พนักงานมหาวิทยาลัย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

พนักงานมหาวิทยาลัย คือ บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดิน หรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา

เนื้อหา

ความเป็นมา [แก้]

ในอดีตมีการกำหนดให้บุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการในสถาบันอุดมศึกษา มีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อ พ.ศ. 2507[1] ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้จัดจ้างพนักงานทดแทนอัตราข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการออกนอกระบบในปี พ.ศ. 2545 โดยให้ได้รับเงินเดือนในอัตราที่มากกว่าข้าราชการ คือ เพิ่มขึ้น 1.7 เท่า สำหรับข้าราชการ สาย ก. และเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า สำหรับข้าราชการ สาย ข. และ สาย ค. ตามข้อเสนอของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งมีนายพิชัย รัตตกุล รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน[2] จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดอัตราพนักงานมหาวิทยาลัย ทดแทนอัตราข้าราชการ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 ได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551 ขึ้น จึงมีการกำหนดเกี่ยวกับพนักงานมหาวิทยาลัย อย่างเป็นทางการ

ปัจจุบันในสถาบันอุดมศึกษาไม่มีการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาแล้ว โดยสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จะใช้การบรรจุและแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการเดิม ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัย มีสิทธิที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ และตำแหน่งผู้บริหารเช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา[3]

คุณสมบัติของบุคคลที่จะบรรจุเข้าเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย [แก้]

ผู้ที่จะเข้ารับราชการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป ดังนี้

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
  • เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และไม่มีลักษณะต้องห้ามลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา

ประเภท [แก้]

พนักงานมหาวิทยาลัย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท เช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่

  • (ก) ตำแหน่งวิชาการ ซึ่งทำหน้าที่สอนและวิจัย ได้แก่
  • (ข) ตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ได้แก่
    • อธิการบดี
    • รองอธิการบดี
    • คณบดี
    • หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
    • ผู้ช่วยอธิการบดี
    • รองคณบดีหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
    • ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานวิทยาเขต ผู้อำนวยการกอง หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง
  • (ค) ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ หรือเชี่ยวชาญเฉพาะ ได้แก่
    • ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ
    • ระดับเชี่ยวชาญ
    • ระดับชำนาญการพิเศษ
    • ระดับชำนาญการ
    • ระดับปฏิบัติการ
  • (ง) ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่
    • ระดับชำนาญงานพิเศษ
    • ระดับชำนาญงาน
    • ระดับปฏิบัติงาน

การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]

การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัย นั้น เนื่องจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีการปรับปรุงบัญชี 18 [4] ของระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราช อิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2536 [5] ซึ่งเป็นเกณฑ์การขอพระราชทานครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีลักษณะพิเศษ โดยให้รวมถึงบุคลากรประเภทพนักงานมหาวิทยาลัยด้วย ตามบัญชี 18

ดังตัวอย่างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้

1. พนักงานมหาวิทยาลัยที่จะเสนอขอพระราชทานได้ คือ พนักงานมหาวิทยาลัยหมวดเงินอุดหนุน ซึ่งจ้างจากเงินงบประมาณแผ่นดิน และพนักงานมหาวิทยาลัยหมวดเงินทุนคณะ (เงินรายได้) ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบการจ้างในระบบพนักงานมหาวิทยาลัย เท่านั้น

2. ตามร่างบัญชี 18 ลำดับที่ 1 ตำแหน่ง “ประจำแผนก” หมายความถึง ตำแหน่งที่บรรจุโดยใช้วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป ส่วนตำแหน่งที่ใช้วุฒิ ปวช. และ ปวส. บรรจุก็สามารถขอพระราชทานได้หากมีเวลาราชการครบตามเกณฑ์ และได้รับเงินเดือนถึงขึ้นต่ำของวุฒิปริญญาตรีที่ใช้ในการบรรจุพนักงานมหาวิทยาลัย

3. ในการขอพระราชทานเครื่องราชฯ นั้น ต้องคำนึงถึงผลของการปฏิบัติงานด้วย เนื่องจากข้อ 10 (2) ของระเบียบฯ ดังกล่าวได้กำหนดคุณสมบัติของผู้สมควรได้รับการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชฯ ไว้ดังนี้

“เป็นผู้ประพฤติดีและปฏิบัติงานราชการหรือปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ และเอาใจใส่ ต่อหน้าที่อย่างดียิ่ง”

เครื่องแบบพนักงานมหาวิทยาลัย [แก้]

เครื่องแต่งกายของพนักงานมหาวิทยาลัยในงานพิธีต่างๆ มีการกำหนดขึ้นในแต่ละสถาบันอุดมศึกษาตามแต่ความเหมาะสมแตกต่างกันไป อ้างอิงจากเครื่องแบบปกติขาว เครื่องแบบเต็มยศหรือครึ่งยศของข้าราชการพลเรือนทั่วไป โดยปกติจะมีข้อแตกต่างที่ดวงตรา สัญลักษณ์ และอินทรธนู ที่จะเปลี่ยนไปตามแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดลใช้ตรามหาวิทยาลัยและดอกกันภัยมหิดลบนอินทรธนู [6] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเครื่องแบบของสตรีไปใช้เสื้อคล้ายแบบบุรุษ [7] มหาวิทยาลัยพะเยา[8] เป็นต้น

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2507
  2. ^ http://www.cau.ku.ac.th/01_intro/resolution/2542_10_12.htm
  3. ^ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2551
  4. ^ บัญชี 18 การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่มีลักษณะพิเศษ
  5. ^ ระเบียบสำนักนายก รัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราช อิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2536
  6. ^ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยมหิดล ว่าด้วยเครื่องแบบพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551
  7. ^ ข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าด้วยเครื่องแบบปกติขาว ครึ่งยศ และเต็มยศของพนักงานมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552
  8. ^ ข้อบังคับมหาวิทยาลัยพะเยา ว่าด้วยเครื่องแบบพนักงานมหาวิทยาลัย

ดูเพิ่ม [แก้]