ป็อปอาร์ต
ป๊อปอาร์ต (อังกฤษ: Pop Art) เป็นขบวนการหนึ่งของศิลปะ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ประมาณ พ.ศ. 2498 มีพลวัตทางศิลปะประมาณ 10 ปีเศษ ล้อไปกับรากฐานบริบทสังคมที่เป็นแบบบริโภคนิยม ศิลปินกลุ่มนี้มีความเชื่อทางศิลปะว่าศิลปะจะต้องสร้างความตื่นเต้นอย่างฉับพลันทันใดแก่ผู้พบเห็น ดังนั้น เนื้อหาศิลปะของป๊อปอาร์ต จึงเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนและสังคมในปัจจุบันที่กำลังได้รับความสนใจหรือวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้น ซึ่งอาจนับว่าเป็นผลต่อยอดของการเปลี่ยนทิศทางแนวทางศิลปะมาตั้งแต่ แนวศิลปะแบบเรียลลิสม์ (Realism) ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาจะเริ่มไม่เกี่ยวข้องกับเทพนิยาย ประวัติศาสตร์ หรือศาสนา เหมือนกับงานศิลปะในยุคก่อนหน้า
เพื่อให้การสะท้อนเรื่องราวที่ปรากฏในปัจจุบัน ให้ความรู้สึกในความเป็นปัจจุบันอย่างแท้จริง ศิลปินป๊อปอาร์ตได้ใช้วัสดุจริง การปะติด และกลวิธีการดังศิลปินก่อนหน้าได้เคยทดลองทำเอาไว้ ดังเช่นที่กลุ่ม ดาดา (Dada) บาศกนิยม (Cubism) ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) และแอ็บแสร็คเอ็กเพลสชันนิสม์ (Abstract Expresssionism) ปฏิบัติกัน ซึ่งนับเป็นกลวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในขณะนั้นนั่นเอง ทั้งนี้การหยิบนกมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจของศิลปินแต่ละคนเช่น บางคนสนใจภาพโฆษณา บางคนสนใจดาราภาพยนตร์ บางคนสนใจเครื่องจักรกล บางคนสนใจเรื่องเครื่องนุ่งห่ม ก็มักจะนำสิ่งต่างๆ ที่ตนสนใจดังกล่าวมาจัดวางตำแหน่งอย่างง่ายๆ ดั่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป[1]
เนื้อหา |
ผู้บุกเบิกป๊อปอาร์ต [แก้]
มาเซล ดูช็องป์ (ศิลปินกลุ่ม Dada) ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกแนวทางนี้ให้กับศิลปินรุ่นหลัง ผลงานที่ชื่อฟาวเทน (Fountain) หรือ น้ำพุ ซึ่งเป็นผลงานที่นำโถปัสสาวะมาจัดแสดงของเขาเป็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก การที่ดูชองป์นำเอาสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันมาจัดแสดงในงานนิทรรศการศิลปะชื่อ อาร์มอรีโชว์ ครั้งที่ 2 ที่นิวยอร์กในปี พ.ศ. 2460 ก็หมายที่จะกระตุ้นปฏิกิริยาของคนซึ่งเป้าหมายทางสุนทรียศาสตร์ของเขาคือ 'การหาสิ่งอื่นมาแทนที่ศิลปะที่เคยได้รับคำนิยมว่างดงาม' หรือที่ดูชองป์เรียกว่า "ศิลปะที่ต้องตา" สิ่งสำคัญของผลงานของเขาคือความคิดที่ได้จากบริบทใหม่ที่ไม่คุ้นเคย [2]
