น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
น้ำคร่ำอุดหลอดเลือด
(amniotic fluid embolism)
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
ICD-10 O88.1
ICD-9 673.1
DiseasesDB 574
eMedicine med/122
MeSH amniotic fluid&field=entry#Tree

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด (อังกฤษ: amniotic fluid embolism) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติศาสตร์ที่พบน้อยและยังไม่เป็นที่เข้าใจแน่ชัด เกิดจากการที่มีน้ำคร่ำ หรือเส้นผม หรือเศษชิ้นเนื้อต่างๆ ของทารกหลุดเข้าสู่กระแสเลือดของมารดาผ่านทางรกในขณะคลอดและทำให้เกิดอาการแพ้ ภาวะนี้ทำให้เกิดความล้มเหลวในระบบหัวใจและปอด ทำให้เกิดภาวะเลือดแข็งตัว และเป็นอันตรายถึงชีวิตแก่มารดาได้

ในปี พ.ศ. 2484 Steiner และ Luschbaugh อธิบายภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดเป็นครั้งแรก หลังจากพบเศษชิ้นเนื้อของทารกในเส้นเลือดปอดของมารดาที่เสียชีวิตขณะคลอด

ข้อมูลปัจจุบันจาก National Amniotic Fluid Embolus Registry ทำให้เชื่อว่ากลไกการเกิดโรคนี้คล้ายคลึงกับภาวะแพ้รุนแรงมากกว่าภาวะเส้นเลือดอุดตัน ทำให้มีการเสนอให้ใช้คำว่า กลุ่มอาการแพ้รุนแรงจากการตั้งครรภ์ (Anaphylactoid syndrome of pregnancy) ขึ้นใช้แทนคำเดิม[ใครกล่าว?] เนื่องจากในมารดาที่มีอาการและอาการแสดงเข้ากันได้กับภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดนั้นไม่ได้พบเศษชิ้นเนื้อของทารกหรือน้ำคร่ำในเส้นเลือดปอดเสมอไป

การวินิจฉัยภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดมักได้จากการชันสูตรโดยพบเซลล์สความัสของทารกในเส้นเลือดปอดของมารดา อย่างไรก็ดี เซลล์สความัสของทารกก็พบได้บ่อยในเส้นเลือดของมารดาที่ไม่มีอาการ สำหรับในมารดาที่มีอาการรุนแรงมากนั้นการพบเซลล์สความัสของทารกในตัวอย่างเลือดที่ได้จาก distal port ของ pulmonary artery catheter ถือว่าทำให้นึกถึงภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดแต่ไม่ใช่เกณฑ์การวินิจฉัย การวินิจฉัยในปัจจุบันใช้การวินิจฉัยโดยการคัดออกที่มีพื้นฐานอยู่บนอาการแสดงทางคลินิก โดยยังต้องนึกถึงสาเหตุอื่นที่ทำให้มี hemodynamic instability ด้วย

อุบัติการณ์[แก้]

ภาวะน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดนั้นพบน้อยมาก การศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ประมาณไว้ว่าเกิดขึ้นหนึ่งรายต่อการคลอด 8,000-80,000 ครั้ง การศึกษาชิ้นหนึ่งติดตามกลุ่มประชากรย้อนหลังในการเกิด 3 ล้านครั้ง พบว่ามีกรณีน้ำคร่ำอุดหลอดเลือด 7.7 รายต่อการเกิด 100,000 ครั้ง[1]

อ้างอิง[แก้]

  1. Abenhaim, HA, Azoulay, L, Kramer, MS, Leduc, L. Incidence and risk factors of amniotic fluid embolisms: a population-based study on 3 million births in the United States. Am J Obstet Gynecol 2008; 199:49.e1.