บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน


บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือบะหมี่แห้งที่กึ่งเตรียมทำมาให้แล้ว โดยปกติจะทานเมื่อได้เติมน้ำร้อนประมาณ 3-5 นาที ในปัจจุบันได้มีมากมายหลายยี่ห้อ มีทั้งชนิดซอง-ถ้วยและมีรสชาติต่างๆ มากมาย ถึงแม้ว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่จะมาจากทวีปเอเชีย ไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย เกาหลี แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการนิยมทานกันในยุโรป อเมริกาเหนือ หรืออเมริกาใต้ เพราะว่าราคาที่ถูกนั่นเอง คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า มาม่า ตามยี่ห้อของผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคย[1]

ประวัติ[แก้]

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย โมโมฟุคุ อันโดะ จากบริษัท นิสชิน ฟูดส์ ประเทศญี่ปุ่น โมะโมะฟุคุได้พัฒนากระบวนการผลิตเส้นบะหมี่โดยการทอดและอบแห้งเป็นการถนอมอาหารที่สามารถนำกลับมารับประทานได้อีกครั้งเมื่อเติมน้ำร้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางจำหน่ายครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมือวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ภายใต้เครื่องหมายการค้า "ชิกิง ราเมง" (Chikin Ramen) ราคา 35 เยน จากผลสำรวจชาวญี่ปุ่นในปีพ.ศ. 2543 พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสิ่งคิดค้นที่ดี่ที่สุดในศตวรรษที่ 20[2] มีบริษัทผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเกิดขึ้นอีกมากมายทั้งใน จีน ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ อเมริกา และวางจำหน่ายไปทั่วโลก ปีพ.ศ. 2548 ในประเทศไทยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเช่นกัน เนื่องจากมีราคาถูกที่สามารถหาซื้อรับประทานกันได้ทั่วไป[3]

วิธีการผลิตเส้นบะหมี่[แก้]

การผลิตจะทำเป็นระบบอุตสาหกรรม โดยนำแป้งสาลีมาคลุกกับส่วนผสมต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับบะหมี่แต่ละรสชาติ เมื่อได้ที่แล้วนำแป้งเหล่านั้นเข้าเครื่องอัดให้เป็นแผ่น นำไปรีดให้มีขนาดบางประมาณ 0.8 มิลลิเมตร แล้วสไลด์ด้วยมีดสั้นลักษณะเป็นซี่ๆ จนแป้งกลายเป็นเส้นหยักๆ นำไปนึ่งในน้ำเดือด เป่าด้วยลมเย็นก่อนจะนำไปตัดเป็นก้อน

ก้อนบะหมี่ที่มีขนาดพอเหมาะถูกลำเลียงไปราดน้ำซุป จากนั้นเป่าลมให้สะเด็ดน้ำก่อนเรียงใส่บล็อก และนำไปทอดให้เหลืองกรอบ นำบะหมี่ที่ทอดเสร็จแล้วเข้าเครื่องทำความเย็นเพื่อลดอุณหภูมิให้เหมาะสำหรับบรรจุใส่ซอง

รสชาติ[แก้]

รสของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะอยู่ที่เครื่องปรุงโดยนำมาจากอาหารชนิดอื่นๆ รสที่นิยมจำหน่ายกันเช่น รสหมูสับ รสต้มยำ รสแห้งผัดขี้เมา ขนาดของเส้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ผู้ผลิตจะทำให้เป็นรุ่นหรือรูปแบบที่แตกต่างกัน

อันตรายจากการบริโภคมากเกินไป[แก้]

ในทางโภชนาการ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไม่ได้ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่อย่างใด มีพลังงานแคลเลอรีสูง มีองค์ประกอบของไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูงมาก ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ, เบาหวาน และอาการหลอดเลือดในสมอง โดยประเทศที่มีการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก คือ เกาหลีใต้ ที่มีขายอยู่ทุกมุม แม้กระทั่งสระว่ายน้ำหรือห้องสมุด เพราะสะดวกต่อการบริโภคและราคาถูก การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะก่อให้เกิดความบกพร่องของระบบเผาผลาญอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโรคเบาหวาน และยังทำให้เกิดโรคเบาหวานและหัวใจ โดยเฉพาะในผู้หญิง แต่จะไม่พบในผู้ชาย

ในจีน เมื่อปี พ.ศ. 2556 มีอัตราการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากถึง 46,000 ล้านห่อ คิดเป็นร้อยละ 44 ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองทั่วโลก เฉลี่ยแล้วคนละ 32 ซองต่อปี แต่ก็ยังเป็นอัตราส่วนน้อยกว่าการบริโภคต่อคนเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้, อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น [4]

อ้างอิง[แก้]

  • นิตยสาร oom ฉบับเดือนกันยายน 2549
  1. "‘ซีร็อกซ์’ กับดัก ‘เจเนอริกเนม’". ผู้จัดการออนไลน์. 5 November 2000. สืบค้นเมื่อ 28 September 2014. 
  2. "Japan votes noodle the tops". BBC News. 2000-12-12. สืบค้นเมื่อ 2007-04-25.  BBC News
  3. "Using their noodles – World". Melbourne: theage.com.au. 2005-09-05. สืบค้นเมื่อ 2009-05-29. 
  4. "ทันโลก". ไทยพีบีเอส. 27 September 2014. สืบค้นเมื่อ 28 September 2014. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]