บิลลี เมเรดิท

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บิลลี่ เมเรดิธ
Meredith1.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม William Henry Meredith
วันเกิด 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1874(1874-07-30)
สถานที่เกิด เชิร์ค เวลส์
วันที่เสียชีวิต 19 เมษายน ค.ศ. 1958 (83 ปี)
สถานที่เสียชีวิต แมนเชสเตอร์ อังกฤษ
ส่วนสูง 173 ซ.ม.
ตำแหน่ง กองกลาง
สโมสรเยาวชน
1890-1892 เชิร์ค เอเอเอ เอฟซี
สโมสรอาชีพ*
ปี สโมสร ลงเล่น (ประตู)
1892-1894
1894-1906
1907-1915
1919-1921
1921-1924
นอร์ธวิช วิคตอเรีย
แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แมนเชสเตอร์ ซิตี้
*แสดงสถิติเฉพาะในลีก*
11 (5)
339 (129)
270 (32)
33 (3)
28 (0)
ทีมชาติ
1895-1922 Walesfa.png เวลส์ 048 0(11)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ

วิลเลี่ยม เฮนรี่ เมเรดิธหรือชื่อในวงการคือบิลลี่ เมเรดิธ เป็นนักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ในยุคแรกๆ ได้รับรางวัลอย่างมากมายจากอาชีพนักฟุตบอลและเป็นผู้ได้รับฉายาปีกพ่อมดคนแรก โดยเขาเล่นให้ทีมชาติเวลส์ 48นัด ยิงได้11ประตู รวมถึงเป็นหนึ่งในตำนานของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในตำแหน่งปีกขวาและเป็นนักฟุตบอลยุคแรกๆที่ย้ายข้ามฟากไปเล่นให้ทีมร่วมเมืองของสโมสรต้นสังกัด

เนื้อหา

ประวัติ [แก้]

บิลลี่ เมเรดิธ เกิดเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ.1874 ที่ย่านแบล็ค ปาร์กในเมืองเชิร์คซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในเวลส์อาชีพแรกของเขาเริ่มที่เหมืองถ่านหินแบล็ค ปาร์ค โดยเขาทำงานเป็นคนขี่ม้าสำหรับใช้ในเหมือง

ช่วงเริ่มต้นกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ [แก้]

บิลลี่เข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเดือนตุลาคม ปีค.ศ.1894 โดยไม่ทราบค่าตัวแน่ชัดและลงสนามนัดแรกพบทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดในเดือนเดียวกันนั่นเอง แม้ทีมจะแพ้5-4แต่อีกสัปดาห์ต่อมาเขาก็เริ่มฉายแววตำนานแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ด้วยการยิง2ประตูใส่ทีมนิวตัน ฮีธ(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)ในดาร์บี้แมตช์ครั้งแรกของเขา และเพียงไม่นานเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอลฝั่งซิตี้ด้วยลีลาการเล่นที่ใช้ความเร็วสูง และการล่อหลอกกองหลังฝั่งตรงข้าม และติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 1895

ฤดูกาล1898-1899 เขายิงได้29ประตู โดยเป็นแฮตทริกถึง4ครั้ง และพาสโมสรเลื่อนชั้นในฐานะแชมป์ดิวิชั่น2 (ปัจจุบันคือลีกแชมเปี้ยน ชิพ)ได้สำเร็จ ปีแรกในลีกสูงสุดของเขาและสโมสรไม่ง่ายนักเมื่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้จบฤดูกาลด้วยอันดับ8 และตกไปอยู่ที่11ในฤดูกาล1900-1901 เมื่อจบฤดูกาลแซม โอเมร็อดผู้จัดการทีมก็ตัดสินใจขาย โจ แคสซิดี้ ดาวซัลโว14ประตู ของทีมให้มิดเดิลสโบรช์ไปในราคา 75ปอนด์

