บุคลิกวิปลาส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บุคลิกวิปลาส (อังกฤษ: depersonalisation (บริติช) หรือ depersonalization (อเมริกัน)) เป็นอาการทางประสาทประเภทหนึ่ง เป็นภาวะที่เกิดตัวตนและบุคลิกภาพขึ้นในจิตใจของบุคคล ทั้ง ๆ ที่บุคคลนั้นมีตัวตนและบุคลิกภาพของตัวเองอยู่แล้ว โดยสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่นั้นเป็นกระบวนการรู้จำซึ่งทำหน้าที่เป็นอิสระและแปลกแยกจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว บุคคลผู้นั้นจึงประหนึ่งนั่งมองการกระทำของตน แต่ไม่สามารถควบคุมการกระทำนั้นได้ รู้สึกว่าไม่ใช่การกระทำของตนแน่นอน แต่เป็นของใครก็ไม่รู้ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เป็นต้น[1] ภาวะนี้สามารถรักษาหาย อาจเป็นชั่วคราว หรือเรื้อรังจนเป็นโรคที่เรียก “โรคบุคลิกวิปลาส” (อังกฤษ: depersonalisation disorder) ได้

ในภาษาไทยยังมีการเรียกภาวะนี้อย่างไม่เป็นทางการว่า “บุคลิกภาพแตกแยก” “สองบุคลิกภาพ” และ “บุคลิกภาพผิดปกติ” หรือ “บุคลิกภาพผิดปรกติ” อีกด้วย[2] [3]

ลักษณาการ[แก้]

ผู้ประสบภาวะบุคลิกวิปลาสจะรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากบุคลิกทางกายภาพของตนไปโดยสิ้นเชิง ประหนึ่งว่ากายสัมผัส อารมณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมของตนเหมือนไม่ใช่ของตนอีกต่อไป บุคคลผู้นั้นจึงประหนึ่งนั่งมองการกระทำของตน แต่ไม่สามารถควบคุมการกระทำนั้นได้ รู้สึกว่าไม่ใช่การกระทำของตนแน่นอน แต่เป็นของใครก็ไม่รู้ พูดไม่ออกบอกไม่ถูก เป็นต้น[4] ภาวะบุคลิกวิปลาสสามารถยังให้เกิดอาการวิตกกังวลในระดับสูง โดยผู้ประสบภาวะนี้มักกล่าวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนภาพยนตร์ ไม่มีอยู่จริง เป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องคลุมเครือ บ้าบอคอแตก ไม่ใช่การกระทำของตนแน่ นับได้ว่าเป็นความสูญเสียการจำตัวเองได้ และเป็นที่มาของชื่อภาวะนี้[5]

การแสดงกิริยาทางกายภาพของผู้ประสบภาวะบุคลิกวิปลาส เป็นประดุจเทคนิคภาพยนตร์ที่ชื่อ “การยิงภาพแบบหมุนกลับ” (อังกฤษ: vertigo shot) หรือ “การดึงภาพจากดอลลี” (อังกฤษ: dolly zoom) โดยเป็นเทคนิคที่ให้วัตถุแห่งภาพอยู่นิ่ง ณ จุดเดิม แล้วชักหมุนฉากหลักเคลื่อนไหวเข้าออกหรือไปรอบ ๆ ทำให้ดูเหมือนว่าวัตถุนั้นกำลังหมุนตัวหรือเคลื่อนไหว ทั้งนี้ เพราะบุคคลสามารถประสบภาวะนี้ได้ในลักษณะเป็นวงจร โดยความรับรู้ของบุคคลนั้นจะต่อเนื่องกันในลักษณะ “หันหลังชนกัน” (อังกฤษ: back-to-back in succession)

ความชุกของโรค[แก้]

ภาวะบุคลิกวิปลาสเป็นอาการทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นมากเป็นอันดับสามรองจากอาการวิตกกังวล (อังกฤษ: anxiety) ซึ่งเกิดมากเป็นอันดับแรก และภาวะซึมเศร้า (อังกฤษ: depression) อันดับสอง[6]

สาเหตุ[แก้]

ภาวะบุคลิกวิปลาสสามารถเกิดขึ้นร่วมกับภาวะนอนหลับไม่เพียงพอ (อังกฤษ: sleep deprivation) ซึ่งมักเป็นกรณีที่บุคคลมีอาการเมาเวลาเหตุการบิน (อังกฤษ: jet lag) อาการปวดหัวข้างเดียว (อังกฤษ: migrane) อาการย้ำคิดย้ำทำ (อังกฤษ: obsessive-compulsive disorder) อาการเครียด (อังกฤษ: stress) หรืออาการวิตกกังวล (อังกฤษ: anxiety) กรณีเหล่านี้เป็นอาการบ่งโรคจำพวกภาวะวิตกกังวล เช่น โรคตื่นตระหนก (อังกฤษ: panic disorder) [7]

