ประดู่ป่า
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
| ประดู่ป่า Burma padauk | |
|---|---|
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | Plantae |
| ดิวิชั่น: | Magnoliophyta |
| ชั้น: | Magnoliopsida |
| อันดับ: | Fabales |
| วงศ์: | Fabaceae |
| วงศ์ย่อย: | Faboideae |
| เผ่า: | Dalbergieae |
| สกุล: | Pterocarpus |
| สปีชีส์: | P. macrocarpus |
| ชื่อวิทยาศาสตร์ | |
| Pterocarpus macrocarpus Kurz |
|
| ชื่อพ้อง | |
ประดู่ป่า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Pterocarpus macrocarpus Kurz) พันธุ์ไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2537 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นไม้ผลัดใบขึ้นในป่าเบญจพรรณและป่าดิบแล้ง สูงจากระดับน้ำทะเล 100 - 600 เมตร พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทย มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียก ดู่ หรือ ดู่ป่า ภาคกลางเรียก ประดู่ป่า เชียงใหม่เรียก ฉะนอง สระบุรีและราชบุรีเรียก ประดู่เสน และแม่ฮ่องสอนเรียก ติเลง จิต๊อก ประดู่ป่า
[แก้] ลักษณะทั่วไป
- ลำต้น: สูง 15-30 เมตร หุ้มด้วยเปลือกหนาสีน้ำตาลซึ่งแตกสะเก็ดเป็นร่องลึก เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ
- ใบ: เป็นใบประกอบรูปขนนกเรียงสลับ ใบย่อยเยื้องสลับกัน 4-10 ใบ รูปไข่ถึงรูปขนาน กว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 5-15 ซม.ปลายเป็นติ่ง โคนมน
- ดอก: มีสีเหลือง กลิ่นหอม ออกเป็นช่อยาว 10-20 ซม.ตามง่ามใบ ดอกจะออกช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ผล รูปโล่แบนบาง ตรงกลางนูน เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-10 ซม. ผลใหญ่กว่าประดู่บ้านมาก และมีขนปกคลุมทั่วไป
- การขยายพันธุ์: โดยการเพาะเมล็ด
[แก้] ประโยชน์
เนื้อไม้สีแดงอมเหลือง เสี้ยนสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง มีลวดลายสวยงาม ใช้ทำเสา พื้นต่อเรือ เครื่องเรือน เครื่องดนตรี แก่นสีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า และเปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง
[แก้] อ้างอิง
|
||||||||||||||||||||