บามอว์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บามอว์
ဘမော်
ประมุขรัฐ (Naingandaw Adipadi)
ดำรงตำแหน่ง
1 สิงหาคม พ.ศ. 2486 – 27 มีนาคม พ.ศ. 2488
สมัยก่อนหน้า เริ่มตำแหน่ง
สมัยถัดไป ตำแหน่งยกเลิก
นายกรัฐมนตรี ของพม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ
ดำรงตำแหน่ง
พ.ศ. 2480 – พ.ศ. 2482
สมัยก่อนหน้า ไม่มี เป็นส่วนหนึ่งของบริติชราชหรือบริติชอินเดีย
สมัยถัดไป อูซอว์
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435
มะอูบีน
เสียชีวิต 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 (85 ปี)
ย่างกุ้ง
พรรคการเมือง พรรคซินเยตถา พรรคสวราช
ศาสนา ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก[1][2]

บามอว์ (Ba Maw; พม่า: ဘမော်, ออกเสียง [ba̰ mɔ̀]) เป็นนักชาตินิยมชาวพม่าที่มีบทบาทในพม่าก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่าในสมัยที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเป็นผู้นำของพม่าหลังจากถูกญี่ปุ่นยึดครอง แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด เขาไม่สามารถสู้กับความโดดเด่นของอองซานได้

บทบาทในสมัยอาณานิคม[แก้]

บามอว์เกิดเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2435 ในครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสต์ มีเชื้อสายอาร์เมเนีย บิดาของเขาคืออูเจ เป็นผู้นำชาวสะเทิมก่อกบฏต่ออังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2439 บามอว์ได้รับการศึกษาในโรงเรียนคาทอลิกที่ย่างกุ้งแล้วไปศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกัลกัตตา จากนั้นไปศึกษาต่อในยุโรปจนได้ปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยบอร์โด ประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มมีบทบาททางการเมืองเมื่อราว พ.ศ. 2468 โดยเข้าเป็นสมาชิกพรรคสวราช ซึ่งมีนโยบายต่อต้านระบบรัฐบาลคู่ที่อังกฤษนำมาใช้ในพม่าทุกวิถีทาง แต่ชาวพม่าไม่นิยมพรรคนี้มากนัก เพราะเห็นว่าได้รับความช่วยเหลือจากอินเดีย

บามอว์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเมื่ออาสาเป็นทนายความให้กับอาจารย์ซานหรือซยาซานหัวหน้ากบฏต่อต้านอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2473 ซยาซานถูกจับใน พ.ศ. 2374 และถูกพิพากษาประหารชีวิต แต่ก็ทำให้บามอว์ได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น ในช่วงที่อังกฤษได้เข้ามาประเมินผลการใช้ระบบรัฐบาลคู่ นักการเมืองพม่าในขณะนั้นมีความเห็นแตกเป็นสองฝั่ง อูบาปีได้จัดตั้งสันนิเพื่อการแยกพม่าออกจากอินเดีย บามอว์ซึ่งไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ได้ร่วมกับอูชิตฮไลน์จัดตั้งสันนิบาตต่อต้านการแยกพม่าออกจากอินเดีย แม้ในการเลือกตั้ง ฝ่ายสันนิบาตต่อต้านจะได้รับชัยชนะ แต่ในระดับสภากลับทำอะไรไม่ได้ เพราะบามอว์กับอูชิตฮไลน์กลับเปลี่ยนใจ ไม่ยอมอภิปรายใดๆ และสันนิบาตต่อต้านคนอื่นก็แตกแยกกันเอง รัฐบาลอังกฤษจึงตัดสินใจแยกพม่าออกจากอินเดีย

บามอว์ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการใน พ.ศ. 2477 และเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2480 จนกระทั่งเกิดการจลาจลต่อต้านอินเดียในพม่าเมื่อ พ.ศ. 2481 ผุ้นำฝ่ายค้านที่ต้องการโค่นอำนาจของบามอว์คืออูซอว์ได้ยื่นให้ลงมติไม่ไว้วางใจ แต่บามอว์ผ่านการลงมติไปได้อย่างหวุดหวิดเพราะผู้แทนชาวยุโรปยังสนับสนุนบามอว์ ส่วนอูซอว์ถูกสั่งจำคุกในข้อหาก่อความไม่สงบ แต่ในพม่าก็ยังมีการเดินขบวนและนัดหยุดงานอยู่บ่อยครั้งซึ่งมีกลุ่มทะขิ่นอยู่เบื้องหลัง จนในที่สุดกลุ่มผู้แทนชาวยุโรปเลิกสนับสนุนบามอว์ บามอว์จึงต้องลาออกใน พ.ศ. 2482

