บัวบก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บัวบก
บัวบก
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Plantae
วงศ์: APIACEAE (UMBELLIFERAE)
สกุล: Centella
สปีชีส์: asiatica
ชื่อทวินาม
Centella asiatica
(L.) Urb.

ชื่อสามัญ[แก้]

บัวบก, Asiatic pennywort, barmi, gotucola, Indian pennywort, Indian water navelwort, Asiatic pennywort.

ชื่อท้องถิ่น[แก้]

ดอกบัวบก, ต้นบัวบก, ใบบัวบก, ผลบัวบก, รากบัวบก, ประหนะเอขาเด๊าะ, ผักแว่น, ผักหนอก, บัวบก ปะหนะเอขาเด๊าะ (กระเหรี่ยง ? แม่ฮ่องสอน);ผักแว่น (ภาคใต้);ผักหนอก (ภาคเหนือ)

รูปร่าง/ลักษณะ[แก้]

ลำต้น: เป็นพรรณไม้ล้มลุก อยู่ในจำพวกผัก ลำต้นชอบเลื้อยไปตามพื้นดินที่ชื้นแฉะโดยทั่วๆ ไป ขึ้นง่าย ใบ: เป็นใบเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่ข้อ ข้อละ 2-10 ใบ มีลักษณะ คล้ายรูปไต ดอก: จะออกเป็นช่อคล้ายร่ม เดี่ยวๆ หรือมีประมาณ 2-5 ช่อ หนึ่งมักจะมีประมาณ 3-4 ดอก ดอกจะเป็นสีม่วงอมแดง ก้านช่อดอกจะมีประมาณ 0.5-5 เซนติเมตร ริ้วประดับจะมีประมาณ 2-3 ใบ เกสร เกสรตัวผู้นั้นจะสั้น ผล: จะมีลักษณะแบน มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร, พืชล้มลุก สูง 6 – 10 ซม. มีไหลทอดเลื้อย ออกรากตามข้อ ใบ เป็นใบเดี่ยว แตกจากบริเวณข้อ รูปไตถึงรูปแผ่กลม กว้าง 1.5 – 3 ซม. ยาว 1.3 – 3 ซม. ปลายใบกว้าง ฐานใบเว้ารูปหัวใจก้านใบยาว 1 – 4.5 ซม. ดอก สีม่วง ออกเป็นช่อกระจุกกลมตามซอกใบหรือตรงข้ามกับใบ ก้านช่อดอกยาว 4 – 8 มม. ดอกย่อยขนาดผ่านศูนย์กลาง 3 – 4 มม. กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีกว้าง เกสรผู้ 5 อัน ติดอยู่ระหว่าง กลีบดอก ก้านชูเกสรเพศเมีย 2 อัน ผล ลักษณะกลมแบนแยกเป็นสองซีก สีเขียว ขนาด 3 – 3.5 มม. แต่ละซีกมีหนึ่งเมล็ด

แหล่งที่พบ[แก้]

พบทั่วไปในเขตร้อน บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคมพบทั่วไปในเขตร้อน บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม

ชื่อวิทยาศาสตร์[แก้]

Centella asiatica (L.) Urb.

ชื่อท้องถิ่น[แก้]

ผักหนอก

ชื่อสามัญ[แก้]

บัวบก

วงศ์[แก้]

APIACEAE (UMBELLIFERAE)APIACEAE (UMBELLIFERAE)

สกุล[แก้]

Centella

ชนิด[แก้]

asiatica

คุณสมบัติ/ลักษณะของตัวอย่าง[แก้]

พืชล้มลุก สูง 6 – 10 ซม. มีไหลทอดเลื้อย ออกรากตามข้อ ใบ เป็นใบเดี่ยว แตกจากบริเวณข้อ รูปไตถึงรูปแผ่กลม กว้าง 1.5 – 3 ซม. ยาว 1.3 – 3 ซม. ปลายใบกว้าง ฐานใบเว้ารูปหัวใจก้านใบยาว 1 – 4.5 ซม. ดอก สีม่วง ออกเป็นช่อกระจุกกลมตามซอกใบหรือตรงข้ามกับใบ ก้านช่อดอกยาว 4 – 8 มม. ดอกย่อยขนาดผ่านศูนย์กลาง 3 – 4 มม. กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีกว้าง เกสรผู้ 5 อัน ติดอยู่ระหว่าง กลีบดอก ก้านชูเกสรเพศเมีย 2 อัน ผล ลักษณะกลมแบนแยกเป็นสองซีก สีเขียว ขนาด 3 – 3.5 มม. แต่ละซีกมีหนึ่งเมล็ด