นอกจากนี้ ภาวะบุคลิกวิปลาสยังเป็นผลข้างเคียงของการยาแก้โรคจิตแตกแยก (อังกฤษ: dissociative drug) หรือเกิดจากสารก่อประสาทหลอน (อังกฤษ: hallucinogen) เช่น กาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือมิโนไซคลีน[8][9] [10] โดยเป็นกรณีต้นแบบของอาการขาดยาหลาย ๆ ประเภท[11] [12] [13] [14]

การที่บุคคลบางกลุ่มใช้ยาสงบประสาท เช่น เบนโซไดอาเซอพีน (อังกฤษ: benzodiazepine) ติดต่อกันเป็นเวลายาวนานจนกระทั่งเกิด อาการติดยาสงบประสาทรอง (อังกฤษ: benzodiazepine dependence) สามารถทำให้ความรับรู้บกพร่องจนก่อภาวะบุคลิกวิปลาสเรื้อรังจนกลายเป็น "โรคบุคลิกวิปลาส" (อังกฤษ: depersonalisation disorder) ได้ นอกจากนี้ การใช้ยาทั่ว ๆ ไปเป็นรายวันอย่างต่อเนื่องก็เกิดอาการอย่างเดียวกับอาการติดยาสงบประสาทรอง และนำไปสู่ภาวะบุคลิกวิปลาสเรื้อรังได้เช่นกัน[15] [16]

การบำบัดรักษา[แก้]

การบำบัดรักษาภาวะบุคลิกวิปลาสต้องกระทำโดยพิจารณาไปตามแต่กรณี

หากกรณีเป็นไปในทางประสาทวิทยา สิ่งพึงกระทำอันดับแรกคือการวินิจฉัยและการรักษาอาการอย่างเจาะจง และภาวะบุคลิกวิปลาสอาจมีอาการเกี่ยวกับความรับรู้เช่นที่ปรากฏในโรคทางประสาทวิทยาบางโรคได้ เป็นต้นว่า ในภาวะสมองฝ่อกระด้าง (อังกฤษ: amyotrophic lateral sclerosis) โรคอัลซไฮเมอร์ (อังกฤษ: Alzheimer's) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (อังกฤษ: multiple sclerosis) ภาวะสมองส่วนกลางผิดปรกติ (อังกฤษ: neuroborreliosis) หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อสมอง อย่างไรก็ดี ผู้ที่ประสบภาวะบุคลิกวิปลาสพร้อมกับโรคปวดหัวข้างเดียว (อังกฤษ: migraine) นั้น พบว่าสามารถใช้ยาลามอทริจีน (อังกฤษ: lamotrigine) หรือยานอร์ทริปทีลีน (อังกฤษ: nortriptyline) บำบัดรักษาได้

หากกรณีเป็นไปในทางจิตวิทยา ซึ่งภาวะบุคลิกวิปลาสอาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื่อง (อังกฤษ: developmental trauma) ได้นั้น การบำบัดรักษาต้องกระทำโดยพิจารณาไปตามแต่เรื่องเฉพาะราย เช่น ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับโรคจิตแตกแยกเป็นเอกลักษณ์ (อังกฤษ: dissociative identity disorder) ซึ่งการบาดเจ็บต่อเนื่องจะส่งผลถึงการสร้างเอกลักษณ์ความเชื่อมแน่นทางสังคม (อังกฤษ: cohesive identity) ต้องใช้จิตบำบัดอย่างเหมาะสม หรือในกรณีที่เกี่ยวข้องกับโรคคลั่งผอม (อังกฤษ: eating disorders) ต้องใช้คณะผู้เชี่ยวชาญประคบประหงมผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป[17]

การป้องกันการสบโอกาสเสี่ยงภัย (อังกฤษ: interoceptive exposure) เป็นวิธีการนอกเภสัชวิทยา ซึ่งสามารถช่วยลดภาวะบุคลิกวิปลาสได้[18] ส่วนการบำบัดรักษาภาวะบุคลิกวิปลาสเรื้อรังนั้น เป็นกรณีเดียวกับการรักษาโรคบุคลิกภาพวิปลาส (อังกฤษ: depersonalisation disorder)

นอกจากนี้ บรรดานักศึกษาระดับปริญญาตรีในโลกตะวันพากันศึกษาเรื่องภาวะนี้อย่างขะมักเขม้น และจัดทำมาตรฐานวัดความแตกแยกของจิต (อังกฤษ: Dissociative Experiences Scale) ขึ้นเพื่อใช้วัด ความสุ่มเสี่ยงต่อการประสบภาวะบุคลิกวิปลาส โดยผู้อยู่ในระดับสูงของมาตรวัดภาวะบุคลิกวิปลาส จะมีการสนองของฮอร์โมนคอร์ทิซอล (อังกฤษ: cortisol) มากกว่าปรกติ หมายความว่าบุคคลนี้มีความสุ่มเสี่ยงสูงที่จะประสบภาวะบุคลิกวิปลาส ในขณะที่ผู้อยู่ในระดับสูงของมาตรวัดความหมกมุ่นซึ่งใช้วัดความเข้มข้นของความสามารถในการแยกแยะความรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบกาย จะมีการสนองของฮอร์โมนคอร์ทิซอลน้อยกว่า หมายความว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่ำที่จะประสบภาวะบุคลิกวิปลาส[19]

