ประวัติการบินไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำนักงานการบินไทย สาขาท่าอากาศยานดอนเมือง

ประวัติความเป็นมาของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือกำเนิดโดยอนุมัติของรัฐบาลไทย ที่ดำเนินการให้ บริษัท เดินอากาศไทย จำกัด (อังกฤษ: Thai Airways Company Limited; ชื่อย่อ: บดท.; TAC) กับ สายการบินสแกนดิเนเวียน (อังกฤษ: Scandinavian Airlines System; ชื่อย่อ: SAS) ทำสัญญาร่วมทุนระหว่างกัน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 จากนั้นในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2503 บริษัท การบินไทย จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นด้วยทุนประเดิม 2 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจสายการบินระหว่างประเทศ โดยมีเที่ยวบินปฐมฤกษ์ไปยังฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ปีเดียวกัน

ต่อมาในวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2520 เอสเอเอสคืนหุ้นให้เดินอากาศไทย หลังจากครบระยะเวลาตามสัญญาร่วมทุน แล้วโอนให้แก่กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ตามมติคณะรัฐมนตรี และในที่สุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2531 เดินอากาศไทย ซึ่งดำเนินธุรกิจสายการบินภายในประเทศ ก็รวมกิจการเข้ากับการบินไทย เพื่อให้สายการบินแห่งชาติเป็นหนึ่งเดียว ตามมติคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จากนั้นในวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 การบินไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี และจดทะเบียนแปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อปี พ.ศ. 2537[1]

ทศวรรษ 2502-2511[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของการบินไทย (2503-2518)
  • พ.ศ. 2502 - ทำสัญญาร่วมทุนก่อตั้งสายการบินระหว่างประเทศขึ้นใหม่ โดย บดท.ถือหุ้นร้อยละ 70 ร่วมกับเอสเอเอส ซึ่งถือร้อยละ 30 เริ่มด้วยทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท
  • พ.ศ. 2503 - กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ รับจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท การบินไทย จำกัด ต่อมาเปิดเที่ยวบินแรกจากท่าอากาศยานกรุงเทพ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง ด้วยเครื่องบินใบพัด ดักลาส ดีซี 6 บี ขนาด 60 ที่นั่ง ซึ่งมีผู้โดยสารเต็มลำ จากนั้นจึงเริ่มเส้นทางบินอีก 11 จุดในทวีปเอเชีย โดยมีฝูงบินเป็นเครื่องบินรุ่นเดียวกันอีกสองลำ ในปีแรกของกิจการ
