ปลาฉลามหางไหม้
| หางไหม้ | |
|---|---|
| ภาพถ่ายของปลาหางไหม้ที่เชื่อว่าเป็นชนิด Balantiocheilos ambusticauda ซึ่งเป็นชนิดที่พบในไทย เป็นภาพจากนิตยสารปลาสวยงามของนอร์เวย์ ไม่ทราบปี | |
| ปลาหางไหม้ชนิด B. melanopterus พบในอินโดนีเซีย ซึ่งนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม | |
| สถานะการอนุรักษ์ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| Kingdom: | Animalia |
| Phylum: | Chordata |
| Class: | Actinopterygii |
| Order: | Cypriniformes |
| Family: | Cyprinidae |
| Subfamily: | Cyprininae |
| Genus: | Balantiocheilos Bleeker, 1860 |
| ชนิด | |
ปลาหางไหม้ หรือที่นิยมเรียกและรู้จักกันดีในชื่อ ปลาฉลามหางไหม้ (อังกฤษ: Bala shark, Burn tail shark, Silver shark, Black tailed shark) เป็นปลาน้ำจืด 2 ชนิด ในสกุล Balantiocheilos อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างคล้ายปลาตามิน (Amblyrhynchichthys truncatus) มีรูปร่างและทรวดทรงที่เพรียวยาว ตาโต ปากเล็ก ขยับปากอยู่ตลอดเวลา ใต้คางมีแผ่นหนังเป็นถุงเปิดออกด้านท้าย ลำตัวแบนข้างเล็กน้อย เกล็ดมีขนาดเล็กสัดส่วนของครีบทุกครีบเหมาะสมกับลำตัว โดยเฉพาะครีบหางซึ่งเว้าเป็นแฉกลึก สีของลำตัวเป็นสีเงินแวววาว ด้านหลังสีเขียวปนเทา ครีบหลัง ครีบท้อง ครีบก้นและครีบหาง สีส้มแดงและขอบเป็นแถบดำ อันเป็นที่มาของชื่อ ว่ายน้ำได้ปราดเปรียวมาก และกระโดดขึ้นได้สูงจากน้ำมาก มีขนาดโตเต็มราว 20-30 เซนติเมตร
นิยมอยู่เป็นฝูง หากินตามใต้พื้นน้ำ ในอดีตพบชุกชุมในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในประเทศไทย และในประเทศพบได้ที่เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย (ปลาที่พบในอินโดนีเซียสีของครีบหางจะออกเหลืองสดกว่า) แต่สถานภาพในปัจจุบัน ในประเทศไทยได้สูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ ในอินโดนีเซียก็ใกล้จะสูญพันธุ์เช่นกัน โดยในปัจจุบัน ปลาที่พบขายในตลาดปลาสวยงาม เป็นปลาที่เกิดจากการผสมเทียมทั้งสิ้น
โดยในอดีต ปลาหางไหม้ เป็นที่รู้จักกันว่ามีเพียงชนิดเดียว คือ B. melanopterus ซึ่งเดิมทีเข้าใจว่าเป็นเพียงชนิดเดียว และได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยแล้ว และยังมีพบอยู่บ้างที่อินโดนีเซีย แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 2007 มีการจัดอนุกรมวิธานปลาหางไหม้ใหม่แยกเป็น 2 ชนิด สำหรับปลาในอินโดนีเซีย ให้ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า B. melanopterus ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่เคยใช้ร่วมกับปลาหางไหม้ชนิด B. ambusticauda ซึ่งปลาหางไหม้ชนิด B. melanopterus จะแตกต่างตรงที่มีปลายปากแหลมยาวกว่า และสีของครีบหางและครีบก้นจะออกเหลืองอมขาว และขอบแถบดำก็มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งปลาหางไหม้ชนิดนี้เป็นชนิดที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาตู้สวยงามทั่วไป สามารถใหญ่ได้ประมาณ 1 ฟุต
แต่ในทัศนะของ กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลาน้ำจืดและสัตว์น้ำชาวไทย ซึ่งเป็นผู้ที่พบปลาหางไหม้ตัวสุดท้ายในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณสวนส้มบางมด ในเขตราษฎร์บูรณะ เมื่อปี พ.ศ. 2529 เห็นว่าปลาหางไหม้ชนิด B. ambusticauda ไม่น่าจะมีครีบต่าง ๆ เป็นสีแดงส้ม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงมีการแยกชนิดกันชัดเจนมานานแล้ว แต่น่าจะเป็นมีแถบดำบริเวณครีบต่าง ๆ นั้นน้อยกว่าส่วนที่เป็นสีเหลืองอมขาว และมีส่วนหัวที่ทู่สั้นกว่า นอกจากนี้แล้วยังมีรายงานพบในลุ่มแม่น้ำโขงอีก แต่ทว่าก็ยังไม่มีตัวอย่างอ้างอิง[2]
ปลาหางไหม้ นอกจาก ปลาฉลามหางไหม้แล้วยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น "ปลาหางเหยี่ยว", "ปลาเล็บเหยี่ยว" และ"ปลาตะโกกหางไหม้"
[แก้] อ้างอิง
- ^ Kottelat, M. (1996). Balantiocheilos melanopterus. 2006 IUCN Red List of Threatened Species. IUCN 2006. Retrieved on 23 May 2007.
- ^ กิตติพงษ์ จารุธาณินทร์, ชวลิต วิทยานนท์ ดร, ปลาน้ำจืดหายากที่สุด ๑๐ ชนิดของไทย นิตยสาร Aquarium Biz หน้าที่ 62 ปีที่ 2 ฉบับที่ 16: ตุลาคม 2011