พระมณีรัตนา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระมณีรัตนา
พระนางมณีจันทร์(เจ้าขรัวมณีจันทร์).jpg

พระนามาภิไธย พระมณีรัตนา
พระอิสริยยศ พระอัครมเหสี
ราชวงศ์ ราชวงศ์สุโขทัย
ข้อมูลส่วนพระองค์
สวรรคต ไม่ปรากฏ
พระราชบิดา พระเจ้าบุเรงนอง
พระราชมารดา พระนางจันทราเทวี
พระราชสวามี สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
พระราชโอรส/ธิดา พระราชโอรสอย่างน้อย 1 พระองค์ (ไม่ปรากฏพระนาม)

พระมณีรัตนา หรือ เจ้าขรัวมณีจันทร์ เป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระราชประวัติ[แก้]

พระมณีรัตนา หรือ เจ้าครัวมณีจันทร์ นั้นไม่มีพระราชประวัติปรากฏว่าพระองค์ทรงมีนิวาสสถานจากที่ใด เพียงแต่รู้จักกันในพระนาม เจ้าขรัวมณีจันทร์ เป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา

บันทึกบาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา ชาวสเปน[แก้]

กล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลโดยกระบวนเรือพยุหยาตราใน History of the Philippines and Other Kingdom เป็นจดหมายเหตุสเปน ที่บาทหลวงมาร์เซโล เด ริบาเดเนอิรา (Marcelo de Ribadeneira, O.F.M.) เขียนขึ้นจากคำบอกเล่าของบาทหลวงคณะฟรันซิสกัน ที่เคยพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาระยะหนึ่ง ซึ่งพรรณนาถึงกรุงศรีอยุธยาในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชและในต้นรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความว่า

“ ...ครั้งหนึ่งบาทหลวงคณะฟรันซิสกันได้เห็นพระเจ้าแผ่นดินประทับในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งประดับประดาแล้วล้วนไปด้วยพระปฏิมากร เพื่อจะเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระอารามแห่งหนึ่ง มีเรือสี่ลำแล่นล่วงหน้าไปก่อนเรือพระที่นั่ง เพื่อเป็นการค้ำประกันความปลอดภัยของพระเจ้าแผ่นดิน เรือเหล่านี้บรรทุกผู้คนเป่าแตรเงินเล็ก ๆ เพื่อป่าวประกาศการเสด็จพระราชดำเนินถึง บรรดาเรือล้วนมีรูปทรงวิจิตรพิสดารและแกะสลักอย่างน่าพิศวงด้วยรูปปฏิมาประดับประดาอย่างหรูหรา ก่อเกิดความรู้สึกประทับใจถึงโขลงช้างที่ลอยเหนือน่านน้ำ ด้วยเรือเหล่านี้ลอยเลื่อนไปเบื้องหน้าและท้ายเรือโลดทะยาน "

“ เรือสี่ลำเหล่านี้หยุดที่พระอารามแห่งหนึ่งบนชายฝั่ง เพราะพวกเขาคาดหมายว่า พระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเจริญพระพุทธมนต์และทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ตามติดมาอย่างใกล้ชิดเรือสี่ลำนั้นเป็นเรืออื่น ๆ อีกหลายลำที่ใหญ่กว่านั้น แต่ละลำบรรทุกผู้คนมากมายที่แต่งกายด้วยเครื่องแบบประเภทต่าง ๆ เรือแต่ละลำมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แห่งราชสำนัก ๑ คน

แล้วจากนั้นเป็นพระราชโอรสพระองค์เยาว์ที่สุดในพระเจ้าแผ่นดิน ที่เสด็จปรากฏพระองค์ในเรือพระที่นั่งที่ตกแต่งอย่างหรูหรามาก

ตามติดมาเป็นสมเด็จพระอัครมเหสีและสาวสรรกำนัลในสมเด็จพระอัครมเหสีประทับแต่เพียงลำพังพระองค์ และบรรดานางกำนัลนั่งในเรือลำอื่นที่ตกแต่งอย่างน่าอัศจรรย์ และกั้นด้วยม่านอย่างรอบคอบจนเป็นไปได้ที่จะสามารถมองผ่านม่านจากภายในออกมาสู่โลกภายนอกได้ โดยที่คนภายนอกไม่เห็นคนภายใน "

