สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ))
สมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาจ อาสโภ)
Aad Asabho.jpg
เกิด 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446
มรณภาพ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532
อายุ 86
อุปสมบท 18 มิถุนายน พ.ศ. 2466
พรรษา 66
วัด วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
ท้องที่ กรุงเทพมหานคร
สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา เปรียญธรรม 8 ประโยค
ตำแหน่ง
ทางคณะสงฆ์
เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) (8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532) สมเด็จพระราชาคณะ อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช นอกจากนี้ท่านยังเป็นบุคคลแรกที่นำการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานสี่ (หรือแบบยุบหนอ-พองหนอ) จากพม่ามาเผยแพร่ในประเทศไทย

ประวัติ[แก้]

ชาติกำเนิด[แก้]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ มีนามเดิมว่า คำตา ดวงมาลา เป็นบุตรคนโตของนายพิมพ์ และนางแจ้ ดวงมาลา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 แรม 4 ค่ำเดือน 12 ณ บ้านโต้น ต.บ้านโต้น อ.เมือง จังหวัดขอนแก่น มีพี่น้องร่วมบิดามารดาทั้งสิ้น 4 คนท่านเป็นบุตรคนโต น้องอีกสามคนคือ นางบี้ นายเพิ่ม และนางเอื้อ ตามลำดับ[1] เมื่อย้ายมาอยู่วัดมหาธาตุฯ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เจ้าอาวาสขณะนั้น) ได้เปลี่ยนชื่อท่านจาก คำตา เป็น อาจ เพื่อให้เหมาะกับบุคลิก องอาจ แกล้วกล้า ของท่าน[2]

การบรรพชาอุปสมบท[แก้]

เมื่ออายุ 14 ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีจันทร์ จ.ขอนแก่น โดยมีอาจารย์พระหน่อ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาท่านย้ายมาอยู่กรุงเทพฯเพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์

จนอายุครบ 20 ปี ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ในวันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2466 ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ขณะยังดำรงสมณศักดิ์ที่พระธรรมไตรโลกาจารย์เป็นพระอุปัชฌาย์ พระญาณสมโพธิ (สวัสดิ์ กิตฺติสาโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทตฺโต) ขณะยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระศรีสมโพธิ เป็นพระอนุสาวนาจารย์[1] ได้รับนามฉายาว่า อาสโภ[2]

การศึกษา[แก้]

ท่านได้ศึกษาอักษรลาวตั้งแต่บวชเป็นเณรที่ขอนแก่น

  • พ.ศ. 2461 สอบได้วิชาครู เทียบเท่าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนขอนแก่นวิทยาคาร (ปัจจุบันคือโรงเรียนขอนแก่นวิทยายน)
  • พ.ศ. 2464 สอบได้นักธรรมตรี สำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
  • พ.ศ. 2465 สอบได้นักธรรมโท
  • พ.ศ. 2466 สอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยค
  • พ.ศ. 2467 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค
  • พ.ศ. 2468 สอบได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
  • พ.ศ. 2469 สอบได้เปรียญธรรม 6 ประโยค
  • พ.ศ. 2471 สอบได้นักธรรมเอก และสอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค
  • พ.ศ. 2472 สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค

การบริหารงานคณะสงฆ์[แก้]

  • พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นพระอุปัชฌาย์วิสามัญ ประจำเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นพระคณาจารย์โทในทางคันถธุระ
  • พ.ศ. ๒๔๗๗ เป็นเจ้าคณะตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม และ เป็นเจ้าคณะแขวงบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๘๒ เป็นรองเจ้าคณะมณฑลอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๘๔ เป็นพระคณาจารย์เอกในทางเทศนา และ เป็นสมาชิกสังฆสภา
  • พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นเจ้าคณะตรวจการภาค ๔ ซึ่งเป็นพระคณาธิการองค์แรกในตำแหน่งนี้
  • พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา และ เป็นแม่กองธรรมสนามหลวง และ เป็นเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา
  • พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง และ เป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร และ เป็นทุติยสภานายกสภา มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง
  • พ.ศ. ๒๕๒๔ คืนสู่ตำแหน่งอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์
  • พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคมโดยตำแหน่ง
  • พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
  • พ.ศ. ๒๕๓๒ เป็นเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก

เกียรติคุณ[แก้]