  • พ.ศ. 2504 - มีผู้โดยสารใช้บริการมากกว่า 83,000 คน พร้อมทั้งสร้างเอกลักษณ์ของบริการเอื้องหลวง (Royal Orchid Service) คือการบริการบนเครื่องโดยพนักงานต้อนรับ จะผสมผสานด้วยความเป็นไทย จนกระทั่งสัญลักษณ์ตุ๊กตารำไทย รวมถึงชุดไทยเรือนต้นของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทย ซึ่งทั้งสองสิ่งออกแบบโดย หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิไชย เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
  • พ.ศ. 2505 - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ของเครื่องบินไอพ่น คอนแวร์ 990 โคโรนาโด ขนาด 99 ที่นั่ง อันมีสมรรถนะรวดเร็วที่สุดในขณะนั้น ซึ่งจัดซื้อเข้าประจำการเป็นลำแรก นอกจากนั้น การบินไทยยังเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 40 ล้านบาท
  • พ.ศ. 2506 - เปิดทำการบินจากกรุงเทพฯ ไปยังฮ่องกง-กัลกัตตา-สิงคโปร์ โดยร่วมมือกับสายการบินในทวีปเอเชียหลายแห่ง เพื่อเพิ่มเที่ยวบินให้บริการผู้โดยสารมากขึ้น และสะดวกสบายยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนั้น สำนักงานใหญ่ของการบินไทย ตั้งอยู่ในอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ริมถนนเจริญกรุง มีพนักงานทั้งหมด 600 คน
  • พ.ศ. 2507 - จัดซื้อเครื่องบินไอพ่น คาราเวล เอสอี 210 ผลิตในสาธารณรัฐฝรั่งเศส ขนาด 72 ที่นั่ง ซึ่งมีความทันสมัยในเวลานั้น โดยมีผู้โดยสารใช้บริการในปีนี้ประมาณ 100,000 คน พร้อมทั้งเปิดเที่ยวบินใหม่ไปยังโอซากาของญี่ปุ่นด้วย
  • พ.ศ. 2508 - ผลการดำเนินงานได้รับกำไรเป็นเงิน 3.9 ล้านบาทเป็นปีแรก และต่อมาก็มีกำไรอย่างต่อเนื่องทุกปี นับแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบัน
  • พ.ศ. 2509 - เริ่มเปลี่ยนมาใช้เครื่องบินไอพ่นทั้งฝูงบิน ประกอบด้วยเครื่องบินคาราแวล เอสอี 210 จำนวน 5 ลำ ซึ่งนับเป็นสายการบินแรกในทวีปเอเชีย โดยเริ่มรับนักบินชาวไทยเข้าปฏิบัติการบินมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงนักบินชาวต่างชาติ ซึ่งเอสเอเอสส่งมาช่วยปฏิบัติการบินในระยะแรกเท่านั้น
  • พ.ศ. 2510 - เป็นปีแรกที่ให้บริการผู้โดยสารถึงหลัก 1 ล้านคน และเป็นสายการบินนานาชาติแห่งแรก ที่เปิดเส้นทางบินไปยังเกาะบาหลีของอินโดนีเซียด้วย เป็นผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้พัฒนาขึ้น
  • พ.ศ. 2511 - บุกเบิกเส้นทางบินไปยังกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลเป็นครั้งแรก และเพิ่มเที่ยวบินสู่กรุงโซลของเกาหลีใต้ และกรุงนิวเดลีของอินเดีย
[2]