ฤดูกาล 1901-1902 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ถึงคราวตกชั้นจากลีกสูงสุด แซม โอเมร็อดลาออกจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วย ทอม มาลี่ย์อดีตผู้เล่นของเปรสตันซึ่งกลายมาเป็นกุนซือคนใหม่ ช่วงปรีซีซั่น มาลี่ย์ตัดสินใจสร้างทีมขึ้นใหม่โดยใช้ดาวเด่นของทีม คือบิลลี่ กิลเลสพีและบิลลี่ เมเรดิธและฤดูกาลนั้นแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์ดิวิชั่น 2ได้อีกครั้งหลังจบฤดูกาล1902-1903 โดยทีมยิงประตูได้มากถึง95ประตูใน34นัด และบิลลี่ กิลเลสพีเป็นดาวซัลโวของทีมโดยยิง30ประตู ส่วนเมเรดิธยิงประตูในฤดูกาลนั้นจากตำแหน่งกองกลางถึง23ประตู

บิลลี่ เมเรดิธ ลากหลบ2ผู้เล่นโบลตัน ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ 1904 ซึ่งเขาเป็นคนยิงประตูชัย

ฤดูกาล 1903-1904 หลังเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้สร้างผลงานอันน่าตื่นตะลึงเมื่อคว้าตำแหน่งรองแชมป์ลีกสูงสุด และคว้าแชมป์เอฟเอคัพหลังจากชนะโบลตัน วันเดอเรอร์สในนัดชิงชนะเลิศ 1-0 โดยบิลลี่ เมเรดิธคือผู้ยิงประตูเดียวของเกมส์และเขายังเป็นกัปตันทีมในนัดดังกล่าวอีกด้วย

ฤดูกาล 1904-1905แมนเชสเตอร์ ซิตี้จัดเป็นหนึ่งในทีมตัวเต็งที่จะคว้าแชมป์ นัดสุดท้ายของฤดูกาลทีมต้องการชัยชนะเหนือแอสตัน วิลล่า แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อทีมแพ้ไป3-1 และได้เพียงอันดับ3 ตามหลังนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดทีมที่ได้แชมป์แค่2แต้ม

หลังจบเกมส์นัดดังกล่าวอเล็กซ์ ลีคผู้เล่นทีมชาติอังกฤษซึ่งเป็นกัปตันทีมของแอสตัน วิลล่ากล่าวให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า บิลลี่ เมเรดิธจ้างวานเขาเป็นเงิน 10ปอนด์ในสมัยนั้นเพื่อล้มบอล และแม้บิลลี่จะต่อสู้ข้อกล่าวหาแต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษก็สั่งปรับเงินและแบนตัวเขาและสโมสรถึง18เดือน

ย้ายสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด [แก้]

เมื่อพ้นข้อกล่าวหาบิลลี่ย้ายทีมอย่างช็อควงการฟุตบอลอังกฤษด้วยการย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคู่ปรับร่วมเมืองของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วยค่าตัว 500ปอนด์ภายใต้การคุมทีมของ เออร์เนสต์ มังก์นัลล์ ผู้จัดการทีมกิตติมศักดิ์คนแรกของสโมสร โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนัดแรกในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1907ซึ่งทีมชนะแอสตันวิลล่า 1-0 จากประตูของแซนดี้ เทิร์นบูลล์ซึ่งมาจากลูกเปิดของบิลลี่ เมเรดิธ โดยทั้งฤดูกาลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดแพ้ไปเพียงแค่4นัดเท่านั้นและจบฤดูกาล 1906-1907ด้วยอันดับ8 โดยเมเรดิธลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดฤดูกาลแรก16นัดและยิง5ประตู

บิลลี่ เมเรดิธ ในชุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฤดูกาล1907-1908แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเริ่มต้นอย่างยอดเยี่ยมด้วยการชนะ3นัดรวด ก่อนจะมาแพ้มิดเดิลสโบรช์ 2-1อย่างไรก็ตามความพ่ายแพ้ในนัดนั้นตามมาด้วยชัยชนะอีก10นัด และถึงจะแพ้ลิเวอร์พูลในวันที่ 25มีนาคม 1908 ถึง7-4 แต่เมื่อจบฤดูกาลทีมก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกของสโมสร บิลลี่ยิงไป10ประตูในฤดูกาลนั้น และเขาสามารถสร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมมากมายเช่นแซนดี้ เทิร์นบูลล์ยิงได้ถึง25ประตูและจอร์จ วอลล์ยิงไป19ประตู

