สมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ
พระนาม สมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ
พระอิสริยยศ เจ้าฟ้าต่างกรม
ราชวงศ์ ราชวงศ์ปราสาททอง
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ พ.ศ. 2179[1]
สิ้นพระชนม์ พ.ศ. 2249 (70 ปี)
พระบิดา สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
พระมารดา พระราชเทวี สิริกัลยาณี
พระราชสวามี พระเพทราชา
พระราชโอรส/ธิดา เจ้าฟ้าเจ้าพระขวัญ
    

สมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ หรือ พระราชกัลยาณี เป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ที่ประสูติแต่พระราชเทวี สิริกัลยาณี เมื่อปีกุน พ.ศ. 2179 เป็นพระขนิษฐาร่วมพระชนนีในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา หลังจากพระราชเทวี สิริกัลยาณีประสูติพระธิดาพระองค์นี้แล้วก็ทรงตกพระโลหิตและสวรรคต ในขณะที่พระราชกัลยาณีมีพระชนม์มายุเพียง 9 วัน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงแต่งตั้งให้พระองค์บัว (เจ้าแม่วัดดุสิต) และพระสนมเปรม อภิบาลและพระนม พระราชกัลยาณีทรงเป็นกุลสตรีที่ทรงพระสิริโฉม[2]

หลังจากสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเสด็จสรรคต เจ้าฟ้าไชยจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแห่งกรุงศรึอยุธยาสืบต่อพระราชบิดา แต่สมเด็จพระนารายณ์ไม่ทรงเห็นด้วย จึงส่งคนสอดออกมาคิดราชการด้วยพระศรีสุธรรมราชาผู้เป็นพระเจ้าอา พระเจ้าอาก็กำหนดเข้าไปครั้งเพลาค่ำ สมเด็จพระนารายณ์ก็พาพระราชกัลยาณีหนีออกมาทางประตูตัดสระแก้วไปหาพระเจ้าอา แล้วร่วมกันสุมผู้คนยกเข้ามาในพระราชวัง กุมเอาเจ้าฟ้าไชยไปสำเร็จโทษเสีย ณ วัดโคกพระยา พระศรีสุธรรมราชาจึงได้ราชสมบัติสืบต่อมา

เนื่องจากพระราชกัลยาณีมีสิริโฉมงดงามมาก กล่าวกันว่าแม้นใครได้ยลพระราชกัลยาณีแล้วจะมีเสน่หานั้นเป็นไม่มีเลย ดังนั้น เมื่อพระศรีสุธรรมราชาได้ราชสมบัติแล้วประมาณสองเดือนเศษ ทอดพระเนตรเห็นพระราชกัลยาณีผู้เป็นราชนัดดาทรงพระรูปสิริวิลาศ ก็มีพระทัยเสน่หาผูกพัน ปราศจากลัชชีสมโภค จึงให้หาขึ้นไปบนที่หวังจะร่วมรสสังวาสกับพระราชกัลยาณี พระราชกัลยาณีจึงหนีลงมายังพระตำหนักแล้วบอกเหตุกับพระนม พระนมจึงเชิญพระราชกัลยาณีเข้าไว้ในตู้พระสมุด แล้วหามออกมา แสร้งว่าจะเอาพระสมุดไปยังพระราชวังบวรสถานมงคล นายประตูก็มิได้สงสัยครั้นไปถึงพระราชวังบวรสถานมลคลแล้ว พระราชกัลยาณีก็ออกจากตู้เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ แล้วทรงพระกันแสงทูลเล่าเหตุการณ์ทั้งปวงเกี่ยวกับพระเจ้าอาให้ฟัง สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงโทมนัสน้อยพระทัย ตรัสว่า “พระเจ้าอาก็เหมือนพระบรมราชบิดา… ควรหรือมาเป็นดังนี้ จะละไว้ก็มิได้ ด้วยพระองค์ก่อแล้วจะสานตาม จะเสี่ยงเอาบารมีเป็นที่พึ่ง”

ต่อจากนั้น ก็ตรัสให้หาขุนนางเข้ามาภายในพระราชวัง แล้วจัดแจงแต่งรี้พล สมเด็จพระนารายณ์ฯ เองเสด็จช้างต้นพลายมงคลไอยรา เสด็จไปทางหน้าวัดพลับพลาชัยครั้นสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทราบเหตุจึงจดทัพเข้าสู้ ได้รบพุ่งกันตั้งแต่ค่ำจนรุ่ง โดยฝ่ายพระนารายณ์มีทหารญี่ปุ่นร่วมด้วยต่อมา ทหารฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ฯ กระทุ้งประตูเข้าไปในวังได้ สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาจึงหนีไปยังวังหลัง แต่ถูกจับได้ พระนารายณ์ฯ ก็ให้ประหารเสียที่วัดโคกพระยาตามประเพณี[1]

