ประวัติศาสตร์ชาในญี่ปุ่น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ประวัติศาสตร์ของชาในประเทศญี่ปุ่น ถูกบันทึกครั้งแรกสุดโดยพระชาวญี่ปุ่นในยุคคริตศตวรรคที่ 9 ชาที่ได้มาเป็นเครื่องดืมของพระในญี่ปุ่น เริ่มต้นเมื่อพระชาวญี่ปุ่น ได้เดินทางไปยังจีน เพื่อศึกษาวัฒณธรรมต่างๆ และได้นำชากลับมายังญี่ปุ่น ชาชนิดแรกที่นำกลับมาจากจีนเป็น ชาขนมปัง ในบันทึกเก่าแก่ของญี่ปุ่นบันทึกชื่อของพระรูปหนึ่ง ชื่อว่า ไซโจ ที่ได้นำเมล็ดชาชุดแรกกลับมายังญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 1348 (ค.ศ. 805) และ อีกชุดหนึ่งจากพระอีกรูปหนึ่ง คุไค ในปีพ.ศ. 1349 (ค.ศ. 806) ต่อมา ชา ได้กลายมาเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูงในสมัยราชวงษ์ซางะ ซึ่งดำริให้ปลูกต้นชา โดยนำเข้าเมล็ดพันธ์จากจีน และเริ่มพัฒนาสายพันธ์ในญี่ปุ่นนับแต่นั้นมา

เนื้อหา

[แก้] กิซซะ โยโจกิ - บันทึกของชา

ในปีพ.ศ. 1734 (ค.ศ. 1191) พระในนิกายเซนที่มีชื่อเสียง เออิไซ (พ.ศ. 1684-1758) ได้ในเมล็ดชาดำกลับมายังเกียวโต เมล็ดบางส่วนได้ถูกมอบให้กับพระอีกรูปหนึ่ง เมียวเอ โชนิน และกลายมาเป็นต้นกำเนิดของ ชาอุจิ, เออิไซ ได้เขียนหนึงสือที่เก่าแก่ที่สุดที่บันทึกเกี่ยวกับชา คือ กิซซะ โยโจกิ (วิถีการดื่มชาเพื่อสุขภาพ) โดยแบ่งออกเป็นสองเล่ม เขียนในปี พ.ศ. 1754 (ค.ศ. 1211) ในขณะที่ได้ไปยังจีนเป็นครั้งที่สอง และครั้งสุดท้ายของท่าน ในบรรทัดแรกเขียนไว้ว่า "ชาเป็นสุดยอดของยาและเวชภัณฑ์ซึ่งสามารถทำให้ชีวิตหนึ่งเติมเต็มและสมบูรณ์" ในบทนำ ได้อธิบายวิธีที่จะดื่มชา เพื่อที่จะได้ผลดีต่ออวัยวะหลักทั้งห้าของร่างกาย โดยเฉพาะที่หัวใจ ในหนังสืออธิบายว่าชาเป็นยาคุณภาพ ที่มีความสามารถต่างๆ เช่น ช่วยบรรเทาอาการเมาค้าง, จากการใช้สารกระตุ้น, รักษาจุดด่างดำ, ดับกระหาย, แก้ท้องอืด, เหน็บชา, ป้องกันความเหนื่อยล้า, ช่วยระบบปัสสาวะและการทำงานของสมอง ในส่วนที่หนึ่งของหนังสือ อธิบายรูปร่างของต้นชา ดอกชา ใบชา ร่วมไปถึงวิธีปลูกชา และการเก็บใบชา ในส่วนที่สองอธิบายถึงขอกำหนด ปริมาณการดื่ม และวิธีดื่ม สำหรับการรักษาโรคทางกายภาพในแต่ละบุคคล

เออิไซยังแนะนำชาให้กับชนชั้นนักรบได้บริโภค โดยเริ่มจากกลุ่มการเมืองในสมัยเฮอัง เออิไซรู้ว่า ซาเนโตโมะ มินาโมโตะ, โชกุน ผู้นำของเหล่าซามูไร มีนิสัยชอบดืมสังสรรค์ทุกวันยามค่ำคืน ในปี พ.ศ. 1757 (ค.ศ. 1214) เออิไซจึงนำหนังสือที่ท่านเขียนให้กับเขา และบอกถึงประโยชน์ที่จะได้จากการดื่มชา หลังจากนั้นขนบธรรมเนียมการดื่มชา จึงเป็นที่แพร่หลายในหมู่ซามูไร

ไม่นาน ชาเขียว ได้มาเป็นเครื่องดื่มในชนชั้นผู้ดีของญี่ปุ่น และพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน แม้ว่าผลผลิตที่ได้จะเพ่มพูนอย่างรวดเร็วและหาได้ง่ายขึ้น แต่ก็ถูกจำกัดไว้สำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น

[แก้] การอบแห้งเข้าสู่ญี่ปุ่น

ช่วงคริตศตวรรษที่ 14 สมัยราชราชวงศ์หมิง ญี่ปุ่นมีปฏิสัมพันธ์กับจีนทางตอนใต้ โดยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งกันและกัน การค้าขายส่งวัตถุดิบของชาเข้ามาในญี่ปุ่น และนำวิธีการอบแห้งใบชาเข้ามาในคิวชู ก่อนหน้าจะมีการอบแห้งในญี่ปุ่นใช้วิธีอบไอน้ำในการอบชา (คริตศตวรรษ์ที่ 9) จนเปลี่ยนมาใช้เป็นการอบแห้ง (คริตศตวรรษ์ที่ 13) ทำให้ชาเหล่านี้มีความแตกต่างจากชาใดๆ

[แก้] วิวัฒนาการของวัฒนธรรมการดื่มชา

พิธีการดื่มชาญี่ปุ่น

การอ่านบทกวี, เขียนอักษรจีน, วาดภาพ หรือถกกันถึงหลักปรัชญา ระหว่างที่ดื่มชาไปด้วย เป็นงานอดิเรกที่นิยมกันในจีน ระหว่างช่วงคริตศตวรรษที่ 12 ถึง 13 และยังแพร่หลายมายังญี่ปุ่น รวมไปถึงสังคมของเหล่าซามูไร เป็นศตวรรษแล้วที่พีธีดื่มชาสมัยใหม่ถูกพัฒนาขึ้นโดยพระนิกายเซน โดยต้นตำรับเริ่มต้นที่ เซนโนะริคิว (พ.ศ. 2065-2134) แต่แท้จริงแล้วทั้ง ชาและพิธีดื่มชาเริ่มก่อตัวขึ้นระหว่างการทูตของระบบสังคมศักดินา ในการติดต่อสัมพันธ์สำคัญๆ ต่างของคนระดับสูงของระบบสังคมศักดินา จะเป็นพิธีกรรมดื่มชาที่เคร่งคัดกฏระเบียบ ในบรรยากาศที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย จนท้ายคริสต์ศตวรรษที่ 16 กระแส "พิธีดื่มชา" เป็นที่แพร่หลายและยอมรับโดยทั่วไป เมื่อชาเขียวถูกผลิตได้เป็นจำนวนมากทำให้ชาเขียว เป็นสุดยอดเครื่องดื่มประจำชาติญี่ปุ่น

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

  • ชาญี่ปุ่น - ประวัติศาสตร์โดยย่อของชาญี่ปุ่น, พีธีกรรม และกาต้มชา. (อังกฤษ)
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น