บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ (BMW 3 Series) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราระดับต้น (compact executive car) ของบริษัทรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้น 9.5 ล้านคัน และในพ.ศ. 2548 เป็นซีรีส์ที่มียอดขายสูงที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู โดยยอดขายของซีรีส์ 3 คิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายรถบีเอ็มดับเบิลยูทั้งหมดในปี พ.ศ. 2548 โดยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 5 Generation (รุ่น) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (E21, พ.ศ. 2518 - 2526)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 รุ่นที่ 1

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นแรก หรือ E21 ออกแบบมาเพื่อทดแทนรถรุ่น BMW 2002 มีตัวถัง 2 แบบ คือ ซีดาน 2 ประตู และเปิดประทุน 2 ประตู โดยมีรุ่นดั้งเดิมคือรุ่น 316, 318 และ 320 ซึ่งใช้เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ 4 สูบ แต่ในปลายปีที่เปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยูได้ออกรุ่น 320i มาขายทดแทนรุ่น 320 ซึ่งเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์หัวฉีด ซึ่งจะทำให้เครื่องยนต์มีกำลังมากขึ้น แต่ประหยัดน้ำมัน

ต่อมา ใน พ.ศ. 2522 หลังเกิดวิกฤติน้ำมันแพงขึ้นรอบหนึ่งในช่วงนั้น บีเอ็มดับเบิลยูได้ออกรุ่น 315 ซึ่งมีขนาดลูกสูบเล็กกว่ารุ่นมาตรฐาน 200 ซีซี เพื่อประหยัดน้ำมัน และมีการทำรุ่น 318i เครื่องยนต์หัวฉีด มาทดแทนรุ่น 318 เพื่อให้เครื่องยนต์มีกำลังขึ้นและประหยัดน้ำมัน แต่อย่างไรก็ตาม อีกขั้วหนึ่ง ในปีเดียวกันก็ได้ออกรถรุ่นที่เน้นการมีกำลังมาก คือรุ่น 320/6 ออกมาขายทดแทนรุ่น 320i โดยใช้เครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ 6 สูบ 2000 ซีซี และตามมาด้วยรุ่น 323i ในปีถัดมา ใช้เครื่องยนต์หัวฉีด 2300 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 145 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ในรุ่นแรกนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ มีระบบเกียร์ให้เลือกซื้อ 3 แบบ คือ เกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด, เกียร์ธรรมดา 4 สปีด และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แต่บีเอ็มดับเบิลยูเน้นการขายเกียร์ธรรมดา 4 สปีดเป็นหลัก เพราะเกียร์ธรรมดา 5 สปีดยังเป็นของใหม่ มีราคาแพงกว่าพอสมควร ส่วนเกียร์อัตโนมัติก็ยังไม่ได้รับการพัฒนามากนัก จึงมีราคาแพงและสิ้นเปลืองน้ำมันมาก (ส่วนเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ก็ยังมีราคาแพงมาก จึงยังไม่ใช้กับรถขนาดเล็กอย่าง 3 ซีรีส์)

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ E21 มียอดผลิตรวมทั้งสิ้น 1,364,039 คัน

รุ่นที่ 2 (E30, พ.ศ. 2525 - 2537)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นที่ 2

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นที่ 2 หรือ E30 ได้มีการใส่ภาพลักษณ์ใหม่ๆ เข้าไปมากมาย เช่น มีการทำระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด, ตัวถังซีดาน 4 ประตู เป็นครั้งแรก มีการใช้เครื่องยนต์ระบบหัวฉีด Jetronic และลูกเล่นอื่นๆ อีกมากมาย ที่ไม่มีใน E21 ทำให้ราคาของ E30 เพิ่มขึ้นจนเกือบ 2 เท่า เมื่อเทียบกับ E21 ส่วนภาพรวมอื่นๆ นั้น ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก

E30 มียอดรวมการผลิตทั้งสิ้น 2,339,248 คัน

รุ่นที่ 3 (E36, พ.ศ. 2533 - 2543)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นที่ 3

รุ่นที่ 3 หรือ E36 เป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในทุกตลาดที่บุกไป เป็นรากฐานปูทางความสำเร็จให้บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์รุ่นต่อๆ มา โดยเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในชื่อ Dolphin Shape หรือ ทรงปลาวาฬ ซึ่งมีที่มาจากการที่รูปทรงของ E36 มีความโค้งมนมากขึ้น และไฟหน้าที่เปลี่ยนจากรุ่นก่อนไปอย่างชัดเจน จึงมีคนตั้งชื่อเล่นตามรูปทรงของมัน คือ Dolphin Shape แต่ในประเทศไทย มักเรียกกันว่า "โฉมนกแก้ว"

