ปีเอโตร กาวัลลีนี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เปียโตร คาวาลลินิ
Pietro Cavallini 013.jpg
“การประกาศของเทพ” โดย เปียโตร คาวาลลินิ


วันเกิด ราว ค.ศ. 1250
วันเสียชีวิต ราว ค.ศ. 1330
เชื้อชาติ อิตาลี
สาขา จิตรกรรม
ประเภทงาน งานโมเสก และ จิตรกรรม
ยุค กอธิค
อิทธิพลต่อ จิโอวานนิ ดิ บาร์โทโลมเมโอ

เปียโตร คาวาลลินิ (อังกฤษ: Pietro Cavallini) (ราว ค.ศ. 1250 - ราว ค.ศ. 1330) เป็นจิตรกรศิลปะกอธิคของยุคกลางของคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 ผู้มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนจิตรกรรมและออกแบบงานโมเสก ประวัติชีวิตของคาวาลลินิไม่เป็นที่ทราบกันเท่าใดนัก แต่ที่ทราบคือทำงานอยู่ที่กรุงโรม

งานชิ้นแรกที่สำคัญของคาวาลลินิคืองานโมเสกชุดสำหรับมหาวิหารเซนต์พอลนอกกำแพงในกรุงโรมที่เป็นเรื่องราวจาก with stories from the พันธสัญญาเดิม และ พันธสัญญาใหม่ที่สร้างระหว่าง ค.ศ. 1277 ถึง ค.ศ. 1285 แต่มาถูกทำลายไปในเพลิงไหม้ในปี ค.ศ. 1823

งาน “การตัดสินครั้งสุดท้าย” สำหรับวัดซานตาซิซิเลียอินทราสเทเวเรในกรุงโรมที่เขียนราวปี ค.ศ. 1293 ถือกันว่าเป็นงานชิ้นเอกของคาวาลลินิที่แสดงให้เห็นถึงลักษณการเขียนที่เรียกว่า “ธรรมชาตินิยมแบบโรมัน” (Roman naturalism) ความเป็นธรรมชาติที่เห็นในภาพมีอิทธิพลต่อศิลปินที่ทำงานในเมืองอื่นๆ ในอิตาลีเช่นฟลอเรนซ์และเซียนา

ในตระกูลการเขียนภาพแบบเซียนาอิทธิพลจากลักษณะการเขียนของศิลปะโรมันรวมกับลักษณะการเขียนแบบศิลปะไบแซนไทน์ดั้งเดิมของเซียนาและอิทธิพลจากศิลปะกอธิคจากทางตอนเหนือก็ทำให้งานที่ออกมามีลักษณะเป็นธรรมชาติและเป็นต้นตอของศิลปะตระกูลที่เรียกว่าศิลปะกอธิคนานาชาติ

ในฟลอเรนซ์อิทธิพลของลักษณะการเขียนของศิลปะโรมันที่มาผสานกับลักษณะการเขียนแบบศิลปะไบแซนไทน์ดั้งเดิมของฟลอเรนซ์ทำให้เกิดศิลปะที่มีลักษณะที่มีความใหญ่โต เป็นธรรมชาติ และมีความสง่างาม ซึ่งเป็นลักษณะที่แตกต่างเป็นอย่างมากจากการเขียนภาพแบบกอธิคที่ราบและเต็มไปด้วยการตกแต่งแบบวิจิตรของศิลปะกอธิคนานาชาติและศิลปะไบแซนไทน์

ความเป็นธรรมชาตินี้เห็นได้ชัดในงานภายในมหาวิหารเซนต์ฟรานซิสแห่งอาซิซิ ที่สร้างขึ้นในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 เพื่อเป็นเกียรติแก่ฟรานซิสแห่งอาซิซิผู้ที่เพิ่งได้รับการสถาปนาให้เป็นนักบุญ ภาพที่ตกแต่งภายในมหาวิหารเป็นภาพที่เขียนแบบการเขียนของโรมัน ผู้ที่เขียนภาพส่วนใหญ่ก็สามารถบอกได้ว่าเป็นผู้ใดและอย่างน้อยก็มีจิตรกรผู้หนึ่งที่มาจากโรม ลักษณะการเขียนภาพของจิตรกรที่ว่านี้คล้ายกับลักษณะการเขียนของจอตโต ดี บอนโดเนผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เขียนภาพนี้แต่เดิม แต่ความเห็นใหม่ของนักวิชาการส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เชื่อว่าเป็นงานของจอตโต

งานของจอตโตในชาเปลสโครวินยีที่ปาดัวแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลเป็นอันมากของการเขียนแบบธรรมชาติแบบประดิษฐ์ของโรมันซึ่งเป็นลักษณะการเขียนเฉพาะตัวที่มามีอิทธิพลต่อการเขียนภาพของจิตรกรชาวฟลอเรนซ์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาต่อมา

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1308 คาวาลลินิก็ไปทำงานที่เนเปิลส์ในราชสำนักของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่ 2 แห่งอองชู ส่วนใหญ่ที่วัดซานโดเมนนิโคมายอเร (ค.ศ. 1308) และวัดซานตามาเรีย ดอนนาเรจินา (ค.ศ. 1317) พร้อมกับจิตรกรโรมันฟิลิปโป รูซูติ คาวาลลินิกลับมากรุงโรมก่อนปี ค.ศ. 1325 และเริ่มงานตกแต่งภายนอกมหาวิหารเซนต์พอลนอกกำแพง ในปี ค.ศ. 1321 ด้วยงานโมเซอิกแบบไบแซนไทน์

ลูกศิษย์ของคาวาลลินิก็รวมทั้งจิโอวานนิ ดิ บาร์โทโลมเมโอ (Giovanni di Bartolommeo)

ผลงาน[แก้]

  • “จาเอลและทิสเซอรัน” สีน้ำ
  • “ฉากชีวิตพระแม่มารี” (ค.ศ. 1291) โมเสอิก บาซิลิกาซานตามาเรียทราสเทเวเร เป็นงานที่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นงานที่แสดงลักษณะที่เหมือนจริงและมีทัศนมิติ งานเขียนในวัดนี้ก็รวมทั้ง
    • “การประสูติของพระแม่มารี”
    • “การประกาศของเทพ”
    • “การประสูติของพระเยซู”
    • “การชื่นชมของแมไจ”
    • “การนำพระเยซูเข้าวัด”
    • “การนำพระเยซูเข้าวัด”
    • “การสิ้นพระชนของพระแม่มารี”
  • “การตัดสินครั้งสุดท้าย” (ค.ศ. 1295-1300) ส่วนหนึ่งของจิตรกรรมฝาผนังในวัดซานตาซิซิเลียอินทราสเทเวเรในกรุงโรม

งานจิตรกรรมฝาผนังบนมุขตะวันออกของวัดซานจอร์โจอัลเวลาโบรในกรุงโรมเชื่อกันว่าเป็นงานเขียนของคาวาลลินิเนื่องจากมีลักษณะการเขียนที่คล้ายคลึงกับงานเขียนของคาวาลลินิที่ทราสเทเวเร

งานโมเสกบนมุขตะวันออกของวัดซานคริโซโจโนในดิสตริคท์ทราสเทเวเรเป็นภาพพระแม่มารีกับนักบุญเซบาสเตียนและนักบุญคริโซโจโนก็เชื่อกันว่าเป็นงานของคาวาลลินิ

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ เปียโตร คาวาลลินิ