พญายอดเชียงราย
| พญายอดเชียงราย |
|
|---|---|
| พระอิสริยยศ | พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนา |
| ราชวงศ์ | ราชวงศ์มังราย |
| ระยะครองราชย์ | พ.ศ. 2030 - 2038 |
| รัชกาลก่อนหน้า | พระเจ้าติโลกราช |
| รัชกาลถัดไป | พญาแก้วภูตาธิปติราชาเจ้า |
| ข้อมูลส่วนพระองค์ | |
| พระราชบิดา | ท้าวบุญเรือง |
| พระมเหสี | มหาเทวีสิริยศวดี (นางโป่งน้อย หรืออโนชาเทวี)[1] |
| พระราชโอรส/ธิดา | พญาแก้วภูตาธิปติราชาเจ้า |
พญายอดเชียงราย หรือ ท้าวยอดเมือง กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2030 - 2038) พระโอรสในท้าวบุญเรืองซึ่งเป็นพระโอรสในพระเจ้าติโลกราช
พระราชประวัติ[แก้]
พญายอดเชียงราย หรือ ท้าวยอดเมือง พระโอรสในท้าวบุญเรือง มีฐานะเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าติโลกราช ท้าวยอดเมืองเคยร่วมทำสงครามกับท้าวบุญเรือง และพระเจ้าติโลกราชหลายครั้ง ท้าวยอดเมืองเคยครองเมืองแช่สัก ขณะที่ท้าวบุญเรืองผู้เป็นบิดาครองเมืองเชียงรายในฐานะเจ้าราชบุตรซึ่งเป็นอุปราช ต่อมาในปี พ.ศ. 2005 ท้าวยอดเมืองได้รับคำสั่งให้ขยายอำนาจไปสู่ดินแดนไทใหญ่ โดยเฉพาะเมืองนายและเมืองใกล้เคียง[2] และท้าวยอดเมืองก็มีบทบาทร่วมรบกับท้าวบุญเรืองผู้เป็นบิดาเสมอมา
ในปลายรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชได้การประหารชีวิตบุคคลสำคัญหลายคนที่เคยร่วมศึกกันมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือท้าวบุญเรืองที่ถูกประหารชีวิตโดยมีความผิด โทษฐานคิดการก่อกบฏกับพระบิดา ผู้ที่เสียใจมากที่สุดคือท้าวยอดเมือง ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงได้สร้างวัดบริเวณตำแหน่งกาลกิณีเมือง ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเชียงใหม่[3]
ครองราชย์[แก้]
หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าติโลกราช ท้าวยอดเมืองจึงสืบราชสมบัติต่อมา ในช่วงดังกล่าวได้เกิดความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง โดยหลักฐานของจีนทำให้สันนิษฐานได้ว่าพญายอดเมืองทรงตอบสนองความต้องการของจีนหรือกรมการเมืองของยูนนานมาก จนไม่สนใจความต้องการของท้องถิ่น[4] ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวสอดคล้องกับหลักฐานท้องถิ่นคือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ และตำนานพื้นเมืองลำพูน ที่กล่าวถึงท้าวยอดเมืองไม่รักเจ้าแก้ว ราชบุตรของพระองค์ที่เกิดจากนางโป่งน้อย แต่กลับเอาใจใส่ลูกฮ่อ ซึ่งเลี้ยงเป็นลูกและให้ไปครองเมืองพร้าว[5] ทั้งยังมีการกล่าวถึงเจ้าแก้วที่ถูกบังคับให้ไหว้ลูกฮ่ออีกด้วย[6] ด้วยการที่พระองค์สนิทสนมกับฮ่อมากเกินไป จึงสร้างความไม่พอใจแก่เหล่าขุนนางเนื่องจากพระองค์ไม่ทรงรับฟังขุนนาง ท้ายที่สุดพระองค์ก็ถูกขุนนางปลดออก หลังจากครองราชย์ได้ 8 ปี โดยพระองค์ให้ไปครองเมืองซะมาดในเขตแม่ฮ่องสอน พร้อมกับยกเจ้าแก้วขึ้นครองราชย์สืบมา[7]
ขณะที่มีการยกเจ้าแก้วขึ้นครองราชย์ ก็พบว่านางโป่งน้อย มีอำนาจสูงมาก เนื่องจากมีบทบาทในการปกครองร่วมกับพระโอรส โดยในหลักฐานมีการเรียกมหาเทวีและกษัตริย์ว่า "พระเป็นเจ้าสองพระองค์" และ "พระเป็นเจ้าแม่ลูกทั้งสอง"[8][9][10][11] ขณะเดียวกันบทบาทของขุนนางได้เพิ่มพูนมากขึ้นตามลำดับ ส่วนกษัตริย์กลับถูกลิดรอนอำนาจ[1]
อ้างอิง[แก้]
- ↑ 1.0 1.1 สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ:อมรินทร์, 2552. หน้า 168
- ↑ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, หน้า 78
- ↑ สมโชติ อ๋องสกุล และสรัสวดี อ๋องสกุล. วัดในทักษาเมือง, หน้า 42
- ↑ วินัย พงศ์ศรีเพียร. ปาไป่สีฟู-ปาไป่ต้าเตี้ยน, หน้า 149
- ↑ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่, หน้า 83
- ↑ ตำนานเมืองลำพูน (สังเขป), หน้า 78-79
- ↑ สรัสวดี อ๋องสกุล. พื้นเมืองเชียงแสน, หน้า 157
- ↑ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3, หน้า 195
- ↑ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 3, หน้า 198
- ↑ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ 4, หน้า 112
- ↑ ประชุมศิลาจารึกเมืองพะเยา, หน้า 263
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||