พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กลฺยาโณ)
| บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร เนื้อหาที่ขาดแหล่งอ้างอิงอาจถูกลบออก |
-
สำหรับความหมายอื่น ดูที่ พระราชธรรมนิเทศ (แก้ความกำกวม)
| พระราชธรรมนิเทศ |
|
|---|---|
| (พยอม กัลยาโณ) |
|
| เกิด | 24 เมษายน 2492 |
| อุปสมบท | 16 มิถุนายน 2513 |
| พรรษา | 42 |
| อายุ | 63 |
| วัด | วัดสวนแก้ว |
| จังหวัด | นนทบุรี |
| สังกัด | มหานิกาย |
| วุฒิการศึกษา | น.ธ.เอก |
| ตำแหน่ง ทางคณะสงฆ์ |
เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว |
พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กัลยาโณ) มีนามเดิมว่า พยอม จั่นเพชร เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2492 อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี บรรพชาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2502 และอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ณ วัดสังวรพิมลไพบูลย์ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษา น.ธ.เอก ในปี พ.ศ. 2516 และได้ไปจำพรรษาอยู่กับท่านพุทธทาสที่สวนโมกขพลารามในการปฏิบัติธรรม แล้วจึงได้กลับมาทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนา วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี
ทั้งนี้ ท่านอาจารย์พยอม กัลยาโณ เป็นศิษย์คนสำคัญท่านหนึ่งของท่านพุทธทาสด้วยเช่นกัน[1]
เนื้อหา |
การยกย่อง [แก้]
พระพยอมได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักเทศน์และพระผู้เสียสละ ดังกวีนิพนธ์ โดย อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์[ต้องการอ้างอิง]
| พระผู้สร้างผู้ทำนำคนทุกข์ | ให้รู้ทางสร้างสุขพึ่งตนได้ | |
| เอาเหงื่อต่างน้ำมนต์พ้นพิษภัย | เอาชนะทุกข์ได้ด้วยการงาน |
| เป็นที่พระพิศาลธรรมพาที | เป็นพระดีที่รักของชาวบ้าน | |
| ไม่ออกนอกแก่นธรรมนอกตำนาน | ท่านอาจารย์พระพยอม กัลยาโณ |
วัดสวนแก้ว และมูลนิธิสวนแก้ว,องค์กรสาธารณประโยชน์ [แก้]
วัดสวนแก้ว ตั้งอยู่ตำบลบางเลน แต่เดิมวัดนี้ชื่อ "วัดแก้ว" เป็นวัดร้างมา 80 ปี จนกระทั่งหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และพระภิกษุอีก 3-4 รูป ได้เข้ามาพำนักแต่พื้นที่ของวัดเต็มไปด้วยสวนต่างๆ หลวงพ่อไม่สามารถจะบูรณะได้ เพราะขาดบุคลากร ที่จะช่วย พัฒนา เมื่อปี พ.ศ. 2521 พระพยอม กัลยาโณ และเพื่อนพระภิกษุอีก 2 รูปได้เดินทางมาจากสวนโมกขพลาราม เพื่อขอทำโครงการบวชเณร ภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งนี้ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2522 หลวงพ่อได้มอบหมายให้พระพยอมและเพื่อนพระภิกษุเป็นผู้ดูแลรักษาวัดเนื่องด้วยหลวงพ่อ เทียนนั้นดำริจะเดินทางกลับจังหวัดเลย
ต่อมาภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดสวนแก้ว" และได้จัดตั้ง "มูลนิธิสวนแก้ว" ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
- เพื่อเผยแผ่ศีลธรรมในศาสนา
- เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้กระทำความดี
- เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนดีมีสัมมาชีพ
ในปี พ.ศ.2548 “มูลนิธิสวนแก้ว” ได้ถูกรับรองเป็น “องค์กรสาธารณประโยชน์” (ทะเบียนเลขที่ 0163) ตามความในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2548 ภายใต้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 6 ประการ คือ
- 1) เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
- 2) เพื่อส่งเสริมศีลธรรม จรรยาอันดี
- 3) เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีไทย
- 4) เพื่อร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
- 5) ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด
- 6) จัดการศึกษาและส่งเสริมการศึกษา
วัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ตลอดทางเดินเข้าสู่ตัววัดมีไม้ใหญ่เขียวครึ้ม ติดป้ายคำขวัญเป็นข้อความเตือนสติพร้อมทั้งยังมีภาพวาดที่สวยงามอยู่ภายในวัด ด้านหน้าวัดมีร้านขายของที่ระลึก และร้านค้าเล็กๆมากมาย เมื่อเดินเข้าไปด้านในวัด จะพบลานโค้งและพระอุโบสถธรรมชาติ ซึ่งแต่ละวัน จะมีพุทธศาสนิกชนมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันเป็นจำนวนมาก
สมณศักดิ์ [แก้]
• พระราชาคณะ ชั้นสามัญ ที่ "พระพิศาลธรรมพาที" เมื่อพ.ศ. 2538
• พระราชาคณะ ชั้นราช ที่ "พระราชธรรมนิเทศ" เมื่อพ.ศ. 2547
อ้างอิง [แก้]
- ↑ โสมชยา ธนังกุล. มรดกธรรมจากท่านพุทธทาส. แสตมป์ & สิ่งสะสม. ปีที่ 1 (+42) ฉบับที่ 3. พฤษภาคม 2555. ISSN 2229-2780. หน้า 48