ปฏิบัติการวาลคิรี
-
สำหรับภาพยนตร์ซึ่งอิงเนื้อหาของแผนการดังกล่าว ในปี ค.ศ. 2008 ดูที่ ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้ให้ผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความศึกษาเพิ่มเติมโดยสะดวก เนื่องจากวิกิพีเดียภาษาไทยยังไม่มีบทความดังกล่าว กระนั้น ควรรีบสร้างเป็นบทความโดยเร็วที่สุด |
ปฏิบัติการวาลคิรี (เยอรมัน: Unternehmen Walküre) เป็นแผนปฏิบัติการความต่อเนื่องของรัฐบาลในวาระฉุกเฉิน ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยกองกำลังรักษาดินแดนแห่งเยอรมนี เพื่อที่จะสนับสนุนและทำลายความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เนื่องจากความล้มเหลวของรัฐบาลพลเรือน หรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม ในความพยายามที่จะควบคุมกิจการพลเรือน แผนการดังกล่าวได้รับการรับรองจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้ตั้งใจว่าจะใช้แผนการดังกล่าวในกรณีที่เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองหลังจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร หรือการก่อจลาจลของผู้ใช้แรงงานจากประเทศที่ถูกยึดครองที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในเยอรมนี
นายทหารจากกองทัพบกเยอรมัน นายพลฟรีดริช ออลบริชต์ และพลตรีเฮนนิง ฟอน เทรสคอล ได้ปรับปรุงแผนการดังกล่าวเพื่อที่จะใช้ควบคุมหัวเมืองเยอรมนีทั้งหมด ปลดอาวุธหน่วยเอสเอส และจับกุมคณะผู้นำรัฐบาลนาซี หลังจากที่ฮิตเลอร์ถูกลอบสังหารในแผนลับ 20 กรกฎาคมแล้ว การตายของฮิตเลอร์จะเป็นการทำให้ทหารเยอรมันหันมามอบความจงรักภักดีให้กับคณะรัฐประหารแทน แผนการดังกล่าวได้มีการลงมือในปี ค.ศ. 1944
เนื้อหา |
แผนการ [แก้]
แผนการดั้งเดิมได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินภายในประเทศ โดยกองเสนาธิการของนายพลฟรีดริช ออลบริชต์[1] โดยใช้แนวคิดในการดึงเอากองทัพหนุนจากแผ่นดินเยอรมนีเพื่อใช้ในการก่อรัฐประหารเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่การปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการก่อรัฐประหารของนายพลโทฟรีดริช ฟรอมม์ ผู้บังคับบัญชากองทัพหนุนและเป็นผู้ที่สามารถออกคำสั่งเริ่มปฏิบัติการวาลคิรีได้ถัดจากฮิตเลอร์ ได้เป็นอุปสรรคต่อคณะรัฐประหารอย่างร้ายแรง แต่กระนั้น หลังจากบทเรียนที่ได้รับมาหลังจากความพยายามลอบสังหารฮิตเลอร์ ในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1943 แล้ว นายพลออลบริชต์รู้สึกว่าแผนการก่อรัฐประหารดั้งเดิมนั้นไม่เพียงพอ และต้องการดึงเอากองทัพหนุนมาใช้ในการก่อรัฐประหารด้วย แม้ว่าจะไม่ได้รับความร่วมมือจากพลโทฟรอมม์
แผนการวาลคิรีดั้งเดิมมีเจตนาที่จะจัดการกับยุทธศาสตร์ในการเตรียมพร้อมในการทำการรบ แม้ว่าจะขาดกกองทัพหนุน แต่นายพลออลบริชต์ได้เพิ่มเติมส่วนที่สองของแผนการดังกล่าว ซึ่งเป็นการเปลี่ยนกองทหารให้เข้าสู่การพร้อมรบ ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน ค.ศ. 1943 พันเอกเทรสคอว์พบว่า การพิจารณาของนายพลออลบริตช์ยังไม่เพียงพอ จึงได้ขยายแผนการวาลคิรีออก และร่างคำสั่งเพิ่มเติม โดยมีการออกประกาศลับด้วยประโยคที่ว่า "ท่านผู้นำฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว! คณะผู้นำพรรคนาซีผู้ทรยศได้พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากการณ์นี้โดยการโจมตีเหล่าทหารจากทางด้านหลัง และยึดอำนาจไว้กับตนเอง"
