บุคคล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บทความนี้กล่าวถึงบุคคลธรรมดาเป็นหลัก สำหรับนิติบุคคลโปรดดูบทความว่าด้วยเรื่องนั้น

บุคคล หมายถึง คน (เฉพาะตัว) ทั้งนี้ ตามกฎหมายแล้วบุคคลมีสองประเภท ได้แก่ คนซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า "บุคคลธรรมดา" (อังกฤษ: natural person) และกลุ่มบุคคลหรือองค์กรซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย เรียกว่า "นิติบุคคล" (อังกฤษ: juristic person)[1]

เนื้อหา

[แก้] สภาพบุคคล

[แก้] ความสำคัญของสภาพบุคคล

เนื่องจากบทกฎหมายทั้งปวงมีขึ้นเพื่อประโยชน์ของบุคคลทั้งสิ้น ดังนั้นสิ่งที่มีสภาพบุคคล (อังกฤษ: personality) กล่าวคือมีความเป็นคนเท่านั้น จึงจะมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ สิ่งที่ไม่มีสภาพบุคคลเช่นสิ่งของทั่วไปล้วนไม่อาจมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้ กับทั้งต้องกลายมาอยู่ใต้บังคับแห่งสิทธิของบุคคลอีกด้วย[2] [3] อย่างไรก็ดี แม้กฎหมายจะบัญญัติห้ามบุคคลทำร้ายสัตว์ แต่ก็มิได้หมายให้สัตว์มีสิทธิหน้าที่อย่างมนุษย์ กฎหมายเช่นว่าเป็นเพียงการคุ้มครองและรับรองมาตรฐานแห่งศีลธรรมอันดีที่บุคคลพึงมีเท่านั้น[4]

การที่บุคคลสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้ดังกล่าวนี้ เรียกว่าความเป็นสามารถที่จะเป็น "ประธานแห่งสิทธิ" (อังกฤษ: subject of rights) ก็มี เป็น "ตัวการแห่งสิทธิ" (อังกฤษ: principal of rights) ก็มี

การที่กฎหมายรับรองให้มนุษย์มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ยังเป็นการรับรองความเสมอภาคของมนุษย์ และรับรองว่ามนุษย์มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (อังกฤษ: human dignity) เสมอกันอีกด้วย[5]

[แก้] ประวัติความเป็นมาและแนวคิดเกี่ยวกับสภาพบุคคล

จอห์น ล็อก นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสภาพบุคคลเหมือนกันหมด

กฎหมายแต่เดิมหาได้มีการรับรองให้มนุษย์มีเสรีภาพ ความเสมอภาค และเป็นประธานแห่งสิทธิเฉกเช่นเดียวกันทุกคนเหมือนสมัยนี้ไม่ กฎหมายโบราณยังเคยรับรองให้มนุษย์เป็นสมบัติของมนุษย์ด้วยกันได้ และให้ชีวิตเลือดเนื้อของคน ๆ หนึ่งตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนอีกคนหนึ่งได้อีกด้วย ซึ่งกฎหมายปัจจุบันปฏิเสธภาวะการเป็นทาส (อังกฤษ: slavery) เช่นนี้[6]

แม้ตามกฎหมายโรมันเองซึ่งถือกันว่าเป็นรากเหง้าแห่งกฎหมายปัจจุบันนั้น บุคคลแต่ละคนจะมีสิทธิ หน้าที่ และสถานภาพแตกต่างกันไปตามชาติวุฒิหรือวัยวุฒิ เป็นต้นว่า บุตรให้อยู่ในอาณัติสิทธิ์ขาดของบิดามารดา และสตรีให้อยู่ในอาณัติของบุรุษเสมอไป ส่วนผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเท่านั้นจึงเป็นประธานแห่งสิทธิ นอกจากนี้ กฎหมายตราสามดวงของไทยบัญญัติให้บุคคลมีสิทธิและหน้าที่แตกต่างกันไปตามแต่เหล่ากำเนิด เชื้อชาติ และสถานภาพในสังคมที่แบ่งชนชั้นออกเป็นเจ้า ข้าราชการ ไพร่ และทาส เป็นต้น[7]