กรณีเด่น[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. American Psychiatric Association (2004). Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders DSM-IV-TR (Text Revision). American Psychiatric Association. ISBN 0-89042-024-6.
  2. พจนานุกรมลองดู. (ม.ป.ป.) “แตกแยก”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://dict.longdo.com/search/*%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A2%E0%B8%81* >. (เข้าถึงเมื่อ: 26 มีนาคม 2552).
  3. “สองบุคลิกภาพ”. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://www.google.co.th/search?hl=th&client=firefox-a&rls=org.mozilla%3Aen-US%3Aofficial&hs=DB7&q=%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2&meta=>. (เข้าถึงเมื่อ: 28 มีนาคม 2552).
  4. แม่แบบ:MerckHome
  5. Daniel. "Depersonalization disorder: A feeling of being 'outside' your body" (html). สืบค้นเมื่อ 2007-09-08. 
  6. Simeon D, (2004) Depersonalisation Disorder: A Contemporary Overview. CNS Drugs 18 (6) : 343-354. PMID 15089102
  7. Sierra-Siegert M, David AS (December 2007). "Depersonalization and individualism: the effect of culture on symptom profiles in panic disorder". J. Nerv. Ment. Dis. 195 (12): 989–95. doi:10.1097/NMD.0b013e31815c19f7. PMID 18091192. 
  8. Stein, M. B. (July 1989). "Depersonalization Disorder: Effects of Caffeine and Response to Pharmacotherapy". Biological Psychiatry 26 (3): 315–20. doi:10.1016/0006-3223 (89) 90044-9 Check |doi= value (help). 
  9. Raimo, E. B.; R. A. Roemer, M. Moster and Y. Shan (June 1999). "Alcohol-Induced Depersonalization". Biological Psychiatry. 
  10. Cohen, P. R. (2004). "Medication-associated depersonalization symptoms: report of transient depersonalization symptoms induced by minocycline". Southern Medical Journal 97 (1): 70–73. PMID 14746427. 
  11. Marriott, S.; P. Tyrer (1993). "Benzodiazepine dependence: avoidance and withdrawal". Drug Safety 9 (2): 93–103. doi:10.2165/00002018-199309020-00003. PMID 8104417. 
  12. Shufman, E.; A. Lerner and E. Witztum (2005). "[Depersonalization after withdrawal from cannabis usage]". Harefuah (ใน Hebrew) 144 (4): 249–51 and 303. PMID 15889607. 
  13. Djenderedjian, A.; R. Tashjian (1982). "Agoraphobia following amphetamine withdrawal". The Journal of Clinical Psychiatry 43 (6): 248–49. PMID 7085580. 
  14. Mourad, I.; M. Lejoyeux and J. Adès (1998). "[Prospective evaluation of antidepressant discontinuation]". L'Encéphale (ใน French) 24 (3): 215–22. PMID 9696914. 
  15. Ashton H (1991). "Protracted withdrawal syndromes from benzodiazepines". J Subst Abuse Treat (benzo.org.uk) 8 (1-2): 19–28. doi:10.1016/0740-5472 (91) 90023-4 Check |doi= value (help). PMID 1675688. 
  16. Terao T; Yoshimura R, Terao M, Abe K. (January 15, 1992). "Depersonalization following nitrazepam withdrawal". Biol Psychiatry 31 (2): 212–3. doi:10.1016/0006-3223 (92) 90209-I Check |doi= value (help). PMID 1737083. 
  17. Sierra M, Baker D, Medford N, et al (2006). "Lamotrigine as an add-on treatment for depersonalization disorder: a retrospective study of 32 cases". Clin Neuropharmacol 29 (5): 253–8. doi:10.1097/01.WNF.0000228368.17970.DA. PMID 16960469. 
  18. Lickel J, Nelson E, Lickel A H, Deacon Brett (2008). "Interoceptive Exposure Exercises for Evoking Depersonalization and Derealization: A Pilot Study". Journal of Cognitive Psychotherapy: An International Quarterly 22: 4.
  19. Giesbrecht, T.; T. Smeets, H. Merckelbac and M. Jelicic (2007). "Depersonalization experiences in undergraduates are related to heightened stress cortisol responses". J. Nerv. Ment. Dis. 195 (4): 282–87. doi:10.1097/01.nmd.0000253822.60618.60. PMID 17435477. 
  20. สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3. (ม.ป.ป.) "เรื่องย่อสาปภูษาประจำสัปดาห์". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: <http://www.thaitv3.com/ch3/drama/sumweek.php?drama_id=41>. (เข้าถึงเมื่อ: 26 มีนาคม 2552).

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]