พระธรรมศาสตร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พระธรรมศาสตร์ ถือเป็นกฎหมายแม่บทที่สำคัญที่สุด กล่าวคือ การบัญญัติกฎหมายต้องมีการอ้างอิงบาลีในพระธรรมศาสตร์ อีกทั้งกฎหมายจะขัดหรือแย้งกับพระธรรมศาสตร์ไม่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่ใช้บังคับมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ต้นอยุธยาเรื่อยมา พระธรรมศาสตร์ถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของอินเดีย จึงมีตำนานที่มาของพระธรรมศาสตร์ ความว่า พระพรหมเทวะฤๅษี มีโอรสสององค์ คือ เจ้ามโนสารกุมาร และภัทธะระกุมาร ต่อมาพระมโนสารได้ตัดสินข้อพิพาทระหว่างบุรุษสองคนที่ทำไร่แตงใกล้กัน แล้วแตงเลื้อยผ่านถนนที่คั่นกลางระหว่างที่ดินสองแปลง แล้วแตงก็ตกในที่ดินอีกแปลงที่มิใช่ของผู้ปลูก จึงมีข้อพิพาทว่าแตงเป็นของใคร พระมโนสารตัดสินให้แตงตกเป็นของเจ้าของที่ดิน แต่ต่อมามีการนำผลคดีไปกราบทูลแก่พญาสมมุติเทวราช ท่านเห็นว่าตัดสินไม่เป็นธรรมเพราะถึงแก่อะคติ ๔ โดยเฉพาะโมหาคติ พระมโนสารจึงสลดจิตและไปคัดบาลีคำภีร์พระธรรมสาตร ณ กำแพงจักรวาล แล้วกลับมาแต่งเป็น คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ มีข้อสังเกตจากตำนานดังกล่าวคือ

๑) คนไทยสมัยก่อนอ้างอิงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ในฐานะเป็นความชอบธรรมในการใช้บังคับกฎหมาย

๒) ปรากฏหลักกฎหมาย เรื่อง ทรัพย์ ตามปพพ คือ มาตรา ๑๓๓๖ เจ้าของแม่ทรัพย์ย่อมมีสิทธิในดอกผล และมาตรา ๑๓๔๘ ซึ่งวางหลักว่า กรณีที่ดินติดต่อกัน หากดอกผลตามธรรมดาตกในที่ดินใคร ให้สันนิษฐานว่าเป็นของเจ้าของที่ดิน (กรณีนี้พญาสมมุติราช ได้ทำการพิจารณาต้นแตงตั้งแต่ปลายยอด จนถึงต้น แล้วพบว่าแตงนั้นเป็นของเจ้าของต้นแตง จึงพิสูจน์ได้ว่าดอกผลมาจากแม่ทรัพย์ของใคร)

๓) ปรากฏหลักอคติ ๔ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญสำหรับผู้บังคับใช้กฎหมาย หลักกฎหมายที่สำคัญในพระธรรมศาสตร์ ได้แก่

๑)ลักษณะและเหตุแห่งตุลาการ อันประกอบด้วย ลักษณะอคติ ๔ และมูลเหตุแห่งตุลาการ ๒๔ และ

๒)มูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการ ๑๐ ประการและมูลคดีแห่งบุคคลอันเกิดวิวาท ๒๙ ประการ(มูลคดี ๓๙) อคติ ๔ คือ ฉันทาคติ(รัก)โทษาคติ(โกรธ)ภยาคติ(กลัว)โมหาคติ(หลง) เหตุแห่งตุลาการ ๒๔ ประกอบด้วย มูลคดี๓ ฐานะคดี๓ เจรจาความ๓ มิได้เกียจคร้าน๓ ให้มั่นในความ๓ เป็นอิสรภาพในความ๓ กล่าวความโดยธรรม๓ อุบายแห่งคดี๓(๘ คูณ ๓ ได้ ๒๔) มูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการ ๑๐ ประการ ได้แก่

๑) หลักอินทภาษ (วาจาสิทธิ์แห่งพระอินทร์)หลักอินทภาษ เป็นคำสั่งสอนที่พระอินทร์มีต่อบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมีหน้าที่เป็นตุลาการ ได้กล่าวไว้ ว่า การจะเป็นตุลาการที่ดีได้นั้นจะต้องไม่มีอคติ 4 ประการ คือ

