชสีมา เจ้าอนุวงศ์ได้ฉวยโอกาสที่เจ้าพระยานครราชสีมาและพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาไปราชการที่เมืองขุขันธ์ เข้ายึดเมืองและกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองขึ้นไปเวียงจันทน์ ระหว่างทางกองทัพลาวได้พักไพร่พลและเชลยที่ทุ่งสัมฤทธิ์ พวกครัวเรือนเมืองนครราชสีมาได้วางอุบายลวงทหารลาวจนตายใจแล้วฆ่าฟันทหารลาวตายเป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงตั้งค่ายรอกองทัพจากกรุงเทพ ณ ที่นั้น ฝ่ายเจ้าอนุวงศ์เห็นการณ์ไม่สำเร็จตามที่คิด จึงถอยกลับไปตั้งมั่นที่กรุงเวียงจันทน์เพื่อรับศึกจากกองทัพกรุงเทพ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยรู้ข่าวกองทัพเจ้าอนุวงศ์ช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะกองทัพไทยได้ข่าวเมื่อกองทัพเจ้าอนุวงศ์มาตั้งมั่นที่นครราชสีมา และส่งกองลาดตระเวนหาข่าวมาถึงสระบุรีแล้ว ซึ่งนับว่าใกล้กรุงเทพอย่างยิ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบข่าวศึกแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพย์เป็นแม่ทัพใหญ่ยกทัพจากสระบุรีขึ้นไป และให้พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ยกทัพไปทางอำเภอปักธงชัยแล้วตรงไปสมทบกันที่นครราชสีมา กองทัพทั้ง 2 สามารถตีทัพลาวแตกพ่ายไป ส่วนเจ้าอนุวงศ์และครอบครัวหลบหนีไปพึ่งเวียดนาม เมื่อยึดเวียงจันทน์ได้แล้ว กรมพระราชวังบวรฯ โปรดให้สร้างเจดีย์ปราบเวียง และให้พระยาราชสุภาวดีกวาดครัวเวียงจันทน์ พร้อมทั้งอัญเชิญพระบาง พระแทรกคำ พระฉันสมอ พระเสริม พระสุก พระใส พระแก่นจันทน์ พระเงินหล่อ พระเงินบุ พระสรงน้ำ และพระพุทธรูปศิลาเขียว (พระนาคสวาดิเรือนแก้ว) มากรุงเทพฯ ด้วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาราชสุภาวดีเป็นเจ้าพระยาราชสุภาวดี ที่สมุหนายก

ใน พ.ศ. 2370 โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับไปตีเมืองเวียงจันทน์อีกเพื่อทำลายเมืองเวียงจันทน์ให้สิ้น พระยาพิชัยสงครามคุมทหาร 300 นาย ข้ามแม่น้ำโขงไปดูลาดเลาได้ความว่าจักรพรรดิเวียดนามให้ข้าหลวงพาเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชวงศ์กลับมาขอสวามิภักดิ์ฝ่ายไทยอีกครั้ง ครั้นรุ่งขึ้นเจ้าอนุวงศ์และเจ้าราชวงศ์กลับยกพวกเข้าโจมตีทำร้ายทหารไทยล้มตายเป็นอันมาก เจ้าพระยาราชสุภาวดีเห็นพวกเวียงจันทน์ตามมาไล่ฆ่าฟันถึงชายหาดหน้าเมืองพันพร้าว ก็ทราบว่าเกิดเหตุร้าย จึงขอกำลังเพิ่มเติมจากเมืองยโสธร เจ้าอนุวงศ์ให้เจ้าราชวงศ์นำกำลังพลข้ามตามมาและปะทะกับทัพไทยที่บ้านบกหวาน แขวงเมืองหนองคาย เกิดการต่อสู้กันถึงขั้นตะลุมบอน แม่ทัพทั้งสองฝ่ายได้รบกันตัวต่อตัวจนถึงขั้นบาดเจ็บ ผลปรากฏว่าฝ่ายเจ้าราชวงศ์ล่าถอยไป กองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงได้เร่งติดตามกองทัพลาวไปจนถึงเมืองพันพร้าวก็ปรากฏว่ากองทัพลาวข้ามแม่น้ำโขงไปแล้ว