อย่างไรก็ดี แม้แนวคิดเรื่องความเสมอภาคของบุคคลจะปรากฏร่องรอยมาแต่ช้านานในปรัชญาตะวันตก แต่ก็เพิ่งได้มีการรับรองให้มีผลทางกฎหมายในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้ เนื่องจากการที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกา และการเริ่มต้นของยุคล่าอาณานิคมนั้น ชาติสเปนและโปรตุเกสได้แข่งขั้นกันตระเวณหารัฐอาณานิคมกันเป็นการใหญ่ ทัพเรือตนไปถึงที่ได้ก็ประกาศว่าที่นั้นอยู่ในอาณัติของตน นักล่าอาณานิคมเหล่านั้นให้เหตุผลโดยอ้างหลักกฎหมายโรมันที่ว่า บรรดาทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ บุคคลที่มาพบย่อมเข้าถือครองได้โดยชอบ โดยที่ชนพื้นเมืองเป็นชาวป่าอนารยธรรม มิใช่ชาวคริสต์อย่างตน ไม่ถือว่ามีสภาพบุคคลได้ ทรัพย์ที่บุคคลเหล่านั้นครอบครองจึงถือว่าเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ และพากันกลุ้มรุมทำร้าย ฆ่าฟัน และยึดทรัพย์สินของชนพื้นเมืองตามอำเภอใจ กระนั้น มติดังกล่าวได้รับการคัดค้านจากนิติศาสตร์ทั้งร่วมสมัยและสมัยหลังหลายคน เป็นต้นว่า ศาสตราจารย์ฟรานซิสโก เดอ วิกตอเรีย (Francisco de Vitoria) แห่งสเปน ผู้ยืนยันว่ามนุษย์ย่อมมีสติปัญญารู้ผิดชอบชั่วดีเหมือนกัน ไม่ว่าคนป่าคนดอย คนเมือง หรือคนศาสนาใด มนุษย์จึงมีสภาพบุคคลเสมอกันหมด และฮิวโก กรอทิอุส (Hugo Grotius) นักนิติศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์และบิดาแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนจอห์น ล็อก (John Locke) นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ให้กำเนิดทฤษฎีสัญญาประชาคม[8]

ต่อมา รัฐบาลสเปนได้ยอมรับแนวคิดดังกล่าว และได้ตรากฎหมายคุ้มครองชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้เมื่อ พ.ศ. 2085 และได้รับการพัฒนาจนมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2319 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส พ.ศ. 2332 และประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส พ.ศ. 2347 กระทั่งแพร่หลายทั่วไปในสากลโลกตามลำดับ[8]

[แก้] การเริ่มต้นของสภาพบุคคล

มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยบัญญัติว่า[9]

สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย

ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก

การคลอด (อังกฤษ: delivery) ข้างต้นนั้น ไม่ว่าจะกระทำโดยวิธีใดก็ตาม และไม่ว่าทารกนั้นจะถูกตัดขาดจากรกของมารดาหรือยังก็ตาม กับทั้งไม่ว่าทารกนั้นจะอยู่รอดปลอดภัยนานเพียงใดก็ตาม เช่น ทารกนั้นพ้นครรภ์มารดาออกมาแล้วมีลมหายใจ ชีพจรวิ่ง หรือหัวใจเต้นแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวแล้วก็ถึงกาลอวสาน กรณีนี้ทารกนั้นก็นับว่าเป็นบุคคล มีสภาพบุคคล ตลอดจนมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ทารกนั้นตายอยู่ในครรภ์หรือตายก่อนคลอด ไม่ถือว่าเป็นบุคคล และในกรณีที่ทารกนั้นคลอดออกมาแล้วมีชีวิต แม้จะไม่มีสังขารเป็นมนุษย์ กล่าวคือ มีความพิกล พิการ หรือมีลักษณะผิดปรกติวิสัย ก็คงถือว่ามีสภาพบุคคลตามกฎหมาย[10] [11] [12]

อนึ่ง ในบางประเทศถือต่างจากไทย เช่น มีคดีพิพาทกันในประเทศไอร์แลนด์คดีหนึ่ง โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยคือบริษัททางรถไฟหลวงแห่งไอร์แลนด์ (Great Northern Railway (Ireland)) เนื่องจากจำเลยได้กระทำการโดยประมาทเลินเล่อในขณะที่โจทก์ยังอยู่ในครรภ์มารดา เป็นผลให้โจทก์เมื่อคลอดออกแล้วมีความพิการทางกายภาพ ศาลไอร์แลนด์พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ ให้ยกฟ้อง เพราะไม่ถือว่าทารกในครรภ์มารดามีสภาพบุคคล[13] ซึ่งถ้าเป็นในไทย ทารกที่คลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นตัวเป็นตนจะได้รับการคุ้มครองให้มีสิทธิต่าง ๆ ย้อนกลับไปจนถึงสมัยที่อยู่ในครรภ์มารดา