ครั้นพ้นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ฯ แล้ว พระราชกัลยาณีก็มีบทบาทสำคัญอีก คือเมื่อพระเพทราชาขึ้นครองราชสมบัติ ก็โปรดให้พระราชกัลยาณี (เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ) เป็นกรมหลวงโยธาทิพ ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีฝ่ายขวาข้อนี้ เห็นทีกรมหลวงโยธาทิพจะไม่ร่วมตกลงปลงพระทัยด้วย เพราะเมื่อพระเพทราชาจะเสด็จไปเข้าที่บรรทม ณ ตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพ พระนางกลับให้ทูลพระอาการว่าประชวรอยู่ เมื่อเสด็จไปคราวหลังพระนางจึงยินยอม ต่อมาสมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายขวากระหลวงโยธาทิพ ประสูติราชโอรสได้นามว่า เจ้าพระขวัญกล่าวกันว่า ในวันประสูติเจ้าพระขวัญนั้น เป็นอัศจรรย์ด้วยแผ่นดินไหว จึงมีคนนับถือมาก ประกอบกับเป็นพระราชนัดดาของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ด้วยเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าพระขวัญพระชนม์ครบ 13 พรรษา จึงมีพระราชพิธีโสกันต์ ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทต่อมา กรมพระราชวังบวร (พระเจ้าเสือ) ทรงพระราชดำริแคลงเจ้าพระขวัญ ด้วยเห็นข้าไทมาก จึงร่วมคิดกับเจ้าฟ้าเพชรคอยทีอยู่เมื่อพระเพทราชาประชวรหนักใกล้สวรรคต จึงให้มหาดเล็กไปทูลเชิญเจ้าพระขวัญ ว่ามีรับสั่งให้ไปเฝ้า เพื่อให้ทรงม้าเทคให้ทอดพระเนตร เจ้าพระขวัญกำลังเสวยผลอุลิตหวานค้างอยู่ เมื่อทราบว่ามีรับสั่งให้หาก็มิได้เสวยต่อไป และซีกซึ่งยังมิได้เสวยนั้นเอาใส่ไว้ในเครื่อง แล้วทูลลาสมเด็จมารดา เสด็จไปเฝ้ากรมพระราชวังบวร ณ พระตำหนักหนองหวาย เมื่อเจ้าพระขวัญไปถึง ก็มีพระบัณฑูรห้ามพระพี่เลี้ยงและข้าไททั้งปวงมิให้เสด็จเข้าไป และให้ปิดประตูกำแพงแก้ว แล้วให้จับเจ้าพระขวัญสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์ ต่อจากนั้นให้เอาพระศพใส่ถุงแล้วใส่ลงในแม่ขัน ให้ข้าหลวงเอาไปฝังไว้ ณ วัดโคกพระยาพี่เลี้ยงและข้าไททั้งปวงจึงชวนกันร้องไห้ แล้วกลับไปทูลเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ [1]

เหตุการณ์ตอนนี้ เป็นเรื่องราวของอภินิหาร พระราชพงศาวดารกล่าวว่า เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ เมื่อเจ้าพระขวัญทูลลาไปนั้น กำลังเข้าที่บรรทมอยู่ พอเคลิ้มหลับก็ได้ยินพระราชบุตรมาทูลว่า ข้าพเจ้าขอพระราชทานผลอุลิตหวานซีกซึ่งเหลืออยู่นั้นเสวยต่อไป ก็ตกพระทัยตื่นขึ้นมาทันทีทันใดพอดีกับมหาดเล็กมาทูลว่าเจ้าพระขวัญถูกปลงพระชนม์ เจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพได้ฟังก็ตกพระทัย ทรงพระกันแสงถึงพระราชบุตร แล้วเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระเพทราชา ซึ่งกำลังทรงพระประชวรหนักพระเพทราชาได้ทรงฟังก็ตกพระทัยอาลัยในพระราชโอรส แล้วมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ และเสด็จสวรรคตในคืนนั้นเองแต่เจ้าพระยาพิไชยสุรินทร์ไม่กล้ารับราชสมบัติ จึงถวายให้พระเจ้าเสือ[1]

เมื่อพระเจ้าเสือได้ราชสมบัติแล้ว กรมหลวงโยธาทิพก็ทูลลาออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ที่ใกล้พระอารามวัดพุทไธศวรรย์ พร้อมกับกรมหลวงโยธาเทพพระอัครมเหสีฝ่ายซ้ายของสมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ ได้ทรงทิวงคต ณ พระตำหนักนั้นเอง[1] พระองค์สิ้นพระชนม์ ณ พระตำหนักใกล้วัดพุทไธศวรรย์ ช่วงปี พ.ศ. 2249[3]

พระราชตระกูล [แก้]

พระตระกูลในสมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ กรมหลวงโยธาทิพ (โดยสมมติฐาน)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏพระนาม
สืบเชื้อสายจากราชวงศ์พระร่วง
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏพระนาม
ราชนิกูลในราชวงศ์สุพรรณภูมิ
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเอกาทศรถ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
 
 
 
 
 
 
 
พระวิสุทธิกษัตริย์
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระศรีสุริโยทัย
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
นางอิน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงโยธาทิพ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเอกาทศรถ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระวิสุทธิกษัตริย์
 
 
 
 
 
 
 
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระสนมไม่ปรากฏพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พระราชเทวี สิริกัลยาณี
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ไม่ปรากฏพระนาม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

อ้างอิง [แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 กรมหลวงโยธาทิพ
  2. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
  3. สมภพ ภิรมย์, ศาสตราจารย์ น.อ.. พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ:อมรินทร์การพิมพ์. 2528, หน้า 63