พรรครักเมืองไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พรรครักษ์เมืองไทย
หัวหน้าพรรค สันชัย แก้วเกษ
นโยบาย 1. ระบบชลประทานจากเขื่อนขนาดใหญ่ เป็นขนาดกลาง, ขนาดเล็ก และแก้มลิง
2. ระบบขนส่งน้ำจากระบบรางมาเป็นระบบท่อ จัดการทรัพยากรน้ำอย่างสมบูรณ์โดยจัดตั้ง "ธนาคารน้ำ"
3. การคมนาคมขนส่งทางบก จากขนส่งโดยรถยนต์ "ให้เป็นระบบขนส่งทางรถไฟรางคู่ขนาน"
4. การบริหารประเทศจากระบบทุนนิยม มาเป็นระบบรัฐสวัสดิการ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
5. ประชาชนเป็นเจ้าของสส., สส. เป็นของพรรค, พรรคเป็นของประชาชน
ก่อตั้ง 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549
สำนักงานใหญ่ 172 หมู่ที่ 12 ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย 57270

พรรครักเมืองไทย (อังกฤษ: RAKMUANGTHAI PARTY) เป็นพรรคการเมืองในประเทศไทย ขึ้นทะเบียนเป็นพรรคการเมืองเลขที่ 9/2549 ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 111/173 หมู่ 14 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น[1] ต่อมาได้ย้ายสำนักงานไปที่บ้านสันทางหลวง ตำบลจันจว้าใต้ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ตราสัญลักษณ์พรรครักเมืองไทย ประกอบด้วย แผนที่ประเทศไทยแทนถึง ความเป็นเอกราชของชาติไทย และ สีเหลืองวงกลม หมายถึง หลักคุณธรรมของศาสนาเพื่อเป็นเกาะคุ้มครองป้องกันคนไทยทั้งชาติไม่ให้เกิดอันตรายทั้งปวง

เนื้อหา

นโยบาย [แก้]

พรรครักเมืองไทย มีนโยบายหลัก 5 ประการ คือ

  1. ระบบชลประทานจากเขื่อนขนาดใหญ่ เป็นขนาดกลาง, ขนาดเล็ก และแก้มลิง
  2. ระบบขนส่งน้ำจากระบบรางมาเป็นระบบท่อ จัดการทรัพยากรน้ำอย่างสมบูรณ์โดยจัดตั้ง "ธนาคารน้ำ"
  3. การคมนาคมขนส่งทางบก จากขนส่งโดยรถยนต์ "ให้เป็นระบบขนส่งทางรถไฟรางคู่ขนาน"
  4. การบริหารประเทศจากระบบทุนนิยม มาเป็นระบบรัฐสวัสดิการ "อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"
  5. ประชาชนเป็นเจ้าของสส., สส. เป็นของพรรค, พรรคเป็นของประชาชน

การสมัครรับเลือกตั้ง [แก้]

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบสัดส่วน จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มจังหวัดที่ 1 กลุ่มจังหวัดที่ 6 และกลุ่มจังหวัดที่ 7 รวมผู้สมัครจำนวน 30 คน แต่ไม่ได้รับเลือกเข้าสู่สภาแต่อย่างใด

กิจกรรมพรรครักเมืองไทย

สมาชิกพรรคที่มีชื่อเสียง [แก้]

การยุบพรรค [แก้]

ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552 ได้มีคำสั่งยุบพรรครักเมืองไทย เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 5,000 คน และมีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละ 1 สาขา ได้ภายใน 1 ปี

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ [1]