บะกุมะสึ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

Satsuma-samurai-during-boshin-war-period.jpg

บะกุมะสึ (ญี่ปุ่น: 幕末 bakumatsu ?, "ปลายยุคบะกุฟุ") เป็นชื่อเรียกช่วงเวลาปลายยุคเอะโดะซึ่งนำไปสู่การสิ้นสุดของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ ชื่อดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นจากเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยรวมระหว่างปี ค.ศ. 1853 - 1867 ซึ่งเป็นระยะที่ญี่ปุ่นได้ยกเลิกนโยบายปิดประเทศที่เรียกว่า ซะโคะคุ และเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลแบบศักดินาของโชกุนไปสู่รัฐบาลสมัยใหม่ในยุคเมจิ การแบ่งแยกทางอุดมการณ์และทางการเมืองในยุคนี้ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นกลุ่มผู้รักชาติที่เรียกว่า "อิชินชิชิ" ซึ่งสนับสนุนจักรพรรดิ และกองกำลังฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลโชกุนตระกูลโทะกุงะวะ เช่น กลุ่มชินเซ็งงุมิ เป็นต้น

เนื้อหา

ความไม่ลงรอยเรื่องการต่างประเทศ[แก้]

พลเรือจัตวาเพอร์รี (1853–54)[แก้]

ปัญหาทางการเมืองและการก้าวไปสู่ความทันสมัย[แก้]

แผ่นดินไหว[แก้]

สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ (1858)[แก้]

วิกฤตการณ์และความขัดแย้ง[แก้]

วิกฤตทางการเมือง[แก้]

การโจมตีชาวต่างชาติและกลุ่มผู้สนับสนุน[แก้]

การโจมตีบุคคลสัญชาติอังกฤษในเอะโดะ ค.ศ. 1861

วิกฤตทางเศรษฐกิจและการเงิน[แก้]

มูลค่าการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น
(1860–1865, สกุลเงินดอลล่าร์เม็กซิโก)[1]
1860 1865
การส่งออก 4.7 ล้าน 17 ล้าน
Iการนำเข้า 1.66 ล้าน 15 ล้าน

โองการ "ขับไล่คนเถื่อน" (ค.ศ. 1863)[แก้]

ภาพวาดแสดงความคิด โจอิ (攘夷, "ขับคนป่าเถื่อน") ในปี ค.ศ. 1861

การแทรกแซงทางทหารต่อกลุ่มซนโนโจอิ (ค.ศ. 1863–1865)[แก้]

การแทรกแทรกของสหรัฐอเมริกา (ก.ค. 1863)[แก้]

การแทรกแซงของฝรั่งเศส (ส.ค. 1863)[แก้]

การโจมตีเมืองคะโงะชิมะ (ส.ค. 1863)[แก้]

ภาพมุมสูงของการยิงถล่มเมืองคะโงะชิมะโดยราชนาวีอังกฤษ, 15 สิงหาคม ค.ศ. 1863 ภาพจากหนังสือพิมพ์ Le Monde Illustré

จากความไม่พอใจชาวตะวันตกที่ลุกลามไปทั้งประเทศ ทำให้มีการตรา "โองการขับไล่คนเถื่อน" ขึ้น และญี่ปุ่นเริ่มการขับไล่โดยการเข้าโจมตีกองเรือสินค้าของชาติตะวันตกที่ผ่านช่องแคบชิโมะโนะเซะกิ ทำให้บรรดาชาติตะวันตกนำโดยราชนาวีอังกฤษทำการตอบโต้ญี่ปุ่น

การยับยั้งกบฏแคว้นมิโตะ (พ.ย. 1864)[แก้]

กองทัพรัฐบาลโชกุนเคลื่อนพลไปปราบกบฏแคว้นมิโตะในปี ค.ศ. 1864

กบฏแคว้นโชชู[แก้]

การโจมตีเมืองท่าชิโมะโนะเซะกิ (ก.ย. 1864)[แก้]

สนธยาแห่งรัฐบาลโชกุน[แก้]

การปราบโชชูครั้งที่ 2 (มิ.ย. 1866)[แก้]

การปรับปรุงและก้าวไปสู่ความทันสมัย[แก้]

สงครามโบะชิง[แก้]

จากการที่กลุ่มขุนนางและซะมุไรในราชสำนักซึ่งเดิมไม่พอใจนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลโชกุนโทะกุงะวะ สามารถขึ้นมามีอิทธิพลจนสามารถควบคุมราชสำนักไว้ได้อย่างมั่นคง ภายใต้รัชสมัยใหม่ของจักรพรรดิเมจิ ทำให้ โทะกุงะวะ โยะชิโนะบุ ผู้ดำรงตำแหน่งโชกุนในเวลานั้น ได้ตระหนักถึงสถานการณ์ของตน จึงได้สละตำแหน่งและถวายพระราชอำนาจการปกครองคืนแก่องค์จักรพรรดิ โดยหวังไว้ว่าการกระทำดังกล่าวของตนจะช่วยรักษาตระกูลโทะกุงะวะ และเปิดทางให้คนในตระกูลเข้าไปมีส่วนร่วมในรัฐบาลชุดใหม่

อย่างไรก็ตาม กลุ่มขุนนางก็ไม่เปิดทางให้โทกุงะวะขึ้นมามีอำนาจอีก ทำให้การเมืองในยุคนั้นถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายตระกูลโทะกุงะวะ และฝ่ายราชสำนัก และในไม่ช้าก็มีพระบรมราชโองการให้แคว้นซะสึมะและแคว้นโชชูล้มล้างตระกูลโทะกุงะวะ ได้ทำให้โยะชิโนะบุต้องเปิดฉากการรบเพื่อยึดราชสำนักของจักรพรรดิที่นครหลวงเคียวโตะ แต่ด้วยกองทัพที่ทันสมัยของราชสำนักทำให้ฝ่ายโทะกุงะวะต้องล่าถอยขึ้นไปทางเหนือที่เกาะฮกไกโด ณ ที่นั่นฝ่ายโทะกุงะวะได้สถาปนาสาธารณรัฐเอะโสะ ในที่สุด กองทัพของราชสำนักก็สามารถพิชิตฮกไกโดได้ และทำให้อำนาจการปกครองในญี่ปุ่นรวมศูนย์อยู่ที่ราชสำนักอย่างแท้จริง

ดูเพิ่ม[แก้]

บุคคลสำคัญ[แก้]

บุคคลสำคัญในระดับรองของยุค:

Matsudaira Yoshinaga, Date Munenari, Yamanouchi Toyoshige and Shimazu Nariaki are collectively referred to as ญี่ปุ่น: Bakumatsu no Shikenkō 幕末の四賢侯 ?.

ผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติ:

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. ที่มา: The Emergence of Meiji Japan, Marius B. Jansen, p.175.

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]