หลังจากพ้นจากตำแหน่งแล้ว บามอว์พยายามฟื้นฟูพรรคการเมืองเดิมของตนคือพรรคซินเยตถาแต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน จึงไปร่วมมือกับกลุ่มทะขิ่นจัดตั้งพรรคกลุ่มเสรีภาพโดยบามอว์เป็นประธานพรรค อองซานเป็นเลขาธิการพรรค เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในยุโรป พรรคกลุ่มเสรีภาพประกาศไม่ช่วยอังกฤษรบ บามอว์และกลุ่มทะขิ่นจึงถูกจำคุกใน พ.ศ. 2483 มีเพียงออง ซานที่หนีไปได้

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2[แก้]

เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้าพม่าในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 บามอว์ฉวยโอกาสที่อังกฤษเตรียมถอนตัวออกจากพม่าหลบหนีออกจากที่คุมขังได้ เมื่อญี่ปุ่นเข้ายึดครองพม่าได้เชิญบามอว์ให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลพลเรือนของพม่าในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 ในช่วงแรก บามอว์ให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นโดยดี และค่อยแสดงความเป็นเอกเทศขึ้นในภายหลัง เช่น ไม่ยอมให้สอนภาษาญี่ปุ่นในพม่า แต่ให้เรียนภาษาอังกฤษต่อไป เมื่อชาวพม่าแสดงความไม่พอใจญี่ปุ่นมากขึ้น บามอว์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ไปเจรจาเรื่องเอกราชของพม่ากับญี่ปุ่น ในที่สุด ญี่ปุ่นได้ประกาศเอกราชให้พม่าในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2486 โดยมีบามอว์เป็นผู้นำสูงสุดที่เรียกอธิบดี รัฐธรรมนูญเป็นแบบเผด็จการแบบญี่ปุ่น

แต่ทหารญี่ปุ่นก็ยังควบคุมพม่าอยู่ต่อไป ในช่วงนี้เอง กลุ่มทะขิ่นจึงเริ่มไปติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนบามอว์นั้นมีความรู้สึกต่อต้านอังกฤษ จึงไม่ยอมร่วมมือด้วยแต่ก็ไม่ได้เปิดโปงการกระทำของกลุ่มทะขิ่นต่อญี่ปุ่น ใน พ.ศ. 2487 ความสัมพันธ์ระหว่างบามอว์กับญี่ปุ่นแย่ลง จนถูกลอบสังหารถึงสองครั้ง แต่รอดชีวิตมาได้ ในช่วงปลายสงคราม แม้จะเห็นว่าญี่ปุ่นมีทีท่าจะพ่ายแพ้ แต่บามอว์ก็ไม่ยอมหันไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร รัฐบาลของบามอว์ประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อ 22 เมษายน พ.ศ. 2488 ก่อนจะออกจากประเทศไป บามอว์หนีไปญี่ปุ่น จนพ.ศ. 2489 จึงได้กลับประเทศ

การประชุมวงไพบูลย์แห่งเอเชียบูรพาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2486 ผู้เข้าร่วมจากซ้ายไปขวา: บามอว์, จาง จิ่งฮุ่ย, วาง จิงเว่ย, ฮิเดะกิ โทโจ, พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร, โฮเซ เป. เลาเรล, สุภาส จันทรโภส

หลังสงคราม[แก้]

ผู้นำของสันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ได้ติดต่อให้บามอว์เข้าร่วมด้วย แต่บามอว์ยังคงปฏิเสธ และตั้งพรรคการเมืองของตนขึ้นแทน ต่อมา เข่ได้ออกมาคัดค้านข้อตกลงอองซาน-แอตลีเพราะเห็นว่าพม่าได้ประโยชน์น้อยเกินไป แต่เนื่องจากประชาชนสนับสนุนออง ซานมาก การคัดค้านของบามอว์จึงไม่สำเร็จ หลังจากออง ซานถูกสังหารใน พ.ศ. 2490 บามอว์เป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยแต่พ้นข้อกล่าวหาไป เมื่อเกิดกบฏคอมมิวนิสต์และกะเหรี่ยงใน พ.ศ. 2491 บามอว์ถูกตั้งข้อสงสัยอีก ทำให้เขาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลตลอด เขาเข้าร่วมการเลือกตั้งอีกหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ บทบาททางการเมืองของเขายุติลงอย่างสิ้นเชิงหลังการปฏิวัติของนายพลเนวินใน พ.ศ. 2505 จนกระทั่งถึงแก่อนิจกรรมเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2520

อ้างอิง[แก้]

  • วิไลเลขา ถาวรธนสาร. ดร. บามอว์ ใน สารานุกรมประวัติศาสตร์สากลสมัยใหม่: เอเชีย เล่ม 1 อักษร A-B ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กทม.ราชบัณฑิตยสถาน. 2539. หน้า 352-359
  1. A History of Modern Burma (1958), pg 318
  2. A History of Modern Burma (1958), pg 464; Although a Catholic, Ba Maw identified himself publicly with the Buddhist faith during his tenure as the Adipadi. As Adipadi, Dr. Ba Maw completely identified himself with the Buddhist faith. He took the oath of refuge in the Three Jewels (Buddha, Dhamma, Sangha), and pledged himself to "defend the Buddhist faith like the royal defenders of the old." He fed the monks at...

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]