ทั้งนี้ พึงสำเหนียกว่า การฆ่าทารกในครรภ์มิได้เป็นความผิดฐานทำให้คนตาย (อังกฤษ: homicide) แต่เป็นความผิดฐานทำให้แท้งลูก (อังกฤษ: abortion) หรือฐานฆ่าทารกในครรภ์ (อังกฤษ: killing of unborn person) แล้วแต่กรณี ซึ่งของไทยมีบัญญัติไว้ในมาตรา 288 มาตรา 301 และมาตรา 302 แห่งประมวลกฎหมายอาญา[14]

[แก้] การสิ้นสุดลงของสภาพบุคคล

เมื่อบุคคลตายลง สภาพของบุคคลนั้นย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย และมรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดไปถึงทายาท

อย่างไรก็ดี ในกรณีที่บุคคลแสดงเจตนาใด ๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการมรดกของตนไว้ก่อนตาย เช่น ทำเป็นพินัยกรรมก็ดี หรือทำเป็นหนังสืออื่นใดก็ดี หรือโดยประการอื่นใดก็ดี การจัดการมรดกเมื่อบุคคลนั้นตายลงย่อมดำเนินไปตามเจตนาเช่นว่านั้น บุคคลก่อนที่จะตายย่อมมีสิทธิกำหนดทายาทของมรดกตน (มาตรา 1620 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย) ตัดทายาทออกจากกองมรดก (มาตรา 1608 (2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย) กำหนดวิธีการโอนทรัพย์แห่งมรดก (มาตรา 1700 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย) และกำหนดให้ผู้ใดเป็นผู้ปกครองทรัพย์แห่งมรดกตนได้ (มาตรา 1687 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย)[9] เป็นต้น ในกรณีที่บุคคลมิได้แสดงเจตนาเช่นว่าไว้ มรดกของบุคคลนั้นย่อมได้รับการดำเนินการไปตามกฎหมาย

เรื่องการตายของบุคคลนั้นสำคัญเนื่องจากบุคคลใดตายลง สิทธิและหน้าที่ของบุคคลที่ตายนั้นก็ย่อมตกทอดไปสู่ผู้อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติต่อไป

[แก้] การตายโดยทั่วไป

ดูเพิ่มเติมที่ ภาวะสมองตาย

โดยปรกติถือว่าบุคคลหมดความเป็นบุคคลหรือสิ้นสภาพบุคคลลงเมื่อถึงแก่ความตาย ถึงแก่ความตายนั้นหมายเอาภาวะสมองตาย[15]

[แก้] การตายเหตุสาบสูญ

ในกรณีที่บุคคลหายสาบสูญไปจนครบกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดก็ถือว่าบุคคลนั้นได้ตายไปแล้วด้วย เช่นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 48 ถึง 64 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย[9]

[แก้] การตายในภยันตรายร่วม

ในกรณีที่บุคคลหลายคนตายในภยันตรายร่วม (อังกฤษ: common peril) ตามมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยให้ถือว่าตายพร้อมกันถ้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดตายก่อนตายหลัง[9] อย่างไรก็ดี ในกฎหมายของบางประเทศ เช่น มาตรา 720-722 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส และมาตรา 184 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยทรัพย์สิน พ.ศ. 2468 ของประเทศอังกฤษ ให้ถือว่า ผู้อ่อนวัยตายทีหลังผู้สูงวัยกว่า คนแข็งแรงย่อมตายทีหลังคนอ่อนแอกว่า เป็นต้น ซึ่งการสันนิษฐานเช่นว่านี้มีผู้โต้แย้งว่าไม่น่าเชื่อถือและไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้นเสมอไป[16]

ภยันตรายร่วมนั้นหมายถึงเหตุการณ์ใด ๆ ที่มีการตายหมู่ เป็นต้นว่า เหตุเรือล่ม เครื่องบินตก ตึกถล่ม โจรปล้นฆ่า ภัยสงคราม รถคว่ำ คลื่นสึนามิถล่ม ฯลฯ

[แก้] สภาพบุคคลของทารกในครรภ์

อันทารกในครรภ์ (อังกฤษ: fetus หรือ foetus) นั้น ตามกฎหมายไทย ทารกที่มาปฏิสนธิในครรภ์แม้ยังมิได้คลอดออกมาเป็นตัวเป็นตนก็ "อาจ" มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ตามกฎหมายได้หากว่าคลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นตัวเป็นตน โดยสิทธิและหน้าที่ทั้งปวงก็จะมีผลย้อนกลับไปถึงยามที่อยู่ในครรภ์มารดา[17] (ดูหัวข้อ "การเริ่มต้นของสภาพบุคคล" ข้างต้นประกอบ)

