บี.อาร์.อามเพฑกร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภีมราว รามชี อามเพฑกร
Young Ambedkar.gif
เกิด 14 เมษายน พ.ศ. 2434
เมืองมหูม จังหวัดภาคกลาง บริติชราช (ปัจจุบันคือ รัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย)
เสียชีวิต 6 ธันวาคม พ.ศ. 2499 (65 ปี)
เมืองเดลี ประเทศอินเดีย
สัญชาติ อินเดีย
รู้จักในสถานะ บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย
ศาสนา พุทธ(เดิมนับถือ ศาสนาฮินดู)
คู่สมรส รามาไพ อามเพฑกร (พ.ศ. 2449)[1]
สาวิตา อามเพฑกร (พ.ศ. 2491)[2]
บิดามารดา รามชี มาโลชี สักปาล
ภีมมาไพ สักปาล
ลายมือชื่อ Dr.ambedkar signature.jpg

ดร. ภีมราว รามชี อามเพฑกร (มราฐี: डॉ.भीमराव रामजी आंबेडकर) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย และเป็นประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย ท่านถูกยกย่องให้เป็นๅ "บิดาแห่งรัฐธรรมนูญอินเดีย" อีกด้วย อามเพฑกร เป็นผู้อุปถัมภพระพุทธศาสนาในประเทศอินเดีย และได้เดินร่วม ขบวนกับ มหาตมา คานธี และ ชวาหระลาล เนห์รู เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ ต่อมาเนห์รูได้เป็นนายกรัฐมนตรีและได้แต่งตั้งให้อามเพฑกร เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและกระทรวงยุติธรรม

ประวัติ[แก้]

อามเพฑกร เกิดที่เมืองมฮาว จังหวัดภาคกลาง (ปัจจุบันคือรัฐมัธยประเทศ) เป็นบุตรสุดท้องในจำนวน 14 คน ของนาย รามชี มาโลชี สักปาล (มราฐี: रामजी मालोजी सकपाल) และ นางภีมมาไพ (มราฐี: भीमाबाई) พื้นเพครอบครัวมาจากหมู่บ้านอัมพาวดีในอำเภอรัตนคีรี รัฐมหาราษฏระ พวกเขาถูกกดขี่จากสังคมอย่างรุนแรงเพราะเป็นจัณฑาล บรรพบุรุษของอามเพฑกรได้ทำงานให้กับบริษัทอินเดียตะวันออกมานานพอสมควร และ พ่อของเขาเคยถูกเกณฑ์เป็นทหารให้กับกองทัพอินเดียในเมืองมฮาว เขาได้สนับสนุนลูกๆของเขาในการผลักดันให้เรียนต่อ

รามชี สักปาล สนับสนุน ให้ลูกของเขาได้เรียนพื้นฐานของศาสนาฮินดู และใช้ตำแหน่งทางทหารของเขาในการ ให้เรียนที่โรงเรียนรัฐบาล แต่ก็ต้องอดทนกับการกดขี่ของพวกที่วรรณะอื่น

อามเพฑกรและเด็กที่เป็นจัณฑาลคนอื่นๆ ถูกแยกจากเพื่อน ๆ คนอื่นโดยแม้กระทั่งครูก็ยังรังเกียจความเป็นจัณฑาลในตัวเขา พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนในชั้นเรียนและเมื่อเวลาดื่มน้ำจากคนวรรณะอื่น ก็ต้องอ้าปากให้น้ำกรอกลงมาที่ปาก สร้างความเจ็บช้ำใจแก่อามเพฑกรอย่างมาก

พ่อของเขาได้ลาออกจากกองทัพเมื่อปี ค.ศ. 1894 ครอบครัวเขาย้ายไปที่เมือง ซาร์ตารา สองปีต่อมา นางภีมาไพได้เสียชีวิตลง ป้าของเขาได้เลี้ยงดูและต้องอยู่เพียงห้าคน

อามเพฑกร นามสกุลนี้มาจากหมู่บ้านของบรรพบุรุษ คือ หมู่บ้านอัมพาวดี ครูที่สงสารเขาได้ไปแก้ที่ทะเบียนของโรงเรียน ทำให้ตั้งแต่นั้น คนอื่นก็เข้าใจว่า เขามาจากวรรณะพราหมณ์

พ่อของเขาได้แต่งงานใหม่ในปี ค.ศ. 1898 และย้ายไปที่เมืองบอมเบย์(หรือมุมไบในปัจจุบัน) อามเพฑกรเป็นนักเรียนในวรรณะจัณฑาลคนแรกของโรงเรียน ถึงแม้เขาจะถูกเลือกปฏิบัติ แต่ในปี ค.ศ. 1907 เขาได้รับการยอมรับให้ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยบอมเบย์ เป็นคนในวรรณะจัณฑาลคนแรกที่ได้เข้ามหาวิทยาลัยในอินเดียเอง โดยมีการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ในหมู่บ้านของเขา