- โรเบิร์ต เราส์เชนเบิร์ก หนึ่งในผู้เบิกทางให้กับป๊อปอาร์ตเคยกล่าวไว้ว่า เขาไม่เคยเห็นผลงานชิ้นใดงดงามไปกว่าชิ้นงานของดูชองป์
คำนิยามของศิลปะแนวทางป๊อปอาร์ต [แก้]
ป๊อปอาร์ตเป็นแบบอย่างของศิลปะ ที่สะท้อนสถาพแท้จริงของสังคมปัจจุบัน ตามความรู้ความเข้าใจของสามัญชนทั่วไป ชั่วขณะหนึ่ง ชั่วเวลาหนึ่ง เช่น ดารายอดนิยม คุณภาพอันเลอเลิศของสินค้า คำขวัญ ฯลฯ ศิลปะในกลุ่มนี้แสดงความวุ่นวายของสังคมซึ่งพลุ่งพล่าน สว่างวาบขึ้นมาเหมือนพลุ นิยมในช่วงเวลาที่ไม่นานพอถึงวันรุ่งขึ้นก็อาจจะลืมไปเสียแล้ว อย่างไรก็ตามมีผู่กล่าวเอาไว้ว่า
"ศิลปะที่สร้างขึ้นจากสิ่งสัพเพเหระของชีวิตปัจจุบัน เป็นการแสดงความรู้สึกสะท้อนประสบการณ์ทั้งหมดของศิลปินในชั่วขณะเวลาหนึ่ง และสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสะท้อนความรู้พื้นฐานธรรมดาที่ศิลปินมีส่วนร่วมอยู่ให้ปรากฏ" [3]
รอย ลิชเทนเสตน (Roy Lichtenstein พ.ศ. 2466 - ปัจจุบัน) จิตรกรชาวอเมริกัน (ประสบความสำเร็จจากการนำภาพการ์ตูนที่กำลังนิยมมาใส่ไว้บนงานศิลปะของเขา ได้ให้คำนิยามของศิลปะป๊อปอาร์ตเอาไว้ว่า "ในความคิดของฉัน เป็นศิลปะที่ไร้ยางอายมากที่สุดแห่งวัฒนธรรมของพวกเรา กล่าคือ สิ่งต่างๆ ที่เราเกลียดชังมัน แต่บางสิ่งก็มีพลังเหมือนจะทำอะไรๆ ให้เราดีขึ้นได้เหมือนกัน" [4]..."ป๊อปอาร์ตก็เป็นจิตรกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมอย่างมาก...ความหมายของผลงานของผมคือการเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งอีกไม่ช้าโลกทั้งมวลก็จะกลายเป็นโลกของอุตสาหกรรม" [5]
แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol) สะท้อนสังคมอย่างตรงไปตรงมา ด้วยการแสดงออกทางจิตรกรรม เขาเป็นคนเดียวเท่านั้นที่นำเอาระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมาใช้กับงานจิตรกรรม เขาเลือกเทคนิคการพิมพ์ซิลค์สกรีนซึ่งเป็นกระบวรการผลิตแรกๆ ที่คิดขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าได้คราวละมากๆ เขาประกาศอย่างติดตลกว่า "จะดีมาก ถ้าทุกคนเปลี่ยนมาพิมพ์ซิลค์สกรีนกันให้หมด คนอื่นๆ จะได้แยกไม่ออกว่ารูปนี้เป็นงานศิลปะของเขาของแท้หรือเปล่า"[6]สำหรับประเด็นที่เขายกมาเป็นหัวข้อในการทำงานนั้นก็มีกิ่งก้านแตกออกมาจากสังคมบริโภคนิยมและจากนิตยสารปกมันของศิลปะเชิงพาณิชย์เช่นกัน เทคนิคในการทำงานของเขาได้ตอกย้ำในเรื่องมาตรฐานของการผลิตจำนวนมากทางอุตสาหกรรม