ก่อนหน้าที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายให้เป็นปัจจุบัน กฎหมายตราสามดวงของไทยก็มีบทบัญญัติคล้าย ๆ กันนั้น โดยมาตรา 48 แห่งกฎหมายลักษณะมรดกว่า "...ให้แบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น...ให้เสมอกันโดยอันดับ ลูกหลานอยู่ในครรภ์ให้ปันไว้แก่มันส่วนหนึ่ง...เหตุใดมันจึงได้ส่วนหนึ่ง เหตุว่า...มันได้มาเกิดปฏิสนธิแล้ว..."[17]

อย่างไรก็ดี แม้โดยนิตินัย ทารกที่คลอดออกมาแล้วอยู่รอดเป็นตัวเป็นตนจะมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย แต่โดยพฤตินัยแล้วทารกไม่อาจใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ได้โดยกำลังของตนเอง กฎหมายจึงกำหนดให้อยู่ภายใต้การปกครองดูแลของผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองแล้วแต่กรณี ทั้งนี้ จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

[แก้] อายุของบุคคล

แต่เดิมในประเทศไทยมิได้มีการกำหนดเกี่ยวกับการนับอายุของบุคคลเอาไว้แม้จะได้มีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วก็ตาม นักนิติศาสตร์ช่วงนั้นจึงตีความว่าให้เริ่มนับตั้งแต่วันรุ่งขึ้นถัดจากวันที่เกิดเพื่อให้เป็นไปตามวิธีการนับระยะเวลาทั่วไปตามประมวลกฎหมายนั้น เช่น นาย ก เกิดวันที่ 1 มกราคม 2551 อายุของนาย ก จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2551 เป็นต้นไป[18] ต่อมา เกิดปัญหาว่าวิธีการดังกล่าวไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ จึงมีการบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 ว่า[9]

การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือนใดแต่ไม่รู้วันเกิดให้นับวันที่หนึ่งแห่งเดือนนั้นเป็นวันเกิด แต่ถ้าพ้นวิสัยที่จะหยั่งรู้เดือนเกิดและวันเกิดของบุคคลใด ให้นับอายุของบุคคลนั้นตั้งแต่วันต้นปีปฏิทินซึ่งเป็นปีที่บุคคลนั้นเกิด

สำหรับกรณีที่ไม่รู้ทั้งวัน เดือน และปีเกิดเลย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้กำหนดวิธีแก้ไขไว้ ในกรณีเช่นว่านี้ มีฎีกาที่ 489 และ 490/2464 5 ธส. 373 ปรากฏว่า ศาลเคยรับฟังข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของจำเลยโดยพิจารณาจากสภาพรูปร่างสังขารของจำเลย[19] กับทั้งยังมีกฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2498) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช 2497 กำหนดว่า ในกรณีที่ไม่ทราบวัน เดือน และปีเกิดของผู้ใด ให้นายอำเภอท้องที่นั้น ๆ สอบปากคำเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงว่าเชื่อกันว่าผู้นั้นมีอายุเท่าใด โดยประกอบกับการพิจารณาจากสภาพรูปร่างสังขารของผู้นั้นด้วย[20]

เรื่องอายุของบุคคลนี้มีความสำคัญต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลหลายประการ เช่น การบรรลุนิติภาวะของบุคคล ความสามารถในการทำพินัยกรรมของบุคคล เป็นต้น

ปรกติแล้ว การพิสูจน์วัน เดือน ปีเกิดของบุคคล กระทำได้โดยตรวจสอบจากการจดแจ้งไว้ในทะเบียนสำมะโนครัวอันเป็นเอกสารมหาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127[21]

[แก้] ภูมิลำเนาของบุคคล

ดูบทความหลักที่ ภูมิลำเนา

"ภูมิลำเนา" (อังกฤษ: domicile (แบบบริติช) หรือ domicil (แบบอเมริกัน)) หมายถึง ถิ่นที่อยู่อันเป็นแหล่งสำคัญของบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นถิ่นที่อยู่ตามทะเบียนสำมะโนครัวดังที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ ตามกฎหมายไทย ภูมิลำเนาของบุคคลมีอยู่สองประเภท คือ ถิ่นที่อยู่อันบุคคลธรรมดาแสดงเจตนาว่าให้เป็นภูมิลำเนา และภูมิลำเนาของบุคคลประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นการเฉพาะ