หลังจากครั้งนั้นแล้ว เขาได้พบกับประวัติของพระพุทธเจ้าโดยอาจารย์ กฤษณะ อาจัน คีลูสการ์ หรือ ดาดา คีลูสการ์ นักวิชาการด้านวรรณะ

อามเพฑกรได้แต่งงานกับนางรามาไบที่มาจากเมืองตาโพลี

ปี ค.ศ. 1908 เขาได้รับทุนพระราชทานจากพระราชาสัญจีราวที่3แห่งเมืองพาโรตะ ปี ค.ศ. 1912 เขาได้รับปริญญาทางเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอมเบย์ และเตรียมทำงานให้กับเมืองพาโรตะ

ภรรยาของเขาได้กำเนิดบุตรชายคนแรกที่ชื่อว่า ยาชวัน ในปีเดียวกัน เขากลับไปย้ายที่เมืองมุมไบเพื่อเฝ้าดูอาการป่วยของพ่อและพ่อได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1913

การเปลี่ยนศาสนา[แก้]

เนื่องจากเดิมอามเพฑกรเป็นชาวจัณฑาล ภายหลังได้เลิกนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เนื่องจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการใช้ระบอบวรรณะ ถูกคนวรรณะอื่นรังเกียจเดียดฉันท์ ซึ่งเขาเคยเผชิญมากับตนเองตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อทำลายความอยุติธรรมนั้น อามเพฑกรจึงได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะที่เมืองนาคปุระ พร้อมกับบุคคลวรรณะศูทรกว่า 500,000 คน เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2499 โดยในการนั้นมีพระภิกษุอยู่ในพิธี ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย 3 รูป คือ ท่านพระสังฆรัตนเถระ (Ven. M. Sangharatana Thera) พระสัทธราติสสเถระ (Ven. S. Saddratissa Thera) และพระปัญญานันทเถระ (Ven. Pannanand Thera) ในพิธีมีการประดับธงธรรมจักรและสายรุ้งอย่างงดงาม ในพิธีนั้น ผู้ปฏิญาณตนได้กล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ

อย่างไรก็ตามในการเปลี่ยนศาสนาครั้งใหญ่ในครั้งนี้ มีทั้งผู้สนับสนุน และคัดค้านเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีผู้นำคำสุนทรพจน์ของอามเพฑกรไปตีพิมพ์เป็นหนังสือ เป็นคำปราศรัยยาว 127 หน้า ขนาด 8 ยก

ถึงแก่อสัญกรรม[แก้]

หลังจากการประกาศเป็นพุทธมามกะได้เพียง 3 เดือน ก็ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2499[3] ท่ามกลางความเสียใจของเหล่าบรรดาชนชั้นวรรณะต่ำในอินเดีย ชวาหระลาล เนห์รู ได้กล่าวอย่างเศร้าสลดว่า "เพชรของรัฐบาลหมดไปเสียแล้ว" มุขมนตรีของบอมเบย์ในขณะนั้น คือนายชะวาน ได้ประกาศให้วันเกิดของอามเพฑกรถือเป็นวันหยุดราชการของรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่ดวงวิญญาณของอามเพฑกร ภรรยาของเขาต้องการจะนำศพของท่านอามเพฑกร ไปทำพิธียังบอมเบย์ รัฐบาลก็ได้จัดเที่ยวบินพิเศษให้ เมื่อเครื่องบินนำศพมาถึงบอมเบย์ ประชาชนหลายหมื่นคนได้มารอรับศพของอามเพฑกรอย่างเนืองแน่น

หลังจากการอสัญกรรมของอามเพฑกร ชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ได้กล่าวสรรเสริญนายอามเพฑกร ความว่า

ชื่ออามเพฑกร จะต้องถูกจดจำต่อไปอีกชั่วกาลนาน โดยเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อลบล้างความยุติธรรมในสังคมฮินดู อามเพฑกรต่อสู้กับสิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเป็นสิ่งที่จำต้องต่อสู้ อามเพฑกร ได้เป็นคนปลุกให้สังคมฮินดูตื่นจากหลับ

ชวาหระลาล เนห์รู[4][5]

สิ่งสืบเนื่อง[แก้]

แม้อามเพฑกรจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ด้วยความดีความชอบและคุนูปการต่อประเทศ รวมไปถึงบุคคลวรรณะต่ำ กระแสการเปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธศาสนายังคงมีอยู่ โดยชาวพุทธในอินเดีย เมื่อมีการสวดสังฆรัตน์จบแล้ว พวกเขาก็สวดโดยให้อามเพฑกรเป็นสรณะด้วย โดยสวดว่า ภีมพัง สรณัง คัจฉามิ จนถึงทุกวันนี้[5]

อ้างอิง[แก้]