ริชาร์ด ฮามิลตัน (Richard Hamilton) ได้สร้างสรรค์ผลงานโปสเตอร์ภาพตัดปะที่มีตำพูดแดกดันอย่าง "Just what is it that makes today's homes so different, so appealing?" ผลงานชิ้นนี้เป็นการรวมเอาหลายๆ ภาพ และหลายๆ วัสดุ เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นสิ่งใหม่ [7])
ภายหลังฮามิลตันได้ทำบัญชีข้อมูลคุณภาพของป๊อปอาร์ตเอาไว้ดังนี้ [8])
- เป็นที่นิยม (Popular) (ออกแบบมาเพื่อผู้ชมหมู่มาก)
- ชั่วคราว (Transient) (เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น)
- พอใช้ได้ (Expendable) (ลืมได้โดยง่าย)
- ราคาถูก (Low cost)
- ผลิตเป็นจำนวนมาก (Mass Produced)
- วัยรุ่น (Young) (กลุ่มเป้าหมายคือวัยรุ่น)
- หลักแหลม (Witty)
- เซ็กซี่ (Sexy)
- มีลูกเล่น (Gimmicky)
- งดงาม (Glamorous)
- เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (Big Business)
จะเห็นได้ว่าศิลปินป๊อปอาร์ตแต่ละคนก็มีแนวทางในการนำเสนอที่แตกต่างกันไป ความเป็นจุดร่วมของศิลปะแนวนี้คงมีจุดร่วมทีเห็นได้ชัดดังหลักการที่ฮามิลตัน ได้เสนอไว้ดังข้างต้น
มุมมองของนักวิจารณ์ต่อศิลปะแนวป๊อปอาร์ต [แก้]
นักวิจารณ์ศิลปะใบางคน ให้ความเห็นว่าป๊อปอาร์ตไม่ใช่ศิลปะ แต่เป็นได้เพียงเรื่องราว หรือรูปแบบการโฆษณาง่ายๆ เท่านั้น จึงไม่มีคุณค่าที่ลึกซึ้งเพียงพอที่จะจัดให้เป็นศิลปะได้ ในขณะเดียวกันก็มีนักวิชาการบางกลุ่มจัดให้เป็นศิลปะได้แต่ก็ไม่ลงลอยกับกระแสใหญ่
เพื่อให้ได้ข้อยุติเกี่ยวกับศิลปะนี้จึงได้มีการจัดประชุมเกี่ยวกับศิลปะป๊อปอาร์ตขึ้นโดยตรงในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2505 ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ในอเมริกา (The Museum of Modern Art) การจัดประชุมครั้งนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะบางท่านให้ความเห็นว่า ควรจัดให้ป๊อปอาร์ตเป็นศิลปะได้ และควรเรียกแบบอย่างศิลปะที่สะท้อนความเป็นจริงนี้ว่าเป็น ศิลปะเหมือนจริงประเภทใหม่ หรือ The New Realism แต่ในที่สุดก็ได้มติให้ใช้ชื่อว่า ป๊อปอาร์ต (Pop Art) ตามที่นักวิจารณ์ศิลปะชาวอังกฤษชื่อว่า ลอว์เรนซ์ อัลโลเวย์ (Lawrence Alloway) เป็นผู้คิดคำและเสนอชื่อแก่ศิลปะแนวทางนี้ ในการประชุมที่สถาบันศิลปะร่วมสมัย (Institution of Contemporary Art) ในกรุงลอนดอน เมื่อ พ.ศ. 2497 - 2498[9][10] (การจัดแสดงที่มีลักษณะของการถกเถึยงกันครั้งนี้ กลายเป็นแม่แบบของนิทรรศการศิลปะในสมัยต่อมา[11])