[แก้] ชื่อของบุคคล

"ชื่อ" คือ คำตั้งขึ้นสำหรับเรียกคน สัตว์ สถานที่ และสิ่งของโดยทั่ว ๆ ไปและโดยเฉพาะเจาะจง[1]

ชื่อของบุคคลนั้นเป็นคำที่ตั้งขึ้นไว้แยกแยะบุคคลหนึ่งออกจากอีกบุคคลหนึ่ง กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลทุกคนต้องมีชื่อ และชื่อของบุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ใดจะมาใช้ชื่ออย่างเดียวกันมิได้

[แก้] ชื่อของบุคคลธรรมดา

ดูเพิ่มเติมที่ พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และกฎหมายประกอบ

กฎหมายไทยว่าด้วยชื่อบุคคลฉบับปัจจุบัน (พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ 2505[22]) กำหนดให้บุคคลที่มีสัญชาติไทยต้องมีชื่อตัว (อังกฤษ: first name) และชื่อสกุล (อังกฤษ: family name หรือ last name)

เมื่อบุคคลคลอดจากครรภ์มารดา เจ้าบ้านหรือมารดาของบุคคลนั้น แล้วแต่กรณี มีหน้าที่แจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่คลอดภายในสิบห้าวันนับแต่วันคลอด โดยในการแจ้งเกิดต้องแจ้งชื่อตัวและชื่อสกุลของคนเกิดด้วย

บุคคลที่ได้รับพระราชทานราชทินนามจากพระมหากษัตริย์มีสิทธิเอาราชทินนามนั้นมาเป็นชื่อตัว ชื่อรอง หรือชื่อสกุลก็ได้

[แก้] ชื่อตัว

เพื่อให้สอดคล้องกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505[22] จึงบัญญัติว่า ชื่อตัวนั้น 1) ต้องไม่ไปพ้องหรือตั้งขึ้นโดยความมุ่งหมายให้ไปคล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินี หรือราชทินนาม และ 2๗ ต้องไม่มีความหมายหยาบคาย

สำหรับการเปลี่ยนชื่อตัวของบุคคล หากแจ้งขอต่อนายทะเบียนภายในหกเดือนนับแต่วันที่คลอดก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม พ้นนั้นไปแล้วต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด

ในกรณีที่นายทะเบียนไม่รับจดทะเบียนชื่อตัว ผู้เกี่ยวข้อง เช่น บุคคลนั้น หรือเจ้าบ้าน หรือมารดาของบุคคลนั้น แล้วแต่กรณี มีสิทธิดำเนินคดีทางศาลได้โดยตรงเลย เนื่องจากกฎหมายข้างต้นมิได้กำหนดแนวปฏิบัติสำหรับกรณีนี้ไว้

[แก้] ชื่อสกุล

บุตรมีสิทธิจะเลือกใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือของมารดา หรือใช้ทั้งสองเลยก็ได้ เป็นต้นว่า นางสาวปานวาด เป็นบุตรีของนายปานวอก เหมมณี กับนางปานวุ่น ไชยเชื้อ นางสาวปานวาดมีสิทธิใช้ชื่อสกุลทั้งของบิดาและมารดาโดยเขียนเต็ม ๆ พร้อมกับชื่อตัวได้ดังนี้ "นางสาวปานวาด เหมมณี ไชยเชื้อ"

กรณีข้างต้นเป็นกรณีเดียวกับหญิงซึ่งสมรสเข้าเป็นสมาชิกแห่งสกุลใดก็ดี มีสิทธิใช้ชื่อสกุลเดิมของตนหรือของสามีก็ได้ หรือจะได้ทั้งสองชื่อสกุลเลยก็ได้

หญิงที่เป็นหม้ายเพราะการหย่าร้าง กฎหมายบังคับให้ใช้ชื่อสกุลเดิมของตนเท่านั้น

สำหรับผู้เยาว์ที่ไม่ปรากฏชื่อสกุล และอยู่ภายใต้ความอุปการะของบุคคลใดก็ดี มีสิทธิใช้ชื่อสกุลตามของผู้อุปการะหรือตามที่ผู้อุปการะตั้งให้ได้

[แก้] ชื่อของนิติบุคคล

นิติบุคคล เช่น บริษัท ห้างร้าน มูลนิธิ สมาคม พรรคการเมือง ฯลฯ ก็มีชื่อ และชื่อนั้นก็ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา ชื่อเช่นว่านี้รวมถึงยี่ห้อ ชื่อทางการค้า นามปากกา เครื่องหมายทางการค้า ตลอดจนชื่ออื่น ๆ ที่ใช้หาประโยชน์หรือใช้ทางการค้าด้วย