ด้านเจ้าอนุวงศ์เห็นเหตุการณ์เป็นดังนั้นก็คิดว่าจะสู้ไม่ได้แน่ จึงพาครอบครัวหนีไปพึ่งเวียดนามอีกครั้ง แต่เจ้าน้อยเมืองพวนก็ได้จับกุมตัวเจ้าอนุวงศ์กับครอบครัวส่งมาที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เอาตัวเจ้าอนุวงศ์ใส่กรงเหล็กประจานไว้หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าอนุวงศ์ก็สิ้นพระชนม์ สิริพระชนมายุได้ 61 พรรษา นับเวลาในการเสด็จครองราชย์ได้ 23 ปี หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่ได้มีการโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งพระองค์ใดเลยในราชวงศ์ล้านช้างเวียงจันทร์ ขึ่้นมาเป็นกษัตริย์แต่อย่างใด ส่วนกรุงเวียงจันทน์นั้นได้ถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพของเมืองหลวง คงเหลือวัดสำคัญเพียงไม่กี่วัด เช่น วัดพระแก้ว และวัดสีสะเกดเท่านั้นหลังจากเจ้าอนุวงศ์สิ้นพระชนม์อาณาจักรล้านช้างก็ถึงกาลอวสานสิ้นสุดลงในที่สุด

มีผู้วิเคราะห์เหตุผลของการพ่ายแพ้ของเจ้าอนุวงศ์ไว้หลายข้อ ได้แก่

  1. กองทัพลาวมีแสนยานุภาพด้อยกว่ากองทัพชาวนครราชสีมา
  2. แผนยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของฝ่ายไทยเหนือกว่า
  3. เจ้าอนุวงศ์ถูกทรยศโดยเจ้าอุปราชของพระองค์เอง และลาวหลวงพระบางก็มีใจฝักใฝ่ฝ่ายไทย

มุมมองต่อเหตุการณ์[แก้]

เหตุการณ์สงครามครั้งนี้ถูกเรียกชื่อแตกต่างกันไปกันโดยขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย โดยเจ้าอนุวงศ์ถูกฝ่ายลาวใช้เป็นสัญลักษณ์ของการการต่อสู้เพื่อปลดแอกจากการปกครองของไทย จึงเรียกชื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็น "สงครามกู้เอกราช" ทั้งยังยกย่องให้เจ้าอนุวงศ์เป็นวีรบุรุษของชาติมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นยุคการปกครองรูปแบบพระราชอาณาจักรลาวหรือยุคสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวก็ตาม

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายไทยมองการบุกรุกของเจ้าอนุวงศ์ว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของอาณาจักรไทย จึงเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ว่า "กบฏเจ้าอนุวงศ์"

อย่างไรก็ตามมีบันทึกอย่างชัดเจนจากทั้งทางไทยและลาวว่าเจ้าอนุวงศ์มีจุดประสงค์แน่ชัดที่จะมาทำลายกรุงเทพฯ เพื่อยึดประเทศไทยไว้เป็นเมืองขึ้น โดยหากไม่สามารถยึดได้หมด ก็จะเผาทำลายกรุงเทพฯเสีย และยึดประเทศไทยเพียงบางส่วนที่สามารถปกครองได้[2] เหตุการณ์นี้จึงมองได้ว่ามิใช่การทั้งการกอบกู้เอกราชและการกบฏ แต่เป็นสงครามช่วงชิงอำนาจตามปกติ เหมือนกับที่ประเทศต่างๆในยุคนั้นช่วงชิงอำนาจกัน หากเจ้าอนุวงศ์ต้องการกอบกู้เอกราชเพียงแต่ตั้งแข็งเมืองก็เพียงพอแล้ว

สายสกุลพระเจ้าอนุวงศ์[แก้]

พระเจ้าสิริบุญสาร มีพระราชโอรสคือ พระเจ้านันทเสน, พระเจ้าอินทวงศ์, พระเจ้าอนุวงศ์, เจ้าพรมวงศ์, เจ้าติสสะ, เจ้าบุตรโคตร (พระยาบุตรโคตรแวงบ่าวบูรพา ต้นราชวงษ์เมืองธาตุพนม ประสูติแต่อรรคเทพีจันทะมาส), เจ้านางแก้วยอดฟ้า, เจ้านางเขียวค้อม, เจ้าแก้วแสนปัจจุทุม (ต้นราชวงศ์เมืองขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ ชลบถวิบูลย์ ฯลฯ)

พระเจ้านันทเสนมีราชโอรสคือ เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหาราธิบดี (เจ้าจันทรประทีป หรือเจ้าหนู) เจ้าเมืองมุกดาหารประเทศราช ต้นราชตระกูล จันทนากร, เจ้าชาลี ต้นราชตระกูล ชาลีจันทร์, เจ้าจอมมารดาเพ็งเล็ก