  • ฉันทาคติ คือ การลำเอียงเพราะรัก การเห็นแก่อามิสสินจ้าง ลุ่มหลงในทรัพย์สินเงินทอง

ละโมบ โลภมาก เข้าด้วยฝ่ายโจทก์หรือจำเลย ต้องทำใจให้เป็นกลาง

  • โทสาคติ คือ การลำเอียงเพราะโกรธ พยาบาท มีความอาฆาตเคียดแค้นในใจเพราะเป็น

ปฏิปักษ์ต่อกัน

  • โมหาคติ คือ การลำเอียงเพราะหลงในลาภยศสรรเสริญ ให้ยึดมั่นในความสุจริตเที่ยงธรรม

ตัดสินคดีด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ มีความรอบรู้ในกฎหมาย รู้เท่าทัน ไม่ตัดสินโดยความหลง

  • ภยาคติ คือ การลำเอียงหรือเกิดความเอนเอียงเพราะในใจบังเกิดความกลัว ไม่ว่าจะกลัวตาย

กลัวเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ผู้พิพากษาต้องทำจิตใจให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลใด ๆ

๒)พระธรรมนูญ

๓)พญาณ

๔)ตัดพญาณ

๕)แก้ต่างว่าต่างกัน

๖)ตัดสำนวน

๗)รับฟ้องได้มิได้

๘)ประวิงความไว้ให้ช้า

๙)กรมศักดิ์

๑๐)ตัดฟ้อง

มูลคดีวิวาท ๒๙ ได้แก่

๑)กู้นี่ถือสีน

๒)ลักฉ้อบังประบัดผลัดเปลี่ยนราชทรัพย์

๓)แบ่งปันมรฎกมิได้เปนธรรม

๔)ให้ทรัพยแกท่านแล้วกลับคืน

๕)เปนลูกจ้างท่านแลวานท่านใช้

๖)เปนนักเลงเล่นเบี้ยเล่นสะกา

๗)ซื้อขายกัน

๘)โจร

๙)ที่บ้านที่นา

๑๐)ที่ไร่ที่สวนแลป่าพึ่ง

๑๑) ทาสสีนไถ่แลทาสเชลยชายหญิง

๑๒)ด้วยตบด้วยตีด้วยด่าแลสบประมาต

๑๓)ด้วยอธิกรผัวเมีย

๑๔)ด้วยการณรงสงคราม

๑๕)กระบทต่อแผ่นดิน

๑๖)ด้วยล่วงพระราชบัญญัติ

๑๗)ด้วยพระราชทรัพยอากรขนอนตระหลาด

๑๘)ด้วยข่มเหงท่าน

๑๙)ด้วยกระหาบคาบเกี่ยวให้เป็นเสนียดแก่กัน

๒๐)ด้วยอุกรุกกัน

๒๑)พาบุตรท่านไป

๒๒)ด้วยความสาเหตุ

๒๓)ขาดข้าตามกระเสียนอายุศม์ชายหญิง

๒๔)ฝากทรัพย์ไว้แก่ท่าน

๒๕)กระทำกฤติยาคมมีชะมบจะกละ

๒๖)เช่าของท่านไป

๒๗)ยืมของท่านไปใช้

๒๘)ปันหมู่ชา

๒๙)เกิดความรื้อความขึ้นว่าใหม่คืออุทร

(คำว่า”มูลคดี” ปรากฏในพระธรรมศาสตร์อยู่หลายที่ อย่าสับสน ได้แก่ มูลคดี๓ มูลคดีวิวาท๒๙ และมูลคดีแห่งผู้พิพากษาและตุลาการ ๑๐) ด้วยเหตุที่ธรรมศาสตร์เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ตามลัทธิพราหมณ์ เป็นหลักการสากลกำหนดโดยพระผู้เป็นเจ้า มิใช่จากน้ำมือของมนุษย์ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงหรือละเมิดได้ กษัตริย์จะตราพระราชศาสตร์สาขาคดีก็ต้องอ้างมูลคดีตามธรรมศาสตร์ จะไปออกขัดหรือแย้งไม่ได้