[แก้] อุทาหรณ์การใช้ชื่อโดยไม่สุจริต[23]

ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า ปิ่นเกล้า สาขาหนึ่งของห้างในเครือเซ็นทรัล

มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 425/2537 บริษัท ห้าง เซ็น ทรัล ดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด เป็นโจทก์ และนายสุเทพ ปรุงประเสริฐ เจ้าของร้าน ส. เซ็นทรัลแม่สาย เป็นจำเลย ความสำคัญว่า

โจทก์ฟ้องห้ามจำเลยใช้ชื่อร้านค้าว่า "ส. เซ็นทรัลแม่สาย" ในการประกอบกิจการ เนื่องจากโจทก์เป็นห้างใหญ่ เป็นที่รู้จัก และมีสาขามาก เป็นที่พิสูจน์ได้ถึงคุณภาพสินค้าของโจทก์ หากจำเลยซึ่งมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโจทก์ในทางการค้านำสินค้าด้อยคุณภาพกว่ามาจำหน่าย ผู้คนอาจสำคัญผิดได้ว่าจำเลยเป็นสาขาหนึ่งของโจทก์หรือมีความเกี่ยวข้องกับโจทก์ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้แก่โจทก์ได้ ทั้งนี้ เดิมจำเลยใช้ชิ่อร้านว่า "เซ็นทรัล" และโจทก์ได้มีหนังสือให้จำเลยเลิกใช้คำว่า "เซ็นทรัล" จำเลยแสดงเจตนายินยอม แต่กลับเปลี่ยนเป็นว่า "ส. เซ็นทรัลแม่สาย" โจทก์จึงขอให้ศาลบังคับจำเลยถอนคำว่า "เซ็นทรัล" ออกจากชื่อร้านค้าของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการค้าโดยใช้ชื่อร้านว่า "ส.เซ็นทรัลแม่สาย" ตามที่นายทะเบียนพาณิชย์ได้อนุญาตและจำเลยได้แสดงออกต่อสาธารณชนมาโดยตลอดว่าร้านดังกล่าวเป็นกิจการค้าของจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตและเป็นการใช้นามโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยถอนคำว่า "เซ็นทรัล" ออกจากชื่อร้านค้าของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 มาตรา 16 ที่จะถอนใบทะเบียนพาณิชย์ ไม่ใช่ของศาล โจทก์จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงพบว่า

1. จำเลยรู้จักห้างของโจทก์ และเคยสั่งซื้อสินค้าของห้างโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าของจำเลยด้วย จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยกับญาติได้ช่วยกันคิดคำว่า "เซ็นทรัล" มาใช้กับร้านค้าของจำเลยเอง

2. เมื่อจำเลยได้รับหนังสือของทนายโจทก์ให้จำเลยเลิกใช้คำว่า "เซ็นทรัล" จำเลยได้มีหนังสือถึงโจทก์ยินยอมจะปฏิบัติตามความประสงค์ของโจทก์ แต่จำเลยกลับเปิดร้านค้าแหล่งใหม่และใช้ชื่อร้านว่า ส.เซ็นทรัลแม่สาย ส่อแสดงว่าจำเลยมีเจตนาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้คำว่า "เซ็นทรัล" เพียงคำเดียวแต่นำไปใช้ประกอบกับคำอื่นดังกล่าว โดยจำเลยเตรียมป้องกันเมื่อถูกโจทก์ดำเนินคดีเท่านั้น

พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่จะใช้ชื่อ "เซ็นทรัล" ซึ่งเป็นชื่อในทางการค้าของโจทก์เพื่อจูงใจให้คนมาซื้อสินค้าจากร้านจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดได้ว่ากิจการทางการค้าของจำเลยคือกิจการของโจทก์ เป็นการนำชื่อไปใช้โดยไม่สุจริต ดังนั้น

1) โจทก์จึงมีสิทธิขอให้ศาลสั่งห้ามจำเลยมิให้ใช้ชื่อเซ็นทรัลในการประกอบกิจการร้านค้าของจำเลย

2) แต่ที่โจทก์ขอให้บังคับจำเลยถอนคำว่า "เซ็นทรัล" ออกจากชื่อร้านค้าของจำเลยตามใบทะเบียนพาณิชย์เลขที่ 1201 นั้น เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ดังข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่สั่งให้ตามขอ