ลอว์เรนซ์ อัลโลเวย์ (Lawrence Alloway) เป็นหนึ่งในผู้ปกป้องศิลปะแบบป๊อปอาร์ตจากการถูกเข้าใจผิด ในเวลานั้นทุกคนไม่ศรัทธาศิลปินป๊อปอาร์ตเท่าใดนัก แต่เขาอยากให้สาธารณชนมีความเข้าใจศิลปินที่ถูกต้อง เขาพยายามวิเคราะห์และหาข้อสรุปได้ว่า "ป๊อปอาร์ตนั้นมีความเชื่อมโยงกับสื่อสารมวลชน แต่เป็นเชิงขบขันและในเชิงโต้แย้งตรงๆ ผลงานของศิลปินกลุ่มป๊อปอาร์ตถูกสร้างขึ้นในบริบทใหม่ นี่คือข้อแตกต่างของศิลปินกลุ่มนี้ที่สำคัญ" [12]
ศิลปินที่สร้างสรรค์งานในแนวป๊อปอาร์ต [แก้]
รอย ลิชเทนเสตน (Roy Lichtenstein พ.ศ. 2466 - ปัจจุบัน) มีลักษณะเฉพาะตัวด้วยการสร้างงานให้เป็นแนวการ์ตูน เขาหยิบยืมรูปแบบของสิ่งพิมพ์การ์ตูนอุตสาหกรรมที่เล่าเรื่องเป็นช่องๆ มีลักษณะพิเศษอยู่ที่การตัดเส้นภาพลายเส้นด้วยเส้นทึบดำ สร้างสีและน้ำหนักของภาพด้วยการใช้แถบเม็ดสี แถบริ้วสี บางครั้ง เขา ถึงกับนำภาพจากหนังสือการ์ตูนที่วางขายในท้องตลาดมาดัดแปลงเล็กน้อยให้เป็น ผลงานของตัวเอง จุดที่พิเศษไปจากการ์ตูนสิ่งพิมพ์อุตสาหกรรมราคาถูกก็คือ เขานำลักษณะดังกล่าวมาทำเป็นงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ เรียกได้ว่า ทำสิ่งพิมพ์ให้เป็นจิตรกรรม ทำ ศิลปะระดับล่าง (โลว์ อาร์ต) ให้เป็น ศิลปะชั้นสูง (ไฮ อาร์ต) หรือสลับกันและที่ขาดไม่ได้ คือการหยอกล้องานคลาสสิคบรมครู ลิชเท็นสไตน์ นำเอาภาพชั้นยอดอย่างเช่น งานสีน้ำมันภาพโบสถ์อันโด่งดังของ โมเนต์ (Monet) ภาพนามธรรมเรขาคณิตของ มงเดรียน (Mondrian) และภาพปลาในโหลแก้วของ มาติสส์ มาทำเป็นจิตรกรรมและภาพพิมพ์ในลักษณะที่เป็นสิ่งพิมพ์อุตสาหกรรม ดูเหมือนสินค้าแบบป๊อปในตลาด [13]
ผลงานที่เป็นที่รู้จักของเขาเช่น ภาพ อะ-อาจจะ( M-Maybe) ซึ่งเป็นภาพสาวผมบลอนด์ นัยย์ตาสีฟ้า กำลังจ้องมองมาที่เรา หรืออาจจะกำลังมองผ่าน เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ เธอสวมถุงมือสีขาว เอียงศีรษะมาทางซ้าย ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้ทั่วไป และใช้สื่อถึงภาวะที่เศร้าหมองว่าทำไมเธอถึงต้องมารออยู่อย่างนี้ [14]
แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol พ.ศ. 2471 - พ.ศ. 2530 ) ถือได้ว่าเป็นศิลปินชั้นนำระดับซูเปอร์สตาร์ของอเมริกาหรือของโลกเลยทีเดียว นอกจากจะเป็นศิลปินที่มีผลงานยอดเยี่ยมเป็นที่ชื่นชอบแล้ว วอร์ฮอล ยังเป็นดาวสังคมของนครนิวยอร์กด้วย เรียกได้ว่าทั้งชีวิตและผลงานของเขาเป็น "ป๊อป" มากๆ เลยทีเดียว ลักษณะเฉพาะตัวของ วอร์ฮอล ที่ทุกคนรู้จักดีคือ การทำงานจิตรกรรมด้วยเทคนิคภาพพิมพ์ซิลค์สกรีน เทคนิคดังกล่าวเป็นวิธีการสร้างงานพิมพ์ในระดับอุตสาหกรรม มักจะใช้ในแวดวงโฆษณาขายสินค้า เช่น