ปี 1908 เมเรดิธต้องประสบปัญหาทางการเงิน เมื่อเกิดเพลิงใหม้ที่ร้านขายอุปกรณ์กีฬาของเขาซึ่งเขาไม่ได้รับเงินประกัน และต้องต่อสู้กับการล้มละลายอยู่นาน

ฤดูกาล1910-1911 เออร์เนสต์ มังก์นัลล์ ผู้จัดการทีมคว้าตัว อีนอค เวสต์มาจากน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเวสต์เป็นนักเตะที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับแซนดี้ เทิร์นบูลล์เพื่อนสนิทของบิลลี่ เมเรดิธ และเมเรดิธก็สนับสนุนทั้ง2เป็นอย่างดี เมื่อเขาสร้างสรรค์การทำประตูให้เพื่อนร่วมทีมอย่างมากมายโดยฤดูกาลนั้นเวสต์ยิงไป20ประตูและเทิร์นบูลยิงไป19ประตู ในนัดสุดท้ายของฤดูกาลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องแย่งแชมป์กับแอสตัน วิลล่า ซึ่งทั้ง2ทีมมีแต้มห่างกันแค่แต้มเดียว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต้องเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ดพบกับทีมอันดับ3อย่างซันเดอร์แลนด์ ขณะที่แอสตัน วิลล่าต้องพบกับลิเวอร์พูล

หลังจบเกมส์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชนะไป5-1 และกองเชียร์ก็พากันลงมาในสนามเพื่อรอลุ้นผลที่แอนด์ฟิลด์ และในที่สุดกองเชียร์ปีศาจแดงก็ได้ดีใจกันจนตัวลอยเมื่อรู้ว่าทีมได้แชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง เพราะวิลล่าออกไปแพ้ 3-1 ทำให้สโมสรเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่2ในรอบ4ปี และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดครั้งที่2ของบิลลี่ เมเรดิธ

ปีค.ศ.1915 ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1ได้ส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลทำให้การแข่งขันฟุตบอลในประเทศต้องหยุดลง และบิลลี่ต้องหยุดเล่นฟุตบอลเนื่องจากภัยสงคราม เมื่อสงครามสงบลงบิลลี่ เมเรดิธในวัยล่วงเลย40ปีก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งในปี 1919 แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นทำให้ฟอร์มของเขาไม่สุดยอดเหมือนเมื่อก่อน

กลับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ [แก้]

ปีค.ศ. 1921 บิลลี่ เมเรดิธในวัย47ปี ย้ายกลับมาแมนเชสเตอร์ ซิตี้อีกครั้งเพื่อที่จะยุติการค้าแข้งของเขาที่นั่น และต่อมาเขาก็เป็นผู้เล่นทีมชาติเวลส์ที่มีอายุมากที่สุดที่ 48ปีและเป็นเจ้าของสถิติผู้เล่นอายุมากที่สุดตลอดกาลของเอฟเอ คัพเมื่อลงเล่นในรอบรองชนะเลิศขณะมีอายุถึง49ปี 245วัน ในแมตช์ที่พบกับนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดและถือเป็นแมตช์สุดท้ายของเขา โดยเขาตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลอย่างเป็นทางการเมื่อจบฤดูกาล 1923-1924 ทีมของเขาจบด้วยอันดับที่11ของตาราง และเขาทำสถิติลงสนามให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้เกินกว่า390นัด ยิงได้เกือบ150ประตู เอกลักษณ์เฉพาะตัวของบิลลี่ที่คนพูดถึงมากก็คือการที่เขาชอบคาบไม้จิ้มฟันลงไปในสนามอยู่เสมอ

บิลลี่ เมเรดิธเสียชีวิตที่บ้านของตัวเองในเมืองแมนเชสเตอร์ในวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1958ที่ ขณะมีอายุ 83ปี

ผลงาน [แก้]

เสื้อและหมวกทีมชาติเวลส์ของ บิลลี่ เมเรดิธ

อ้างอิง [แก้]