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ห้ามจำเลยใช้คำว่า "เซ็นทรัล" เป็นชื่อหรือประกอบชื่อร้านค้าหรือกิจการค้าของจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

[แก้] อุทาหรณ์การใช้ชื่อโดยสุจริต[23]

โรงแรมเชอราตันแกรนด์ สาขาหนึ่งของโรงแรมเชอราตัน

มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2519 บริษัท ไอทีที เชอราตัน อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ หรือโรงแรมเชอราตัน บางกอกโฮเต็ล เป็นโจทก์ และห้างหุ้นส่วนจำกัดเชอราตัน จิวเวอรี่ เป็นจำเลย ความสำคัญว่า

โจทก์ซึ่งเป็นห้างเปิดกิจการโรงแรมชื่อ "เชอราตัน บางกอกโฮเต็ล" โดยเป็นชื่อที่จดทะเบียนไว้ในสหรัฐอเมริกา ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นห้างเพชรพลอยและมีชื่อว่า "เชอราตัน จิวเวอรี่" เลิกใช้ชื่อเช่นว่า เพราะเกรงว่ากิจการของห้างจำเลยหรือชื่อของห้างจำเลยนั้นจะทำให้เกิดความสับสนหรือความเข้าใจผิดขึ้นระหว่างชนทั่วไปแก่โรงแรมโจทก์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่กิจการของโจทก์ เช่นเดียวกับอุทาหรณ์การใช้ชื่อโดยไม่สุจริตดังข้างต้น (ดูข้างต้นนั้น)

จำเลยให้การว่า

1. คำว่า "เชอราตัน" โจทก์ประดิษฐ์ขึ้นหรือก็หาไม่ โจทก์เป็นเจ้าของคำนั้นหรือก็หาไม่ ส่วนโจทก์จะใช้เป็นชื่อในการทำธุรกิจโรงแรมหรือไม่จำเลยไม่รับรอง หากมีก็เพียงใช้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อบริษัทโจทก์ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่โจทก์

2. จำเลยใช้ชื่อห้างของจำเลยโดยสุจริต ไม่เคยใช้คำว่า "เชอราตัน" เป็นเครื่องหมายการค้า

3. กิจการธุรกิจโรงแรมของโจทก์ใช้ชื่อ "เชอราตัน บางกอกโฮเต็ล" แตกต่างกับชื่อที่จำเลยใช้ กิจการของโจทก์กับจำเลยก็ต่างกันคือฝ่ายหนึ่งเป็นโรงแรม อีกฝ่ายเป็นห้างเพชรพลอย ย่อมไม่ทำให้ประชาชนหลงผิดได้

4. โจทก์ยังมิได้จดทะเบียนคำว่า "เชอราตัน" เป็นเครื่องหมายการค้าตามกฎหมายไทย ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ดังนั้น การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิด ไม่ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า

การที่ห้างจำเลยใช้คำว่า "เชอราตัน" (SHERATON) พ้องกับชื่อบริษัทและโรงแรมของโจทก์ ไม่ใช่ลักษณะที่จะเกิดความเสียหายหรือเสื่อมเสียประโยชน์แก่โจทก์แต่ประการใด โจทก์ไม่อาจห้ามได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์จึงอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับคำให้การของจำเลยว่า

1) แม้โจทก์จะได้ใช้คำดังกล่าวมาช้านาน และได้จดทะเบียนไว้แล้ว ณ สหรัฐอเมริกา แต่โจทก์ประกอบธุรกิจเฉพาะในด้านโรงแรม ส่วนจำเลยทำการค้าสินค้าเพชร พลอย เครื่องประดับ เครื่องแกะสลักผ้าไหม เครื่องเงิน และเครื่องลงหิน เป็นธุรกิจที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กัน ไม่อาจที่จะเห็นได้ว่ามีการซับซ้อนอย่างแท้จริงได้

2) สำหรับกิจการของโรงแรมโจทก์กับกิจการของห้างจำเลยหรือชื่อของห้างจำเลยนั้น จะทำให้เกิดความสับสนหรือความเข้าใจผิดขึ้นระหว่างชนทั่วไปแก่โรงแรมโจทก์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่กิจการของโจทก์ก็หาไม่ โจทก์จะกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทบกระเทือนแก่ธุรกิจโรงแรมของโจทก์ย่อมฟังไม่ได้