E36 มีรถให้เลือกหลายเกรด ตั้งแต่เกรดธรรมดา (เครื่องยนต์4สูบ 1600 ซีซี) ไปจนถึงเกรดแรงจัด (เครื่องยนต์ 6 สูบ 3200 ซีซี 24 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 321 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร เร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) นอกจากนี้ยังมีการทำตัวถังแบบซีดาน (รถทรงทั่วไป ภายในกว้างขวาง มีกระโปรงหลัง), คูเป้ (รถทรงสปอร์ต ตัวถังเบา แรงม้าสูง) สำหรับคนที่ชอบความเร็ว, แบบวากอน (คล้ายๆ ฮอนด้า ซีอาร์-วี) สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยว, แบบแฮทช์แบ็ค (คล้ายๆ ฮอนด้า แจ๊ซ) สำหรับคนที่ต้องการรถที่กะทัดรัด ขับง่าย รวมไปถึงรถเปิดประทุน(เปิดหลังคาออกได้) ทำให้ครอบคลุมความต้องการได้กว้างขวาง ประกอบกับการที่รถ บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ เป็นรถขนาดเล็กอยู่แล้ว ราคาไม่แพง(เฉพาะเมื่อเทียบกับซีรีส์อื่นๆ) ทำให้มียอดขายที่สูง

ในรุ่นนี้ มีระบบเกียร์ให้เลือก 4 แบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 กับ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 กับ 5 สปีด ส่วนเกียร์ธรรมดา 4 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีดถูกยกเลิก

รุ่นที่ 4 (E46, พ.ศ. 2541 - 2548)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นที่ 4

รุ่นที่ 4 หรือ E46 ได้ยกเลิกการผลิตเกียร์ธรรมดาแบบปกติลงมั้งหมด โดยหันไปผลิตเกียร์ธรรมดาแบบไร้คลัตช์ (ควบคุมเกียร์ได้เองแบบเกียร์ธรรมดา แต่เวลาเปลี่ยนเกียร์ไม่ต้องเหยียบคลัตช์ จึงสนุกได้แบบเกียร์ธรรมดา แต่ขับสบายเหมือนเกียร์อัตโนมัติ) และเกียร์ธรรมดาแบบอิเล็คโทรไฮเดราลิค (เหมือนเกียร์ธรรรมดาแบบไร้คลัตช์ แต่มีระบบเซนเซอร์เปลี่ยนเกียร์ได้เองเมื่อถึงความเร็วที่ควรเปลี่ยนเกียร์แล้วแต่ไม่มีคำสั่งเปลี่ยนเกียร์จากผู้ขับขี่) ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติแบบทั่วไปก็ยังมีอยู่ ตัวถังยังมีหลากหลายทั้งแบบวากอน, คูเป้, แฮทช์แบ็ค, ซีดาน และแบบเปิดประทุน ครบถ้วน

เครื่องยนต์มีตั้งแต่เครื่องยนต์ขนาด 1900 ซีซี 8 วาล์ว 4 สูบ 105 แรงม้า ประหยัดน้ำมัน ไปจนถึงเครื่องยนต์ขนาด 4000 ซีซี 32 วาล์ว 8 สูบ กำลังสูงสุด 507 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 502 นิวตัน-เมตร ครอบคลุมความต้องการเกือบทุกรูปแบบของผู้ใช้รถ ทำให้มียอดขายยอดเยี่ยม และในปี พ.ศ. 2545 E46 ได้ทำยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ 3 ซีรีส์ นับตั้งแต่เริ่มผลิตมา โดยสามารถขายได้ถึง 561,249 คันในปีเดียว

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ ได้รับคัดเลือกจากนิตยสารชื่อดัง "Car and Driver" ให้เป็น 1 ใน 10 รถยอดเยี่ยมประจำปี ทุกปีตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผลิต (อันที่จริง ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 มาจนถึงปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ ได้รับคัดเลือกเป็นรถยอดเยี่ยมประจำปีมีตลอด 17 ปีซ้อนแล้ว)

รุ่นที่ 5 (E90, พ.ศ. 2548 - 2555)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 3 ซีรีส์ รุ่นที่ 5

รุ่นที่ 5 หรือ E90 สำหรับซีดาน, E91 สำหรับวากอน, E92 สำหรับคูเป้ และ E93 สำหรับรถเปิดประทุน เปิดตัวในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 และภายในสิ้นปีเดียวกัน มียอดการส่งมอบรถแล้วทั้งสิ้น 229,900 คัน และได้หันกลับมาผลิตเกียร์ธรรมดาแบบธรรมดา กับเกียร์อัตโนมัติทั่วไปอีกครั้ง มีการพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีกำลังเพิ่มขึ้น แต่ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 15% สอดคล้องกับวิกฤติราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเครื่องยนต์มีตั้งแต่ขนาด 1600 ซีซี ประหยัดน้ำมัน ไปจนถึง 4400 ซีซี 8 สูบ 456 แรงม้า

สำหรับในประเทศไทย จากเว็บไซต์บีเอ็มดับเบิลยู มีขาย 3 ซีรีส์ โดยมีราคาประมาณ 2.4 - 11.3 ล้านบาท

รุ่นที่ 6 (F30, พ.ศ. 2555 - ปัจจุบัน)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 3 รุ่นที่6

รุ่นที่ 5หรือ F30 สำหรับซีดาน,F31 สำหรับวากอนและGT สำหรับแฮทช์แบค เปิดตัวเมื่อ14 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ในเมืองมิวนิค,ประเทศเยอรมัน โดยได้ถ่ายทอดสดผ่านทางfacebookอีกด้วย