ข้อมูลสถานที่และรายละเอียดสภาพแวดล้อม[แก้]

พบทั่วไปในเขตร้อน บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคมพบทั่วไปในเขตร้อน บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะหรือริมน้ำออกดอกช่วงเดือนมิถุนายน – ตุลาคม

วัตถุประสงค์ของการนำมาใช้ประโยชน์[แก้]

กลุ่มยาแก้ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ

รายละเอียดการนำมาใช้ประโยชน์[แก้]

สรรพคุณ[แก้]

เปลือกต้น - แก้ปวดท้อง แก้ลม คุมธาตุ ใบ - แก้ปวดมวน ดอกตูม - รับประทานขับลม ใช้แต่งกลิ่น ดอกกานพลูแห้ง ที่ยังไม่ได้สกัดเอาน้ำมันออก และมีกลิ่นหอมจัด มีน้ำมันหอมระเหยมาก รสเผ็ด ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง และแน่นจุกเสียด แก้อุจจาระพิการ แก้โรคเหน็บชา แก้หืด แก้ไอ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เลือดเสีย ขับน้ำคาวปลา แก้ลม แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ ขับเสมหะ แก้เสมหะเหนียว ขับผายลม ขับลมในลำไส้ แก้ท้องเสียในเด็ก แก้ปากเหม็น แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้รำมะนาด กับกลิ่นเหล้า แก้ปวดฟัน ผล - ใช้เป็นเครื่องเทศ เป็นตัวช่วยให้มีกลิ่นหอม น้ำมันหอมระเหยกานพลู - ใช้เป็นยาชาเฉพาะแห่ง แก้ปวดฟัน ฆ่าเชื้อทางทันตกรรม เป็นยาระงับการชักกระตุก ทำให้ผิวหนังชา สารเคมี: Eugenol, Cinnamic aldehyde Vanillin น้ำมันหอมระเหย Caryophylla - 3(12)-6-dien-4-ol

คำเตือน[แก้]

แก้อาการท้องขึ้น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม และปวดท้อง ใช้ดอกกานพลูโตเต็มที่ ที่ยังตูมอยู่ 4-6 ดอก หรือ 0.25 กรัม ในผู้ใหญ่ - ใช้ทุบให้ช้ำ ชงน้ำดื่มครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว ในเด็ก - ใช้ 1 ดอก ทุบแล้วใส่ลงในขวดนม เด็กอ่อน - ใช้ 1 ดอก ทุบใส่ในกระติกน้ำที่ไว้ชงนม ช่วยไม่ให้เด็กท้องขึ้นท้องเฟ้อได้ ยาแก้ปวดฟัน ใช้นำมันจากการกลั่นดอกตูมของดอกกานพลู 4-5 หยด ใช้สำลีพันปลายไม้ จุ่มน้ำมันจิ้มในรูฟันที่ปวด จะทำให้อาการปวดทุเลา และใช้แก้โรครำมะนาดก็ได้ หรือใช้ทั้งดอกเคี้ยว แล้วอมไว้ตรงบริเวณที่ปวดฟันเพื่อระงับอาการปวด หรือใช้ ดอกกานพลูตำพอแหลกผสมกับเหล้าขาวเพียงเล็กน้อยพอแฉะใช้จิ้มหรืออุดฟันที่ปวด ระงับกลิ่นปาก ใช้ดอกตูม 2-3 ดอก อมไว้ในปาก จะช่วยทำให้ระงับกลิ่นปากลงได้บ้าง


แหล่งที่มา[แก้]

หน่วยงาน  : องค์การสวนพฤกษศาสตร์

หน่วยงาน  : สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

หน่วยงาน  : Thai Herb

http://www.thaibiodiversity.org/Life/LifeDetail.aspx?LifeID=6