ทศวรรษ 2512-2521[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของการบินไทย (2518-2548)
  • พ.ศ. 2512 - เปลี่ยนไปใช้ฝูงบินไอพ่นทั้งหมดในการให้บริการ โดยมีเส้นทางการบินครอบคลุมเมืองสำคัญในเอเชีย เป็นจำนวนมากกว่าสายการบินอื่น ทั้งเริ่มเผยแพร่วัฒนธรรม และรณรงค์การท่องเที่ยวประเทศไทย แก่ชาวต่างชาติทั่วโลก
  • พ.ศ. 2513 - ในโอกาสที่ร่วมมือกันก่อตั้งการบินไทยมาครบรอบ 10 ปี บดท.กับเอสเอเอส ลงนามต่อสัญญาร่วมทุนระหว่างกันออกไปอีก 7 ปี และยังจัดซื้อเครื่องบิน ดีซี 9-41 และ ดีซี 8-33 มาให้บริการเพิ่ม เนื่องจากมีสมรรถภาพที่ดี และยังประหยัดพลังงานกว่ารุ่นที่ใช้อยู่ ทั้งนี้ยังเริ่มจัดรายการท่องเที่ยวขึ้นเป็นพิเศษ ภายใต้ชื่อ รอยัลออร์คิดฮอลิเดย์ (Royal Orchid Holiday) โดยลูกค้าสามารถเลือกวันเดินทางและรายการท่องเที่ยวตามความต้องการได้ในราคาพิเศษ รวมทั้งการเดินทางเป็นหมู่คณะด้วย
  • พ.ศ. 2514 - เปิดเส้นทางบินข้ามทวีปเป็นครั้งแรกจากกรุงเทพฯ ไปยังสิงคโปร์และซิดนีย์ตามลำดับ และเปิดให้บริการอาคารคลังสินค้าหลังใหม่ ซึ่งสามารถขนส่งสินค้าเข้าและออกเป็นจำนวน 2,000 ตันในปีแรก
  • พ.ศ. 2515 - ทำการบินข้ามไปยังทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก ไปยังกรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์ก โดยเปิดศูนย์ฝึกอบรมนักบินแห่งใหม่ พร้อมติดตั้งเครื่องฝึกบินจำลองแบบ ดีซี 8-33 ซึ่งมีระบบควบคุมอัตโนมัติ เป็นเครื่องแรกของประเทศ นอกจากนี้ยังเปิดภัตตาคารการบินไทย ภายในท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้เข้าใช้บริการ
  • พ.ศ. 2516 - เปิดจุดบินใหม่ที่แฟรงก์เฟิร์ตของเยอรมนี และลอนดอนของอังกฤษ ทั้งเปิดให้บริการ ร้านค้าปลอดภาษี (Duty-Free Shop) ภายในท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อส่งเสริมศักยภาพให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชีย
  • พ.ศ. 2517 - เปิดเส้นทางบินไปยังกรุงโรมของอิตาลี ทั้งเริ่มใช้การสำรองที่นั่งด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วมากขึ้นแก่ผู้โดยสาร โดยการบินไทยนับเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสมัยนั้นแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีพนักงานทั้งในและต่างประเทศ รวมกว่า 3,000 คน
  • พ.ศ. 2518 - เปลี่ยนแปลงภาพตราสัญลักษณ์ใหม่ จากตุ๊กตารำไทยให้เป็นรูปแบบสากลมากยิ่งขึ้น โดยว่าจ้างให้วอลเตอร์ แลนเดอร์ แอนด์ แอสโซซิเอทด์ บริษัทโฆษณาระดับโลกเป็นผู้ออกแบบ เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง ความงามทางธรรมชาติและอารยธรรมไทย โดยใช้สีม่วง สีชมพู และสีทองเป็นสื่อ ทั้งยังเปิดเส้นทางบินไปยัง กรุงอัมสเตอร์ดัมของเนเธอร์แลนด์ กรุงปารีสของฝรั่งเศส และกรุงเอเธนส์ของกรีซเฮเลนิก
  • พ.ศ. 2520 - หลังจากครบสัญญาร่วมทุนเป็นระยะเวลา 17 ปี กระทรวงการคลังก็ซื้อหุ้นคืนจากเอสเอเอส ส่งผลให้การบินไทยตกเป็นของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่
  • พ.ศ. 2521 - จัดซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ 300-บี 4 ขนาด 223 ที่นั่ง เพิ่มจากแบบ ดีซี 10-30 เข้าประจำการฝูงบิน เพื่อให้บริการในเที่ยวบินระยะไกล ทั้งสามารถขนส่งผู้โดยสารและสินค้าได้มากขึ้น
[3]