คำสั่งและรายละเอียดถูกเขียนขึ้นสำหรับการยึดครองกระทรวงของรัฐบาลในกรุงเบอร์ลิน กองบัญชาการใหญ่ของฮิมม์เลอร์ในปรัสเซียตะวันออก สถานีวิทยุและสถานีโทรศัพท์ และเครื่องหมายแสดงความเป็นนาซีจากมณฑลทหารบก และค่ายกักกัน[1] (ก่อนหน้านี้ เป็นที่เชื่อกันว่าพันเอกเคลาส์ เชงค์ ฟอน สเตาฟเฟนเบิร์กรับผิดชอบต่อแผนการวาลคิรี แต่ในเอกสารที่ถูกค้นพบหลังจากสงครามยุติโดยสหภาพโซเวียต ซึ่งเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2007 ได้ชี้ว่า แผนการดังกล่าวได้รับการพัฒนาขึ้นโดยพันเอกเทรสคอว์ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี ค.ศ. 1943[2]) ข้อมูลทั้งหมดถูกเขียนขึ้นและเก็บรักษาไว้โดยภรรยาและเลขานุการของพันเอกเทรสอคว์ ซึ่งทั้งสองคนใส่ถุงมือเพื่อปิดบังรอยนิ้วมือเอาไว้ตลอดเวลา[3]
แผนการดังกล่าวมีใจความหลักในการหลอกให้กองทัพหนุนเข้ายึดและล้มล้างรัฐบาลพลเรือนของเยอรมนี ภายใต้สถานการณ์หลอกลวงว่าหน่วยเอสเอสพยายามจะก่อการรัฐประหาร และลอบสังหารฮิตเลอร์ ปัจจัยที่สำคัญคือ นายทหารระดับล่าง ผู้ซึ่งถูกเข้าใจเอาว่าเป็นผู้ก่อการในครั้งนี้จะถูกกระตุ้นให้กระทำ จากความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าความเป็นผู้นำของรัฐบาลพลเรือนนาซี ผู้ซึ่งมีพฤติกรรมขาดความจงรักภักดีและทรยศต่อรัฐ และสมควรที่จะถูกล้มล้างเสีย เหล่าผู้สมคบคิดจะนำรวมเหล่าทหารที่ยอมทำตามของพวกเขา เมื่อพวกเขาก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังจากการล้มล้างรัฐบาลเก่าแล้ว
มีเพียงนายพลฟรีดริช ฟรอมม์ ผู้บัญชาการกองทัพหนุน ที่จะออกปฏิบัติการวาลคิรีได้หลังจากการตายของฮิตเลอร์ ดังนั้นเขาจะต้องถูกดึงตัวเข้าร่วมกับคณะรัฐประหารหรือให้ดำรงตนเป็นกลาง ถ้าหากต้องการให้แผนการดังกล่าวประสบความสำเร็จ แต่นายพลฟรอมม์ ก็เช่นเดียวกับนายทหารระดับสูงของเยอรมนีส่วนใหญ่ ซึ่งทราบถึงแผนการสมคบคิดทางทหารต่อฮิตเลอร์ แต่เขาก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนหรือรายงานต่อเกสตาโปแต่อย่างใด
การลงมือปฏิบัติ [แก้]
บุคคลหลักของแผนการ คือ พันเอกเคลาส์ เชงค์ ฟอน สเตาฟเฟนเบิร์ก ก่อนที่จะลงมือปฏิบัติการจริงหลังจากการลอบสังหารฮิตเลอร์ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 พันเอกสเตาฟเฟนเบิร์กยังได้ปรับปรุงแผนการวาลคิรีเพิ่มเติม ตำแหน่งหัวหน้ากองเสนาธิการของกองทัพหนุนทำให้เขาสามารถเข้าถึงตัวฮิตเลอร์ในการรายงานต่าง ๆ ได้ ในตอนแรก พันเอกเทรสคอว์และพันเอกสเตาฟเฟนเบิร์กต่างก็ส่งนายทหารของตนที่สามารถเข้าถึงตัวฮิตเลอร์ และสามารถลงมือลอบสังหารเขาได้ นายพลเฮลมุธ สตีฟฟ์ หัวหน้าขององค์กรหนึ่งในกองบัญชาการทหารสูงสุด อาสาที่จะเป็นมือสังหาร แต่ได้ถอนตัวออกไปในภายหลัง เทรสคอว์พยายามหลายครั้งที่จะได้รับบรรจุในกองบัญชาการใหญ่ของฮิตเลอร์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ท้ายที่สุด พันเอกสเตาฟเฟนเบิร์กจึงตัดสินใจที่จะลงมือปฏิบัติการลอบสังหารและปฏิบัติการวาลคิรีไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งเป็นการลดโอกาสที่จะสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังจากความพยายามสองครั้งไม่ประสบผล สเตาฟเฟนเบิร์กจึงติดตั้งระเบิดในวันที่ 20 กรกฎาคม และรีบกลับมาดำเนินการตามแผนการต่อในกรุงเบอร์ลิน
