พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค)
| พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) |
|
|---|---|
|
|
|
| พระยาสุริยานุวัตร | |
| เกิด | 10 เมษายน พ.ศ. 2405 |
| เสียชีวิต | 30 กันยายน พ.ศ. 2479 |
| บิดา | พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) |
| มารดา | คุณหญิงศิลา |
| ภรรยา | คุณหญิงลิ้นจี่ |
มหาอำมาตย์เอก พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เป็นบุตรพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) มารดาชื่อ ศิลา เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2405 เป็นสามัญชนคนแรกที่ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และลงนามในธนบัตร มีผลงานด้านการเงินการคลังที่สำคัญ เช่น การเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา การใช้สตางค์แทนอัฐ การเสนอแนวคิดให้ตั้งธนาคารชาติ และการปฏิรูประบบภาษีโดยให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการเอง นอกจากนั้นยังประพันธ์ตำราเศรษฐศาสตร์เรื่องทรัพยศาสตร์ และปัจจุบันยังเป็นหนังสือที่ได้รับคัดเลือกว่าเป็นหนึ่งใน 100 เล่มหนังสือดีที่คนไทยควรอ่าน[1] ด้วยเหตุผลว่า “เป็นหนังสือที่นอกจากจะให้ความรู้เรื่องหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยและทัศนะที่คนไทยยุคก่อนมองปัญหาเศรษฐกิจไทย รวมทั้งถือเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของคนไทย”
เนื้อหา |
ประวัติ [แก้]
พระยาสุริยานุวัตร มีนามว่า "เกิด" เกิดในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นบุตรลำดับที่ 22 ของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม)[2] เมื่อเยาว์เข้าศึกษาหนังสือไทยที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ต่อมาในปี พ.ศ. 2414 เดินทางไปศึกษาวิชาที่ปีนังและกัลกัตตา เป็นเวลา 5 ปี จึงกลับมาเข้ารับราชการในกรมมหาดเล็ก ตำแหน่งนายเวรฤทธิมหาดเล็ก ในปี พ.ศ. 2419 ต่อมารับราชการกระทรวงมหาดไทย ตำแหน่งผู้ช่วยข้าหลวงตะวันตก มีหน้าที่เป็นผู้เก็บและจ่ายเงินหลวง และเป็นล่ามทำหนังสือราชการเกี่ยวกับภาษาต่างประเทศ ต่อมาในปี พ.ศ. 2427 ได้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงสุริยานุวัตร และยังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยข้าหลวงมณฑลพายัพในเวลาต่อมาและกำกับตำแหน่งกรมคลังเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง
ในปี พ.ศ. 2430 เป็นผู้ช่วยทูตประจำราชสำนักเซนต์เจมส์ กรุงลอนดอน ในระหว่งนี้ยังเรียบเรียงหนังสือเรื่องขนบธรรมเนียมราชการต่างประเทศขึ้น และถือว่าเป็นตำรากฎหมายและการปฏิบัติระหว่างประเทศ เรื่องการทูตภาษาไทยเล่มแรก ต่อมา พ.ศ. 2432 ดำรงตำแหน่งตำแหน่งอุปทูตประจำกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในปี พ.ศ. 2439 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสุริยานุวัตร เป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และรัสเซีย ระหว่างนี้ได้รับมอบอำนาจลงนามในสัญญากับฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ผลของสัญญานี้ ทำให้ฝรั่งเศสถอนทหารจากจังหวัดจันทบุรีหมดเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2447
ในปี พ.ศ. 2448 กลับมารับราชการรับราชการในตำแหน่งรักษาการแทน เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ เป็นเสนาบดี ในปีนี้ยังได้รับพระราชทานยศเป็นมหาอำมาตย์เอก ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 เป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ท่านจัดการโอนจำหน่ายฝิ่นจากนายอากรมาเป็นรัฐบาลทำเอง ยังคิดวิธีเปลี่ยนระบบการเงินของไทย จากมาตราเงินเป็นมาตราทองคำ และคิดทำสตางค์ขึ้นใช้แทนอัฐ ต่อมาลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450
ในสมัยรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ท่านเขียนหนังสือเรื่องทรัพยศาสตร์จำนวน 3 เล่ม ซึ่งถือว่า เป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของประเทศไทย นอกจากนั้นยังได้เขียนบทความทางเศรษฐกิจลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ศรีกรุง บทความที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากคือ เรื่อง ธนาคารชาติ ในปี พ.ศ. 2476 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ทำหน้าที่ เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายก เป็นตัวแทนของรัฐบาลไปเจรจากับเจ้านายฝ่ายเหนือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงอนิจกรรมในรัชกาลที่ 8 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2479 ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมอายุ 74 ปี[3]
ครอบครัว [แก้]
ด้านชีวิตส่วนตัว มีภรรยาชื่อ คุณหญิงลิ้นจี่ ธิดาพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) มีบุตรธิดา 7 คน คือหลวงสุริยพงศ์พิสุทธิแพทย์ (กระจ่าง) แพทย์ประจำกรมรถไฟหลวง ดร.ประจวบ บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกียรติ และจรัล ส่วนธิดาได้แก่ หม่อมลินจง เป็นหม่อมห้ามในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และลำจวน เป็นนางพระกำนัลในรัชกาลที่ 6
อ้างอิง [แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- วารสารเศรษฐกิจและสังคม ปีที่ 44 ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน 2550
|
||||||||||||||||||||