ทศวรรษ 2522-2531[แก้]

บีเออี 146-300 ของการบินไทย
  • พ.ศ. 2522 - จัดซื้อที่ดิน 26 ไร่ ริมถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นการรวมหน่วยงานภายในของการบินไทย ให้อยู่ในบริเวณเดียวกันเป็นครั้งแรก พร้อมทั้งจัดซื้อเครื่องบินแบบโบอิง 747-200 ขนาด 371 ที่นั่ง จำนวน 2 ลำ เพื่อให้สามารถบินตรงถึงจุดบินต่างๆ ในทวีปยุโรปโดยไม่ต้องพักเครื่อง และยังจัดซื้อเครื่องบินแบบแอร์บัส เอ 300 เพื่อใช้บินภายในทวีปเอเชีย จำนวน 4 ลำด้วย
  • พ.ศ. 2523 - เปิดเส้นทางบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังนครลอสแอนเจลิส ด้วยฝูงบินโบอิง 747-200 หรือจัมโบ้เจ็ท นับเป็นจุดบินแรกในสหรัฐอเมริกาและทวีปอเมริกาเหนือ และยังเพิ่มเส้นทางบินไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง
  • พ.ศ. 2524 - เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,100 ล้านบาท ทั้งยังเพิ่มเส้นทางบินไปยังซีแอตเติลของสหรัฐฯ และกรุงเทพฯ-กว่างโจวของสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย
  • พ.ศ. 2525 - การบินไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการลดค่าเงินบาท โดยมีผลกำไรก่อนหักภาษีเป็นมูลค่า 26.3 ล้านบาท เป็นผลมาจากการปรับฝูงบิน รวมถึงความร่วมมือกับสายการบินอื่น ในเส้นทางบินที่สำคัญ
  • พ.ศ. 2526 - เริ่มการให้บริการในชั้นธุรกิจ (Royal Executive Class) โดยแบ่งห้องโดยสารออกเป็นสัดส่วน ปรับปรุงเบาะนั่งให้ตัวใหญ่ขึ้น ขยายเท้าแขนให้มากขึ้น รวมทั้งเปิดบริการห้องรับรองพิเศษก่อนขึ้นเครื่อง นอกจากนั้นยังร่วมลงทุนกับ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (BAFS), โรงแรมรอยัลออร์คิด และโรงแรมแอร์พอร์ต
  • พ.ศ. 2527 - เริ่มเส้นทางบินผ่านในประเทศอีกสองเส้นทางคือ กรุงเทพฯ-หาดใหญ่-สิงคโปร์ กับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต-สิงคโปร์ โดยก่อนหน้านี้มีเส้นทางแรกคือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่-ฮ่องกง มาก่อนแล้ว
  • พ.ศ. 2528 - เปิดศูนย์ซ่อมอากาศยานแห่งใหม่ ในบริเวณท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการซ่อมบำรุง เครื่องบินลำตัวกว้างด้วยตนเองภายในประเทศ แทนการส่งไปซ่อมต่างประเทศ ซึ่งในช่วงแรกเปิดทำการ 2 โรงซ่อม ซึ่งสามารถรองรับเครื่องบินโบอิง 747-200 พร้อมกัน และสร้างโรงซ่อมที่ 3 ในเวลาต่อมา ซึ่งสายการบินสแกนดิเนเวียน เข้ามาช่วยเหลือการจัดสร้าง ซึ่งสามารถซ่อมโบอิง 747 2 ลำ และเครื่องบินลำตัวแคบ 1 ลำ พร้อมกันในคราวเดียว และเปิดอาคารคลังสินค้าขนาดใหญ่ ติดอันดับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยพื้นที่ 43,000 ตารางเมตร เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณสินค้า ทั้งของการบินไทย กับอีก 28 สายการบิน ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • พ.ศ. 2529 - เพิ่มเส้นทางบินไปยังกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน และในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงเปิดให้บริการภัตตาคารการบินไทย สาขาอาคารผู้โดยสารแห่งใหม่ ภายในท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ นับเป็นสาขาแรกนอกท่าอากาศยานกรุงเทพ
  • พ.ศ. 2530 - เพิ่มเส้นทางบินไปยังกรุงมาดริดของสเปน และเมืองออกแลนด์ของนิวซีแลนด์ พร้อมทั้งย้ายการให้บริการแก่ผู้โดยสารทั้งหมด ไปยังอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ และภายในประเทศหลังใหม่ทั้งสอง นับเป็นร้อยละ 80 ของการให้บริการทั้งหมดของการบินไทย นอกจากนั้น ยังร่วมรณรงค์ปีส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยด้วย
  • พ.ศ. 2531 - คณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ มีมติให้รวมกิจการ บดท.เข้ากับการบินไทย โดยรับมอบเครื่องบินจาก บดท.11 ลำ รวมมีฝูงบินจำนวน 41 ลำ ปฏิบัติการบินระหว่างประเทศ 48 จุดบินใน 35 ประเทศ กับภายในประเทศอีก 23 จุดบิน
[4]

ทศวรรษ 2532-2541[แก้]