“ สุดท้ายที่มาถึงในกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารคคือ องค์พระมหากษัตริย์ ประทับในเรือพระที่นั่งขนาดกว้างใหญ่ที่ดูแต่ไกลเหมือนนกกระยางตัวมหึมาที่แผ่ปีกอันกว้างใหญ่ออกมา เป็นเรือพระที่นั่งปิดทองทั้งองค์และโดยที่ฝีพายมีเป็นจำนวนมาก อิริยาบถในการพายของพวกเขาจึงดูเหมือนนกตัวใหญ่เหินลมเหนือท้ายเรือพระที่นั่ง พระเจ้าแผ่นดินประทับเหนือพระราชบัลลังก์เคียงข้างพระองค์เป็นสาวน้อยผู้เลอโฉมข้างละ ๒ คน คอยถวายอยู่งานโบกพัด เพื่อให้พระองค์ทรงสดชื่นจากความร้อนระอุของดวงอาทิตย์ ทันทีเรือพระที่นั่งหยุดลง ฝูงชนก็ผลักดันกันไปข้างหนึ่งและหมอบราบลงและยกมือขึ้นประนมในลักษณาการศิโรราบจนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินผ่านไป แล้วเรือพระที่นั่งของพระราชกุมารผู้ทรงพระเยาว์ก็ติดตามมาพรั่งพร้อมด้วยเหล่าขุนนางชั้นสูง "

" เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินถึงพระอาราม พระองค์ได้รีบเสด็จไปถวายเครื่องราชสักการะแต่พระปฏิมากรทั้งหลาย และหลังจากนั้นพระองค์ได้เสด็จลงสรงสนานกลางสระน้ำใสในปริมณฑลของพระอารามบรรดาเจ้าพนักงานภูษามาลาและชาวที่ได้อัญเชิญน้ำสรงปริมาณหนึ่งไว้เพื่อสักการบูชา และพวกเขาได้อยู่งานถวายพระมูรธาภิเษก จนกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่พระราชวัง ”

คำให้การขุนหลวงหาวัด พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ[แก้]

คำให้การขุนหลวงหาวัด (พระราชพงศาวดารแปลจากภาษารามัญ) ความจริงเป็นเอกสารฉบับเดียวกับคำให้การชาวกรุงเก่า (พงศาวดารไทยตามฉบับพม่า) ตามต้นฉบับในหอเมืองย่างกุ้งของพม่า ทางพม่าได้จดคำให้การของเชลยศึกที่เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยกรุงศรีอยุธยา โดยอาศัยล่ามชาวมอญที่รู้ภาษาไทยจดคำให้การเป็นภาษามอญ แล้วค่อยแปลเป็นภาษาพม่าในภายหลังซึ่งปัจจุบันได้ข้อยุติว่า คำให้การชาวกรุงเก่าเป็นเอกสารฉบับเดียวกับโยธยา ยาสะเวง (พงศาวดารอยุธยา)ของพม่า ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติสืบต่อจากสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชชนกนาถ ใน จ.ศ. ๙๕๒ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๑๓๓) ความว่า

“ ส่วนพระนเรศวรนั้น ก็เข้าไปกรุงศรีอยุธยา ก็เสด็จเข้าสู่พระราชฐาน อันอัครมหาเสนาบดีและมหาปุโรหิตทั้งปวง จึงทำการปราบดาภิเษกแล้วเชื้อเชิญขึ้นให้เสวยราชสมบัติ จึงถวายอาณาจักรเวนพิภพแล้วจึงถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ และเครื่องมหาพิไชยสงครามทั้ง ๕ ทั้งเครื่องราชูปโภคทั้งปวงอันครบครัน แล้วจึงถวายพระนามใส่ในพระสุพรรณบัฏสมญาแล้ว ฝ่ายในกรมจึงถวายพระมเหสีพระนามชื่อพระมณีรัตนา แล้วถวายพระสนมกำนัลทั้งสิ้น แล้วครอบครองราชย์สมบัติเมื่อจุลศักราช ๙๕๒ ปีขาลโทศก อันพระเอกาทศรถนั้นก็เปนที่มหาอุปราช ”