ทำโปสเตอร์ บิลบอร์ด และพิมพ์ลวดลายลงบนเสื้อยืด ในสมัยนั้นเทคนิคนี้ยังถือว่าเป็นของค่อนข้างใหม่ เขา ใช้เทคนิคอุตสาหกรรมนี้พิมพ์ภาพดารา นักร้อง และคนดังระดับตลาดมหาชน เช่น พิมพ์ภาพ มาริลีน มอนโร อลิซาเบ็ธ เทเลอร์ และ เอลวิส เพรสลีย์ บ้างก็พิมพ์ภาพผลงานจิตรกรรมระดับคลาสสิคที่ขึ้นหิ้งของโลก เช่น ภาพ โมนา ลิซ่า ภาพเทพี วีนัส ฝีมือ บอตติเซลลี ภาพทั้งหมดนี้ วอร์ฮอล นำมาพิมพ์ด้วยสีฉูดฉาดเตะตาในจำนวนเยอะๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียงกันเป็นพรืดแบบสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตซ้ำได้ทีละมากๆ ตลาด [15]
มีผลงานที่เป็นที่รู้จักเช่น กระป๋องซุปแคมป์เบล 1 (Campbell’s Soup 1) ธนบัตร 2 ดอลล่าร์ 80 ใบ (ด้านหน้าและด้านหลัง) (80 Two Dollar Bills (Front and Rear)) เป็นต้น
แคลส์ โอลเดนเบอร์ก (Claes Olden Burg พ.ศ. - ปัจจุบัน) ศิลปินชาวอเมริกัน นำเสนอประติมากรรมขนาดใหญ่อันแปลกประหลาดตา และยังมีการทำประติมากรรมนุ่มนิ่ม (Soft Sculpture) ตัวอย่างเช่นการนำเอาลักษณะรูปร่างของอาหารซึ่งนิยมในสมัยนั้น เช่น แฮมเบอร์เกอร์ มาขยายขนาดและขำลองด้วยการใช้ผ้ายัดนุ่นคล้ายหมอนให้กลายเป็นแฮมเบอร์เกอร์ยักษ์ ผลงานของเขานั้นล้วนแต่สร้างความเร้าใจแก้ผู้พบเห็น
ผลงานที่เป็นที่รู้จักเช่น ตู้ใส่ขนม 1 (Pastry Case 1) เป็นการนำขนมอบที่แตกต่างกัน 9 ชนิด ทำจากผ้าใบหยาบๆ หรือผ้าฝ้ายชุบกับปูนปลาสเตอร์ จากนั้นนำไปวางลงบนโครงลวดดัด และลงสีเป็นขั้นตอนสุดท้าย
เจมส์ โรเชนคริสท์ (James Roesenquist) นำเสนอโดยการใช้ตราโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ และนำมาปรุงแต่งให้สลับซ้บซ้อนยิ่งขึ้น
มีผลงานที่เป็นที่รู้จัก เช่น ภาพ ไม่มีชื่อ (โจน ครอว์ฟอร์ด) (Untitled (Joan Crawford)) เป็นภาพในเชิงล้อเลียนของโจน ครอว์ฟอร์ด ดาราภาพยนตร์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยภาพของเธอมีลักษณะเหมือนการ์ตูนล้อเลียน เช่น ดวงตาที่กลมโตกับคิ้วโก่งได้รูป ขนตาปลอม ร้อยยิ้มที่กระด้าง ผมที่แข็งเป็นลอน แต่เดิมภาพนี้มีที่มาจากโฆษณาขายบุหรี่
ทอม เวสเสลมันส์ (Tom Wessel Mann) แสดงออกทั้งด้วยการภาพจิตกรรม และภาพปะติดซึ่งประกอบด้วยการใช้วัสดุผสานกันอย่างมีชั้นเชิง ผลงานที่เป็นที่รู้จัก เช่น อ่างอาบน้ำ 3 (Bathtub 3) เป็นการผสมผสานระหว่างภาพเขียนและวัสดุจริง คือ ประตู ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ตะกร้าผ้า และม่านห้องน้ำ เทคนิคดังกล่าวเป็นการเพิ่มความเป็นภาพลวงตามากยิ่งขึ้น หุ่นนิ่งหมายเลข 20 (Still Life No. 20) เป็นการการนำภาพเลียนแบบของมอนเดรียน มาผสมผสานกับวัสดุจริง คือ ตู้ หลอดฟลูออเรสออเรสเซนต์ ก็อกน้ำ สบู่ และที่วางสบู่