หลังจากที่เขารับรู้ว่าระเบิดไม่ได้สังหารตัวฮิตเลอร์ นายพลฟรอมม์จึงออกคำสั่งให้มีการประหารชีวิตนายพลออลบริชต์ หัวหน้าของเขา พันเอกอัลบรีชต์ ริทเทอร์ เมอร์ทซ์ ฟอน เควอร์นไฮม์ พันเอกฟอน สเตาฟเฟนเบิร์ก และนายทหารคนสริท ร้อยโทเวอร์เนอร์ ฟอน เฮฟเทน ไม่นานหลังจากเที่ยงคืน ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตทั้งหมดถูกนำตัวไปยิงทิ้งภายในลานของกองบัญชาการใหญ่เบนด์เลอร์บล็อก[4]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ 1.0 1.1 Joachim Fest, Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p219
- ↑ Peter Hoffmann, "Oberst i. G. Henning von Tresckow und die Staatsstreichpläne im Jahr 1943
- ↑ Joachim Fest, Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p220
- ↑ Rupert Butler, The Gestapo: A History of Hitler's Secret Police 1933-45. London: Amber Books Ltd. 2004. pg. 149.
บรรณานุกรม [แก้]
- ภาษาอังกฤษ
- Joachim Fest, Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996 (ISBN 0-8050-5648-3)
- Hans Bernd Gisevius, Valkyrie: An Insider's Account of the Plot to Kill Hitler, 2009 reprint of one volume abridgement of two volume text, To the Bitter End, 1947. Foreword by Allen Welsh Dulles, introduction by Peter Hoffmann. Translated by Richard and Clara Winston; Da Capo Press, Cambridge, MA ISBN 978-0-306-81771-7
- Nigel Jones, Countdown to Valkyrie: The July Plot to Assassinate Hitler. Frontline, 2009
- ภาษาเยอรมัน
- Helena Page, General Friedrich Olbricht: Ein Mann des 20. Julis, 1993, Bouvier Verlag, Bonn ISBN 3-416-02514-8
- Dr. phil. Gerd R. Ueberschär: Auf dem Weg zum 20. Juli 1944, Motive und Entwicklung der Militäropposition gegen Hitler.,[1]
- Bernd Rüthers: Spiegelbild einer Verschwörung – Zwei Abschiedsbriefe zum 20. Juli 1944. Juristenzeitung 14/2005, pp. 689–698
- Hans-Adolf Jacobsen (Hrsg.): Spiegelbild einer Verschwörung. Die Opposition gegen Hitler und der Staatsstreich vom 20. Juli 1944 in der SD-Berichterstattung. Geheime Dokumente aus dem ehemaligen Reichssicherheitshauptamt. 2 Vol., Stuttgart 1984
- Peter Hoffmann: Widerstand, Staatsstreich, Attentat. Der Kampf der Opposition gegen Hitler. Munich 1985 (reissue)
ดูเพิ่ม [แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- ขบวนการกู้ชาติเยอรมนีจากฮิตเลอร์ - แผนสมคบคิดวาลคิรี (อังกฤษ)
- ห้องประชุมใน "รังหมาป่า" หลังจากการพยายามลอบสังหารฮิตเลอร์ (20 กรกฎาคม 1944) จาก เอกสารและภาพประวัติศาสตร์เยอรมนี โครงการของสถาบันประวัติศาสตร์เยอรมนี
- ข้อความโทรเลขโดยกลุ่มสมคบคิดสเตาฟเฟนเบิร์กไปยังผู้ถืออำนาจบริหาร (20 กรกฎาคม 1944) จาก เอกสารและภาพประวัติศาสตร์เยอรมนี โครงการของสถาบันประวัติศาสตร์เยอรมนี
- ความพยายามลอบสังหาร วันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 และปฏิบัติการวาลคิรี (เยอรมัน)
- Consequences (เยอรมัน)