  • พ.ศ. ๒๔๙๗ เป็นอัคคมหาบัณฑิตโดยรัฐบาลพม่าได้ถวายเกียรติคุณครั้งนี้ในโอกาสที่เป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปร่วมงานอัฏฐสังคายนา ที่ประเทศพม่า นับเป็นพระสงฆ์ไทยรูปแรกที่ได้รับฐานันดรศักดิ์นี้
  • พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างอาคารมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยได้รับเงินจากศาสนสมบัติกลาง เป็นทุนเริ่มแรก และเงินงบประมาณแผ่นดิน กับเงินบริจาคจากสาธุชนทั่วไป
  • พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นผู้ริเริ่มการตรวจชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับ "มหาจุฬาเตปิฎกํ" เพื่อสนองพระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดเกล้าฯ ให้พระภิกษุสามเณรได้เล่าเรียนพระไตรปิฎก
  • พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขามานุษยสงเคราะห์ศาสตร์ของ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย
  • พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นสังฆปาโมกข์ ฝ่ายพระอภิธรรมปิฎก ในการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎกฉบับเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐

สมณศักดิ์[แก้]

การต้องอธิกรณ์[แก้]

ใน พ.ศ. 2503 เมื่อครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรมนั้น ท่านได้ถูกกล่าวหาว่าเสพเมถุนทางเวจมรรคกับลูกศิษย์ จึงถูกถอดสมณศักดิ์และตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ทว่าต่อมาสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นความเท็จ แม้กระนั้นต่อมาใน พ.ศ. 2505 ท่านได้ถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จึงถูกบังคับสึกเป็นฆราวาส และจำคุกอยู่ที่กองบังคับการตำรวจสันติบาลอยู่หลายปี (กล่าวกันว่าสาเหตุที่แท้จริงมาจากเรื่องการเมืองในวงการคณะสงฆ์ไทยในเวลานั้น) กระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อศาลทหารสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของท่านได้และตัดสินยกฟ้องเมื่อ พ.ศ. 2509 คดีดังกล่าวนี้นับเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาของไทย ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง[4]

มรณภาพ[แก้]

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) อาพาธ และได้ถึงแก่มรณภาพอย่างสงบด้วยภาวะหัวใจวาย เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2532 เวลา 11.15 น. ณ โรงพยาบาลสยาม กรุงเทพมหานคร สิริชนมายุได้ 86 ปี 1 เดือน พรรษา 66[2]

ในการนี้ ได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล ณ ตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เป็นเวลา 100 วัน ครบเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2533 โดยมีคณะเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายทุกคืนทุกวัน บางวันมีคณะเจ้าภาพหลายคณะร่วมบำเพ็ญกุศล และตลอดมาจนถึงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2533 ได้ทรงพระกรุณาโปรดออกเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

วิปัสสนากรรมฐานแบบยุบหนอ-พองหนอ[แก้]

ปี พ.ศ. 2495 พระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) ได้ส่งพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ขณะเป็นพระมหาโชดกไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานสายของมหาสีสย่าด่อที่สำนักศาสนยิสสา ประเทศพม่า เป็นเวลา 1 ปี แล้วนำกลับมาสอน พร้อมทั้งพระพม่าสองรูป คือพระภัททันตะ อาสภเถระ ปธานกัมมัฏฐานาจริยะ และพระอินทวังสเถระ กัมมัฏฐานาจริยะ โดยเปิดสอนครั้งแรกที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ในปี พ.ศ. 2496 จากนั้นจึงขยายไปเปิดสอนที่สาขาอื่นทั่วราชอาณาจักร มีการตั้งกองการวิปัสสนาธุระที่วัดมหาธาตุฯ ต่อมาถูกยกสถานะเป็นสถาบันวิปัสสนาธุระ สังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 และได้เผยแพร่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบยุบหนอ-พองหนอจนแพร่หลายดังปัจจุบัน[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 พระโสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิต, หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน, จำรูญ ธรรมดา ผู้แปล, กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2546, หน้า 9 - 21
  2. 2.0 2.1 2.2 กรมศิลปากร, เรื่องตั้งพระราชาคณะผู้ใหญ่ในกรุงรัตนโกสินทร์ เล่ม ๒, กรุงเทพ : กรมศิลปากร, 2545, หน้า 162 - 6
  3. 3.0 3.1 ลำดับชั้นสมณศักดิ์. วัดปทุมวนาราม จังหวัดร้อยเอ็ด. เรียกข้อมูลวันที่ 24 มิ.ย. พ.ศ. 2553.
  4. พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
ก่อนหน้า สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ) ถัดไป
- 2leftarrow.png Buddhism dham jak.png
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
2rightarrow.png สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)
พระวิสุทธาธิบดี (ไสว ฐิตวีโร) 2leftarrow.png Dharmacakra flag (Thailand).svg
เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก
2rightarrow.png สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (วน ฐิติญาโณ) 2leftarrow.png Buddhism dham jak.png
สมเด็จพระพุฒาจารย์
2rightarrow.png สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)