โดยเสด็จสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีอาสวยุทธ[แก้]

ปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารฯ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ของไทย พบว่ารัชกาลสมเด็จพระนเรศมีการกล่าวถึงพระราชพิธีอาสวยุทธและการต้อนรับคณะทูตกัมพูชาที่เดินทางมาถวายเครื่องราชบรรณาการยังราชสำนักศรีอยุทธยา ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่พระเจ้าแผ่นดินสยามเสด็จฯ ทางชลมารคและการเสด็จออกรับทูตกัมพูชาในจดหมายเหตุสเปน ความว่า

“ลุศักราช ๙๔๕ ปีมะแมศกเบญจศก สมเด็จพระนเรศเป็นเจ้า ครั้นเสด็จการพระราชพิธีอาสวยุทธแล้ว มีพระราชบริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้ และพลฉกรรจ์ลำเครื่องแสนหนึ่ง ช้างเครื่องแปดร้อย ม้าพันห้าร้อย กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี...”

พระราชพิธีอาสวยุทธ หมายถึง พระราชพิธีแข่งเรือเสี่ยงทายระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระอัครมเหสี

การพระราชพิธีอาสวยุทธที่กระทำกันใน จ.ศ. ๙๔๕ ปีมะแม เบญจศก (พ.ศ. ๒๑๒๖) นั้นน่าจะผิด เพราะปีศักราชดังกล่าวยังคงอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชผู้พระราชบิดาแต่เมื่อสอบกับ พระราชพงศาวดารฯฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์แล้ว ควรปรับเป็น จ.ศ. ๙๕๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๓๖) ช้ากว่ากัน ๑๐ ปี ดังนั้นการต้อนรับทูตกัมพูชาใน จ.ศ. ๙๔๙ ปีกุนนพศก (พ.ศ. ๒๑๓๐) ควรปรับปีศักราชให้ช้าตามไปด้วยอีก ๑๐ ปีเช่นกัน จึงควรเป็น จ.ศ. ๙๕๙ ปีระกานพศก (พ.ศ. ๒๑๔๐) โดยทั้งสองเหตุการณ์จะอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทั้งสิ้นตรงตามที่กล่าวไว้ใน พระราชพงศาวดารฯ พระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)

การช่วยเหลือจมื่นศรีสรรักษ์ ในรัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ[แก้]

เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองยังมีพระยศเป็นจมื่นศรีสรรักษ์ได้ไปก่อเหตุทำร้ายพระยาแรกนา ทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถทรงพระพิโรธ มีรับสั่งให้จับไปขังคุก 5 เดือน แต่เจ้าขรัวมณีจันทร์ทรงมาทูลขอพระราชทานอภัยโทษแทน จมื่นศรีสรรักษ์จึงได้รับพระราชอภัยโทษออกมารับราชการตามเดิม

บทบาทในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช[แก้]

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคลได้ทรงสมมติบทบาทของเจ้าขรัวมณีจันทร์ในภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราชว่ามณีจันทร์นั้นเป็นพระราชธิดาลับในพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ประสูติแด่พระนางจันทราเทวี พระนางจันทราเทวีทรงฝากพระองค์ไว้กับพระมหาเถรคันฉ่อง พระสหายสนิท คือ องค์ดำ (พระนเรศวร) และ บุญทิ้ง (พระราชมนู) เมื่อเจริญวัยขึ้นได้เป็นนางสนองพระโอษฐ์ในพระสุพรรณกัลยาภายหลังได้ติดตามพระองค์ดำกลับกรุงศรีอยุธยา ในที่สุดนางได้โปรดเกล้าฯขึ้นเป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]