พระเจ้าอนุวงศ์อภิเษกสมรสกับ เจ้าอรรคเทพีคำป้อง (คำปล้อง) มีราชโอรสคือ เจ้าสุทธิสารหรือเจ้าสุทธิราช (โป้), เจ้าราชวงศ์ (เหง้าหรือเง่า) นอกจากนี้ทรงมีราชโอรสราชธิดาอันประสูติแต่หม่อมใดไม่ทราบคือ เจ้าราชบุตร (โย้) พระเจ้านครจำปาศักดิ์, เจ้าเต้, เจ้าชัยสาร, เจ้าเถื่อน, เจ้าคลี่, เจ้าปาน, เจ้าเสือ, เจ้าดวงจันทน์, เจ้าช้าง, เจ้าอึ่งคำ, เจ้าสุวรรณจักร, เจ้าขัติยะ, เจ้าพุทธชาติ, เจ้าปัน, เจ้าดิศพงษ์, เจ้าหนูจีน, เจ้าสุพรรณ,เจ้านางคำวัน (คำแว่น), เจ้านางคำแพง, เจ้านางเชียงคำ, เจ้านางหนู, เจ้านางประทุม (พระสนมในรัชกาลที่ ๓), เจ้าจอมมารดาจันทร์โฉม (เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๓), เจ้านางลาวช่อฟ้า หรือเจ้านางคำเพา (หม่อมในพระยาราชเตโช เจ้าเมืองวังอ่างคำ)

เจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) มีพระราชโอรสราชธิดาคือ เจ้าหนู (เจ้าจันทรเทพฯ บ้างก็ว่าพระองค์เป็นพระราชโอรสในพระเจ้านันทเสน), เจ้าขัติยะ ตำแหน่งเจ้าราชวงษ์เมืองสองคอนดอนดง, เจ้าเอม, เจ้าปาน, เจ้าสุพรหม, เจ้าอัง, เจ้านางท่อนแก้ว

พระเจ้าอินทวงศ์ มีพระราชธิดาคือ เจ้านางคำสุก (ทองสุก)

สายพระเจ้านันทเสน

เจ้าชาลี สมรสกับเจ้านางศิริประภา มีโอรสคือ เจ้าไข่

เจ้าจันทรเทพสุริยวงษ์ฯ (บ้างก็ว่าเป็นราชโอรสในเจ้ามหาอุปฮาตติสสะ) เดิมบรรดาศักดิ์ที่ พระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดีศรีศุภสุนทร เจ้าเมืองขามแก่นนคร (ขอนแก่น) ได้สมรสกับอัญญานางบุญมี มีราชธิดาคือ เจ้านางจำเริญ มารดาของรัชนี จันทนากร และมีโอรสกับหม่อมใดไม่ทราฐ คือ เจ้าสุทธิสาร, เจ้าราชวงษ์ (ดวงเกศ), เจ้าดวงจันทน์ เจ้าดวงจันทร์นี้ต่อมาได้บรรดาศักดิ์ครองสองเมืองพร้อมกัน บรรดาศักดิ์ที่ พระจำเริญพลรบ เจ้าเมืองสองคอนดอนดง และพระศรีวรราช เจ้าเมืองท่าอุเทน

เจ้าจอมมารดาเพ็งเล็ก ในรัชกาลที่ ๑ เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงสุภาธร

สายพระเจ้าอินทวงศ์

เจ้านางทองสุก (คำสุก) เป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระราชธิดาคือ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี หรือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจันทบุรี ภายหลังเป็น สมเด็จพระราชชายานารี ในรัชกาลที่ ๒ เป็นพระชนนีใน พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายอาภรณ์ ต้นราชสกุล อาภรณ์กุล ณ อยุธยา, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำราบปรปักษ์ หรือเจ้าฟ้าชายกลาง เป็นต้นราชสกุล มาลากุล ณ อยุธยา, พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าหญิง (ไม่ทราบพระนาม), พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชายปิ๋ว

สายพระเจ้าอนุวงศ์

เจ้าสุทธิสาร (โป้) ต้นราชตระกูล สิทธิสาริบุตร มีพระราชโอรสพระราชธิดากับเจ้านางศิริประภา คือ เจ้าช่วย, เจ้าพรหมา, เจ้านางทอง และมีโอรสกับชายาอื่นคือ เจ้ารูป

เจ้าคลี่ สมรสกับเจ้านางท่อนแก้ว ราชธิดาในเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) มีพระราชธิดาคือ เจ้าจอมมารดาดวงคำ (เจ้านางหนูมั่น) ในรัชกาลที่ ๔ พระนางเป็นต้นราชตระกูล ณ เวียงจันทน์ และเป็นเจ้าจอมมารดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงนารีรัตนา กับพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงประดิษฐาสารี

เจ้าเสือ สมรสกับเจ้านางท่อนแก้ว มีราชโอรสคือ เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ดำรงรัฐสีมา อุบลราชธานีบาล (เจ้าหน่อคำ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทศราชองค์สุดท้าย ทรงเป็นต้นราชตระกูล พรหมโมบล

เจ้านางหนูจีน มีบุตรคือ เจ้าขำ เจ้าขำสมรสกับนางบุญรอด มีบุตรคือ พันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ผู้ขอพระราชทานนามสกุล พรหมโมบล, นางปลั่ง สมรสกับ หลวงราชเดชา (ชม บุนนาค), นางผ่อง สมรสกับ พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมือง (เชย ไชยคุปต์ ), นางแปลก สมรสกับ นายกราย บุนนาค, นางสาวสาย พรหโมบล, คุณหญิงน้อมพิชัยภูเบนทร์ สมรสกับ พันเอก พระยาพิชัยภูเบนทร์ (ผ่าน อินทรทัต)

สายเจ้าพระยาบุตรโคตรแวงบ่าวบูรพา

เจ้าพระยานาเหนือ มีโอรสคือ พระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (เจ้าคำอยู่) กับสมรสเจ้านางบุคคะลี มีบุตรธิดา ๓ ท่านคือ ขุนรามรามางกูร (เจ้ารามราช รามางกูร) เจ้าเมืองธาตุพนมคนที่ ๑ สมรสกับเจ้านางบุญมา ธิดาในเจ้าอุปปละ (เจ้าสีสุมัง) กรมการเมืองธาตุพนม หลานในพระยากางสงคราม (เจ้าคำวิสุด) เมืองนครจำปาศักดิ์ ขุนรามฯ เป็นต้นตระกูล รามางกูร-รามางกูร ณ โคตะปุระ, เจ้านางทิพย์ สมรสกับ เจ้าโพธิสาร กรมการเมืองมุกดาหาร, เจ้านางจันทรา สมรสกับ หลวงทศฯ กรมการเมืองมุกดาหาร (ต้นตระกูล ทศศะ แห่งเมืองมุกดาหาร) ทั้งสองท่านเป็นต้นตระกูล จันทศ แห่งเมืองธาตุพนมด้วย


สายเจ้าแสนแก้วปัจจุทุม

เจ้าแสนแก้วปัจจุทุมมีพระราชโอรสคือ เพียเมืองแพน (พัน) ต่อมาเป็นพระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่นองค์แรก, เจ้าแสนแก้วบูฮม (เจ้าแก้วมงคลหรือท้าวจารย์แก้ว) เจ้าเมืองท่ง (สุวรรณภูมิราชบุรินทร์) คนแรก บ้างก็ว่าพระองค์ทรงเป็นราชโอรสในเจ้าศรีวิชัย เป็นราชนัดดาในเจ้าวรวังโส (ราชโอรสพระเจ้าโพธิสาราช กับเจ้านางยอดคำทิพย์แห่งนครเชียงใหม่) เพียเมืองแพน (พัน) เป็นต้นราชตระกูล เสนอพระ, สุนทรพิทักษ์, อุปฮาด และนครศรี ทรงมีราชธิดาคือ เจ้านางคำแว่น (เจ้าจอมแว่นหรือคุณเสือ) เจ้าจอมในรัชกาลที่ ๑ ส่วนเจ้าแก้วบูฮม เป็นต้นราชตระกูล ณ ร้อยเอ็จ, ธนสีลังกูร บุตรหลานของพระองค์ทรงแยกอออกไปตั้งเมือง ร้อยเอ็ด สุวรรณภูมิ, มหาสรคาม, กันทรวิชัย, ชลบถวิบูลย์ ฯลฯ

อ้างอิง[แก้]

  1. สุเจน กรรพฤทธิ์. ตามรอยเจ้าอนุวงศ์ คลี่ปมประวัติศาสตร์ไทย-ลาว. กรุงเทพฯ:สารคดี, หน้า 145
  2. สิลา วีระวง, พระราชปวัตของสมเด็ดพระเจ้าอะนุวงส์ กะสัดองสุดท้ายแห่งพระราชวงส์เวียงจัน. เวียงจัน, 2512.
ก่อนหน้า เจ้าอนุวงศ์ ถัดไป
เจ้าอินทวงศ์ 2leftarrow.png พระมหากษัตริย์ลาว
แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์

(พ.ศ. 2348 - พ.ศ. 2371)
2rightarrow.png สิ้นสุดราชวงศ์