3) การที่โจทก์ใช้คำว่า "เชอราตัน" ประทับไว้ในบรรดาสิ่งของเครื่องใช้ของโรงแรมโจทก์ และพิมพ์บนกระดาษเขียนจดหมายภาพถ่าย กลักไม้ขีดไฟและอื่น ๆ เป็นเพียงมุ่งหวังโฆษณาชี้ชวนในกิจการโรงแรมของโจทก์เป็นประการสำคัญ หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้ห้ามจำเลยตามฟ้องไม่

ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบด้วยรูปคดีแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน

[แก้] ความสามารถของบุคคล

ดูบทความหลักที่ ความสามารถของบุคคล

ในฐานะที่บุคคลเป็นประธานแห่งสิทธิดังกล่าวมาแล้ว บุคคลจึงมีความสามารถ (อังกฤษ: competence) ว่าด้วยสิทธิอยู่สองประการ คือ 1) ความสามารถที่จะมีสิทธิได้ (อังกฤษ: competence to acquire rights) และ 2) ความสามารถที่จะใช้สิทธิได้ (อังกฤษ: competence to exercise rights) ดังนั้น บุคคลที่จะใช้สิทธิกระทำการใด ๆ กฎหมายบัญญัติให้ต้องมีความสามารถที่จะกระทำการนั้น ๆ ด้วย ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายอันจะเกิดแก่บุคคลนั้นเองและแก่บุคคลอื่น[24] [25]

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 ราชบัณฑิตยสถาน. (2551, 7 กุมภาพันธ์). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp. (เข้าถึงเมื่อ: 31 สิงหาคม 2551).
  2. ^ หลวงสารสาสน์ประพันธ์. (2468). คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (เรียงมาตรา). กรุงเทพฯ : ตงฮั้วมิ่งป่อ. หน้า 69-72.
  3. ^ จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 1.
  4. ^ สมทบ สุวรรณสุทธิ. (2510). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 1.
  5. ^ กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 1-2.
  6. ^ ปรีดี เกษมทรัพย์. (2531). นิติปรัชญา. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 126.
  7. ^ กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 2.
  8. ^ 8.0 8.1 กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 2-4.
  9. ^ 9.0 9.1 9.2 9.3 9.4 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 11 มีนาคม). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0. (เข้าถึงเมื่อ: 31 สิงหาคม 2551).
  10. ^ อนุมัติ ใจสมุทร. (2515). คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1 ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย. หน้า 6-7.
  11. ^ จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 6.
  12. ^ สมทบ สุวรรณสุทธิ. (2510). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 5.
  13. ^ ลอว์รีพอร์ตไอริช, (เล่ม 28). คดีวอล์เกอร์-โจทก์ บริษัทเกรตนอร์เทิร์นเรลเวย์ออฟไอร์แลนด์-จำเลย. หน้า 69. อ้างถึงใน: กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 10.
  14. ^ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 10 กุมภาพันธ์). ประมวลกฎหมายอาญา. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0. (เข้าถึงเมื่อ: 31 สิงหาคม 2551).
  15. ^ กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 18.
  16. ^ จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 20.
  17. ^ 17.0 17.1 กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 11.
  18. ^ พระยาเทพวิทุร. (2502). คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-2 มาตรา 1 ถึง 240. กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา. หน้า 86.
  19. ^ กิตติศักดิ์ ปรกติ. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง : หลักทั่วไปว่าด้วยบุคคลธรรมดา และหลักทั่วไปว่าด้วยนิติบุคคล. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : วิญญูชน. หน้า 19.
  20. ^ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (ม.ป.ท.). กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2498) ออกตามความในพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พุทธศักราช 2497. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawPDF.jsp?LType=2B&formatFile=pdf&vID=25. (เข้าถึงเมื่อ: 31 สิงหาคม 2551).
  21. ^ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 11 กุมภาพันธ์). ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0 (เข้าถึงเมื่อ: 31 สิงหาคม 2551).
  22. ^ 22.0 22.1 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2549, 15 พฤศจิกายน). พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0. (เข้าถึงเมื่อ: 5 กันยายน 2551).
  23. ^ 23.0 23.1 ระบบสืบค้นคำพิพากษาและคำสั่งคำร้องศาลฎีกา. (ม.ป.ป.). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.deka2007.supremecourt.or.th/deka/web/searchlist.jsp. (เข้าถึงเมื่อ: 5 กันยายน 2551).
  24. ^ สมทบ สุวรรณสุทธิ. (2510). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 80.
  25. ^ จิตติ ติงศภัทิย์. (2530). กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. หน้า 46.
เครื่องมือส่วนตัว