ปราสาทเขาน้อยสีชมพู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ปราสาทเขาน้อยสีชมพู

ปราสาทเขาน้อยหรือปราสาทเขาน้อยสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาน้อยสีชมพู ในเขตตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ ห่างจากพรมแดน ไทย-กัมพูชา ประมาณ ๑ กิโลเมตร

       ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ มีเนื้อที่เขตโบราณ สถานทั้งสิ้นประมาณ ๕๐ ไร่ ปัจจุบันที่เชิงเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเขาน้อยสีชมพู ได้มีการดัดแปลงบางส่วนของเขาน้อยให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ทำให้ปราสาทเขาน้อย ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาได้รับการรักษาจากทางวัดพอสมควร

       ปราสาทหลังนี้เป็นอาคารก่ออิฐไม่สอปูน(ไม่ผสมปูน)เดิมทีมี ๓ หลัง พังทลายลง

คงเหลือแต่ปรางค์องค์กลางกับเนินดินอีก ๒ เนิน ได้พบโบราณวัตถุหลายชิ้นบริเวณ โบราณสถานแห่งนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ทับหลังเขาน้อย มีลักษณะศิลปเขมรแบบสมโบร์ไพกุก ติดอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าปรางค์องค์กลาง จารึกเขาน้อย(เป็นจารึกที่เก่าแก่ที่สุดในไทย) จารึกด้วยอักษรปัลวะโดยจารึกบนแผ่นวงกบประตูปรางค์องค์กลางด้านขวามือของประตู ระบุมหาศักราช ๕๕๙ ตรงกับ พุทธศักราช ๑๑๘๐เสาประดับประกอบประตู เป็นเสารูปแปดเหลี่ยม มีลายใบไม้ ตามลักษณะศิลปะเขมรแบบกุเลน ประติมากรรมรูปบุคคลมี ๔ กร ยืนอยู่เหนือศีรษะกระบือ

สันนิษฐานว่าเป็นรูปนางทุรคาตอนปราบอสูรควาย หรือมหิษาสุรมรรธนี โบราณวัตถุเหล่านี้

บางส่วนได้สูญหายและถูกโยกย้ายไปเก็บรักษาจนหมดสิ้น(ผู้นำเสนอยังไม่ได้ศึกษา)

        ในปีพุทธศักราช ๒๕๓๒  กรมศิลปากรได้มอบหมายให้หน่วยศิลปากรที่ ๕  ดำเนินการ

ขุดแต่งปราสาทเขาน้อยซึ่งเมื่อขุดลอกดินที่ทับถมออกจากปราสาทเขาน้อยทั้งหมด พบว่า ปรางค์ทิศเหนือและปรางค์องค์กลางตั้งอยู่บนฐานอันเดียวกัน แต่ปรางค์ทิศเหนือสร้างยื่นล้ำ ออกมาข้างนอกมาก อาคารทิศใต้ตั้งอยู่บนฐานสูงเท่ากันแต่แยกห่างออกไปเล็กน้อย มีเพียงแนวฐานอิฐด้านหลังทำมาเชื่อมกัน โบราณสถานทั้งหมดมีทางออกทางเดียวคือทางทิศ ตะวันออก ด้านหน้าของปราสาทมีบันไดทอดขึ้นสู่ตัวอาคารทั้ง ๓ หลัง และที่ขั้นบันไดบางขั้น ของทั้ง ๓ หลัง มีรอยบากเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสไว้ที่ปลายทั้งสองข้าง อาจมีไว้เพื่อเสียบเสาไม้ ซึ่งต่อหลังคาเครื่องไม้จากซุ้มประตูทั้ง ๔ ด้าน แต่ทำเป็นประตูหลอก ๓ ด้าน ฐานปรางค์ตั้ง บนฐานสูงอีกชั้นหนึ่งของฐานปัทม์ ประกอบด้วยหน้ากระดานบัวคว่ำ บัวหงาย ถัดขึ้นมาเป็นเรือนธาตุ เครื่องบนของปรางค์เป็นแบบจำลองของชั้นล่างขึ้นไปอีก ๒ ชั้น บันไดทางขึ้นมี ๗ ขั้น ขั้นล่างสุดและ ขั้นที่ ๖ เป็นอัฒจันทร์ทำเป็นรูปปีกกา ขั้นที่ ๔ เป็นที่พักบันได ทำเป็นลานอิฐ และขั้นที่ ๗ เป็น ธรณีประตู มีรูเดือยรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับเสียบวงกบประตูทั้ง ๒ ข้าง ภายในองค์ปรางค์เป็นห้องสี่เหลี่ยม จัตุรัสกว้าง ๖.๖๐ เมตร ยาว ๗.๙๐ เมตร มีซุ้มป่ระตูยื่นออกทุกด้าน และเป็นประตูหลอก ๓ ด้านเช่น เดียวกัน ส่วนปรางค์องค์กลางฐานปรางค์องค์นี้มีรายระเอียดประณีตซับซ้อนมาก มีการย่อมุม เว้นช่อง และเรียงอิฐลดหลั่นกันมากมาย ตั้งแต่ฐานจนถึงเรือนธาตุซึ่งคงเหลือเฉพาะช่วงล่าง บันไดทางขึ้นมี ๗ ขั้น ขั้นที่ ๔ เป็นที่พักบันได ปลายอีกด้านของที่พักบันไดมีแฟฃผ่นหินชนวนบาง ๆ รูปครึ่งวงกลมวางอยู่ ซึ่งอาจนับเป็นขั้นที่ ๕ บนบันไดขั้นที่ ๖ มีฐานเสาสี่เหลี่ยมทั้ง ๒ ข้าง วางหันหน้าออก ด้านบนมีรูปเดือย ด้านข้างมีเดือยยื่นเสียบเข้าไปใวนผนังซุ้ม ด้านหน้าสลักนูนสูงเป็นรูปช้างอยู่ภายในซุ้มลายใบไม้ ด้านข้าง ตรงข้ามกับเดือยสลักนูนต่ำเป็นรูปคชสีห์ บันไดขั้นที่ ๗ เป็นธรณีประตู ภายในอาคารเป็นห้องสี่เหลี่ยม ผืนผ้าย่อมุม ขนาดกว้าง ๓.๖๐ เมตร ยาว ๕.๖๐ เมตร

                   บริเวณหน้าซุ้มประตูของปรางค์ทิศเหนือทุกซุ้มพบทับหลัง  ลักษณะทับหลังจากประตูซุ้มด้าน

เหนือเป็นทับหลังที่มีศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุกอย่างแท้จริง ทับหลังจากซุ้มประตูททางด้านใต้ก็มีลักษณะ เป็นศิลปะเขมรแบบสมโบร์ไพรกุกเช่นเดียวกัน แต่รูปคนขี่ม้าและช้างในวงรูปไข่เปลี่ยนมาเป็นรูปสัตว์ปีกอาจ เป็นหงส์และนกยูง ทับหลังจากซุ้มประตูด้านหน้ามีลักษณะเป็นศิลปะเขมรแบบไพรกเม็ง แต่ยังคงมีลายใบไม้ ม้วนออกคล้ายจะแทนที่ส่วนของหางมกร ส่วนตัวมกรถูกแทนที่ด้วยรูปเทพประนมทำท่าเหาะเข้าหากึ่งกลางทับหลัง