แอร์บัส เอ 300 บี 4-622 อาร์ ของการบินไทย
  • พ.ศ. 2532 - สำนักงานใหญ่ก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งโครงการ และเริ่มจัดรายการบัตรโดยสารราคาพิเศษชื่อ Discover Thailand เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศไทย เนื่องในปีศิลปหัตถกรรมไทย รวมถึงพัฒนาทัวร์เอื้องหลวงให้หลากหลายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดครัวการบินไทยแห่งใหม่ โดยมีกำลังการผลิตอาหารมากกว่า 20,000 สำรับต่อวัน ซึ่งมีความทันสมัยและขนาดใหญ่ติดอันดับในเอเชีย
  • พ.ศ. 2533 - ครบรอบ 30 ปีการบินไทย ผลประกอบการก่อนหักภาษี ได้รับกำไร 6,753.6 ล้านบาท ถือเป็นลำดับรองจากจุดสูงสุดของผลกำไรตลอดมา และให้บริการผู้โดยสารสูงสุดตลอดมาที่ 8.3 ล้านคน ทั้งนี้ยังจัดซื้อเครื่องบินโบอิง 747-400 ลำแรก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น
  • พ.ศ. 2534 - ร่วมเป็นสมาชิกระบบสำรองที่นั่งเบ็ดเสร็จ อะมาดิอุส (Amadeus) ซึ่งเชื่อมโยงกับอีก 98 สายการบิน และผู้แทนการท่องเที่ยวทั่วโลก 47,500 ราย ครอบคลุมทั่วโลกด้วยระบบอินเทอร์เน็ต
    • การบินไทยเริ่มกระบวนการแปรรูปบริษัท ด้วยการนำหุ้นเข้าจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยขณะนั้นคือ 100 ล้านหุ้น โดยมีผู้ลงทุนซื้อหุ้นจำนวน 256,000 คน และสามารถระดมทุนเป็นจำนวน 14,000 ล้านบาท
  • พ.ศ. 2536 - รับบริการผู้โดยสารจำนวนมากกว่า 10 ล้านคน และเปิดรับสมัครรอยัลออร์คิดพลัส รายการสะสมจำนวนไมล์บิน โดยมีผู้เข้าเป็นสมาชิกจำนวน 200,000 คนจาก 115 ประเทศภายในปีแรก
  • พ.ศ. 2537 - จดทะเบียนเป็น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมทั้งเพิ่มเส้นทางบินไปยัง เซี่ยงไฮ้ของจีน ลาฮอร์ของปากีสถาน และจังหวัดนครพนม
  • พ.ศ. 2538 - ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเชิงปฏิบัติการ เชิงบริการลูกค้า เชิงจัดการและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาการบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ และประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของการบินไทย เพื่อสร้างสรรแนวทางและเป้าหมายร่วมกัน มีใจความว่า The First Choice Carrier. Smooth as Silk. First Time. Every Time.
  • พ.ศ. 2539 - สมเด็จพระบรมราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมชมฝ่ายช่าง เนื่องในโอกาสเสด็จฯ เยือนประเทศไทย ทรงเดินเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ เทรน 800 จำนวน 2 ตัว ที่ติดตั้งภายในเครื่องบินโบอิง 777-200 ขนาด 358 ที่นั่ง ซึ่งสั่งซื้อเป็นลำแรกของโลก และเปิดให้บริการข้อมูลแก่สาธารณชน ผ่านอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์ www.thaiairways.com และ www.thaiairways.co.th
  • พ.ศ. 2540 - ร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง สตาร์อัลไลแอนซ์ กลุ่มเครือข่ายสายการบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจการบินดำเนินไปด้วยความเข้มแข็งยิ่งขึ้น
  • พ.ศ. 2541 - ปีนี้มีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น เนื่องมาจากมาตรการลดค่าเงินบาท การบินไทยร่วมต้อนรับปีมหัศจรรย์ท่องเที่ยวไทย (อะเมซิง ไทยแลนด์) โดยร่วมเป็นสายการบินผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพมหานคร และขบวนรถบุปผชาติที่จัดส่งเข้าประกวด ได้รับรางวัลชนะเลิศในงานโรสพาเหรด ซึ่งจัดที่เมืองพาซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา
[5]

ทศวรรษ 2542-2551[แก้]