Eduardo Paolozzi ในปี พ.ศ. 2492 ได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีความสร้างสรรค์และหลักแหลมเป็นอย่างมาก ผลงานภาพตัดปะปกนิตยสารและโฆษณา รูปภาพอันดาษดื่นพบเห็นได้ทุกที่ทำให้เขาเกิดความสนใจ [16])
ริชาร์ด ฮามิลตัน (Richard Hamilton พ.ศ. 2465 - 2554) สร้างผลงาน อะไรทำให้บ้านในวันนี้ดูต่างจากเมื่อก่อน, ช่างน่าอยู่เหลือเกิน? (Just what is it that makes today's homes so different, so appealing?) เป็นภาพปะติดซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งของศิลปะแบบป๊อปอาร์ต และเต็มไปด้วยการเสียดสี ด้วยการใช่ภาพร่างกายของชายและหญิงมาแต่งให้สวยงามแต่ไม่เป็นธรรมชาติ บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความทันสมัย และองค์ประกอบในภาพเป็นการรวบรวมสื่อทัศนศิลป์สมัยใหม่แทบทุกชนิด เช่น โปสเตอร์ตราสัญลักษณ์ของบริษัท ใบปิดภาพยนตร์
เรย์ จอห์นสัน (Ray Johnson)
ดีเร็ค โบเชียร์ (Derek Boshier)
เดวิด ฮอคนีย์ (David Hockney)
ปีเตอร์ เบลค (Peter Blake)
อัลแลน ดี อาคแองเจโล (Allan D’Arcangelo)
โรเบิร์ต อินเดียนา (Robert Indiana)
ตัวอย่างงานในแบบป๊อป อาร์ต [แก้]
เชิงอรรถ [แก้]
- ↑ ศุภชัย สิงย์ยะบุศย์, รองศาสตราจารย์. ประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตก(ฉบับสมบูรณ์), กรุงเทพ: โรงพิมพ์สัมพันธ์กราฟิก, 2547; 215.
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ). ป๊อปอาร์ต ;8-9.
- ↑ อารี สุทธิพันธุ์. ศิลปนิยม, 2516; 316
- ↑ อัศนีย์ ชูอรุณ และ เฉลิมศรี ชูอรุณ.แบบอย่างศิลปะตะวันตก , 2528; 144.
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ).ป๊อปอาร์ต ;8-9.
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ). ป๊อปอาร์ต ;28.
- ↑ Eric Shanes. Pop Art ;18.
- ↑ Eric Shanes. Pop Art ;18.
- ↑ อารีย์ สุทธิพันธ์. ศิลปะนิยม, 2516; 316-317.
- ↑ อัศนีย์ ชูอรุณ, 2528; 144
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ). ป๊อปอาร์ต ;12.
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ). ป๊อปอาร์ต ;9.
- ↑ Post-Modernism - ศิลปะป็อปอาร์ต (Pop Art)
- ↑ เคลาส์ ฮอนเนฟ, บุศยมาศ นันทวัน (แปล), ยูทา โกรเซนิค (บรรณาธิการ).ป๊อปอาร์ต ;52.
- ↑ Post-Modernism - ศิลปะป็อปอาร์ต (Pop Art)
- ↑ Pop Art ;17-18.