ตราสัญลักษณ์ของการบินไทย (2548-ปัจจุบัน)
  • พ.ศ. 2542 - ลงลายภาพเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ บนเครื่องบินโบอิง 747-400 และประดับตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 บนเครื่องบินทุกลำ
  • พ.ศ. 2544 - เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสืบสานความสัมพันธ์อันดีตามความคาดหมาย จึงเปิดให้บริการ ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management) เป็นครั้งแรก
  • พ.ศ. 2545 - เปิดเส้นทางบินใหม่ไปยัง มุมไบของอินเดีย เฉิงตูของจีน ปูซานของเกาหลีใต้ และกรุงคูเวตซิตีของคูเวต ส่วนผลประกอบการมีกำไรสูงสุดนับแต่ก่อตั้ง และเป็นปีที่ 38 ติดต่อกัน
  • พ.ศ. 2546 - ให้บริการเลือกเที่ยวบิน สำรองที่นั่ง ออกบัตรโดยสาร เช็กอิน ฯลฯ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง ภายใต้ชื่อรอยัล อี-เซอร์วิส และเริ่มการประมูลจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) เพื่อความโปร่งใสถูกต้อง มีธรรมาภิบาล และยังลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย
  • พ.ศ. 2547 - ลงนามในสัญญาร่วมกับ ห้างหุ้นส่วนอินเตอร์แบรนด์ เพื่อปรับปรุงเอกลักษณ์ของการบินไทย ภายใต้กลยุทธ์พัฒนาเอกลักษณ์และบริการ รวมทั้งเปิดบริการลูกค้าสัมพันธ์ชั้นพิเศษ (Premium Customer Service) สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจ และถือหุ้นร้อยละ 39 เพื่อร่วมทุนเปิดนกแอร์ (อังกฤษ: Nok Air) สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines)
  • พ.ศ. 2548 - เปิดตราสัญลักษณ์รูปแบบใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากตราแบบเดิม สะท้อนเอกลักษณ์ไทยตามแนวคิดใหม่ของบริษัทคือ High Trust, World Class and Thai Touch พร้อมทั้งเปลี่ยนเแปลงเครื่องแบบพนักงานประชาสัมพันธ์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินและภาคพื้น และเปิดจุดบินตรงไปยังมหานครนิวยอร์ก และนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐฯ กับไปยังกรุงมอสโกของรัสเซีย นอกจากนั้น ยังลงนามสัญญาทำรหัส กับสายการบินนิวซีแลนด์ และแอร์มาดากัสการ์ด้วย
  • พ.ศ. 2549 - เปิดเส้นทางบินสายแรกในทวีปแอฟริกา ไปยังนครโจฮันเนสเบิร์กของแอฟริกาใต้ โดยในเดือนกันยายน การบินไทยเริ่มย้ายฐานทำการบินหลัก จากท่าอากาศยานกรุงเทพที่ดอนเมือง ไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ รวมถึงเริ่มโครงการ THAI Grand Season Campaign เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในวโรกาสจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี และจัดส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวตลอดปี ด้วยการออกบัตรโดยสารราคาพิเศษในชื่อ THAI Value Card
  • พ.ศ. 2550 - ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเต็มรูปแบบ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพียงแห่งเดียว โดยยังให้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมือง สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศตามนโยบายรัฐบาล และเปิดจุดบินใหม่เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวผู้แสวงบุญ ที่พุทธคยาและพาราณสีของอินเดีย นอกจากนี้ ยังเปิดจุดบริการเช็กอินแก่ผู้โดยสารภายในประเทศ (THAI City Air Terminal) ที่สถานีลาดพร้าวของรถไฟฟ้ามหานครด้วย
  • พ.ศ. 2551 - เปิดเส้นทางบินตรงไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และปรับปรุงเว็บไซต์การบินไทย เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถสำรองที่นั่ง ตรวจสอบเที่ยวบิน หรือเข้าถึงข้อมูลต่างๆ อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
[6]

ทศวรรษ 2552-ปัจจุบัน[แก้]

โบอิง 747-400 ของการบินไทย
  • พ.ศ. 2552 - เริ่มเส้นทางบินไปยังกรุงออสโลของนอร์เวย์ เป็นจุดบินระหว่างประเทศที่ 59 ซึ่งการบินไทยเปิดทำการบินใน 34 ประเทศ เพื่อให้บริการผู้โดยสารครอบคลุมทั่วโลก
  • พ.ศ. 2553 - ครบรอบ 50 ปีการบินไทย โดยตั้งแต่ปี 2549 มีการดำเนินธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ Mission TG 100 ระยะ 5 ปี ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี และเปิดจุดบินใหม่ที่กรุงโตเกียว (ท่าอากาศยานฮาเนดะ) ของญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2554 -
  • พ.ศ. 2555 - การบินไทยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 380 ซึ่งเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ลำแรกของประเทศไทย จากโรงงานของบริษัทแอร์บัส โดยจดทะเบียนด้วยชื่อ HS-TUA และมีนามพระราชทานว่า ศรีรัตนะ
[7]
  • พ.ศ. 2557 - เปิดให้บริการ THAI Sky Connect (บริการ Wi-Fi) บนเครื่องบิน[8]; เกษียณอายุเครื่องบินแบบ แอร์บัส เอ 300 และ รับมอบเครื่องบินแบบใหม่ โบอิง 787 ดรีมไลเนอร์ ลำแรกของประเทศไทย ทะเบียน HS-TQA นามพระราชทาน "องครักษ์"

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]