นางนพมาศ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สตรีแต่งกายเป็นนางนพมาศ ในงานประเพณียี่เป็ง จังหวัดเชียงใหม่ พ.ศ. 2548

นางนพมาศ หรือ เรวดีนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์[1] เป็นสตรีที่ปรากฏอยู่ใน "เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์" ที่อ้างอิงว่าถูกรจนาขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย มีเนื้อความว่านางนพมาศบอกเล่าถึงความเป็นไปภายในรัฐสุโขทัยว่ามีความเจริญรุ่งเรืองสมบูรณ์พูนสุขนานัปการ ในรัฐมีคนต่างชาติต่างภาษาและศาสนาอาศัยอยู่ร่วมกัน และเรื่องที่เด่นที่สุดคือการที่นางประดิษฐ์กระทงขึ้นมา จนนางนพมาศได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีลอยกระทง[2] กล่าวกันว่านางนพมาศมีรูปโฉมงดงาม ในยุคหลังเมื่อคราเทศกาลลอยกระทงก็มีการประกวดประขันนางนพมาศสืบมา[3]

อย่างไรก็ตามได้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีตัวตนจริงของนางนพมาศ มีนักประวัติศาสตร์หลายท่าน อาทิ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, นิธิ เอียวศรีวงศ์ และสุจิตต์ วงษ์เทศ เห็นว่าเรื่องนางนพมาศนั้นเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เท่านั้นเอง[2][4][5]

ประวัติ[แก้]

ใน เรื่องนางนพมาศ หรือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ระบุว่า นางนพมาศเป็นธิดาของพราหมณ์ในราชสำนักสมัยกรุงสุโขทัย รับราชการเป็นพระปุโรหิตตำแหน่งพระศรีมโหสถ ยศกมเลศครรไลหงส์ พงศ์มหาพฤฒาจารย์ กับมารดาชื่อนางเรวดี นางนพมาศจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า เรวดีนพมาศตามนามมารดา ต่อมาบิดามารดาของนางได้ถวายตัวนางแก่พระร่วงเจ้า (บางแห่งว่าคือพญารามราช[1] บ้างว่าเป็น พญาเลอไท) และเลื่อนเป็นพระสนมเอกในตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์[1] เนื่องด้วยคิดค้นประดิษฐ์กระทงรูปดอกบัวในพระราชพิธีจองเปรียงเป็นที่ถูกพระราชหทัยพระร่วงเจ้า[6]

ข้อสงสัยกับการมีตัวตนจริงของนางนพมาศ[แก้]

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

แรกเริ่มได้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการมีตัวตนของนางนพมาศ ปรากฏครั้งแรกในพระดำรัสของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า "หนังสือเรื่องนางนพมาศ ซึ่งฉันเข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์"[4][7] และ "ว่าโดยทางโวหาร ใคร ๆ อ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยความสังเกตจะแลเห็นได้โดยง่าย ว่าเปนหนังสือแต่งในครั้งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง แต่งในระหว่างรัชกาลที่ 2 กับที่ 3 ไม่ก่อนนั้นขึ้นไป ไม่ทีหลังนั้นลงมาเปนแน่...และยังซ้ำมีความที่กล่าวผิดที่จับได้โดยแจ่มแจ้งว่าเปนของใหม่หลายแห่ง ยกตัวอย่างดังตรงว่าด้วยชนชาติต่างๆ หนังสือนี้ออกชื่อฝรั่งหลายชาติ ซึ่งที่จริงไม่ว่าชาติใดยังไม่มีเข้ามาในประเทศนี้เมื่อครั้งนครศุโขไทยเปนราชธานีเปนแน่"[8]

ขณะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงนับถือหนังสือเรื่องนี้อยู่ ทรงคาดว่าหนังสือเรื่องนางนพมาศของดั้งเดิมน่าจะถูกแต่งขึ้นโดยท้าวศรีจุฬาลักษณ์พระสนมเอกในสมเด็จพระร่วงเจ้าจริง หากแต่ฉบับเดิมอาจจะเก่าและขาดหายไปบ้าง จึงมีผู้ที่อยู่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แต่งขึ้นใหม่โดยตั้งใจจะปฏิสังขรณ์ให้เรียบร้อย แต่ผู้แต่งมิได้ถือเอาความจริงเท็จในพงศาวดารเป็นสำคัญ แต่ต้องการจะแต่งให้ไพเราะเพราะพริ้งเรียบเรียงลงไปตามความรู้ที่มีอยู่ในเวลานั้น เรื่องราวในหนังสือจึงวิปลาสไป[1]

ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้ระบุไว้ว่า "ความน่าสนใจของหนังสือเรื่องนี้อยู่ที่ว่าเป็นงานวรรณกรรมที่เขียนในสมัยช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความพยายามที่ไปจัดนางนพมาศเป็นวรรณกรรมสุโขทัยนั้นได้ปิดบังมิให้ได้เห็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอันแฝงเร้นอยู่ในวรรณกรรมชิ้นนี้มาเป็นเวลานาน[1]

สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่มองว่านางนพมาศไม่มีตัวตนจริง ได้กล่าวว่า "ถ้าหากนางนพมาศที่มีตัวตนอยู่จริงก็คงจะมีเพียงบรรดา "เทพีนางนพมาศ" ที่ชนะการประกวดความงามประจำปีตามเวทีประกวดต่าง ๆ ทั่วประเทศไทยมานานหลายสิบปี ซึ่งก็คงจะมีเยอะเกินจนยากที่จะจดจำได้ไหว"[1]

เด็กหญิงที่เข้าประกวดหนูน้อยยี่เป็ง (นางนพมาศรุ่นเด็ก) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ปี พ.ศ. 2548

ทั้งนี้ประเพณีหลวงทางน้ำพบไม่พบในรัฐที่อยู่เหนือจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นไป ส่วนตระพังน้ำในสุโขทัยก็มีไว้ใช้อุปโภคบริโภคในวัดและวัง หาได้ทำกิจสาธารณะอย่างการลอยกระทงอย่างใด ส่วนในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 ที่กล่าวถึงการ "เผาเทียน เล่นไฟ" มีความหมายรวม ๆ เพียงว่าการทำบุญไหว้พระเท่านั้น และไม่ปรากฏการลอยกระทงเลย[9] เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องดังกล่าวขึ้นเพื่อฟื้นฟูพิธีกรรมสำคัญเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร และด้วยความจำเป็นบางประการจึงทรงสมมุติฉากยุคพระร่วงเจ้ากับตัวละครสมมติคือนางนพมาศด้วยให้กระทงทำจากใบตอง นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้คาดการณ์ว่าเรื่องนางนพมาศนี้ถูกเขียนขึ้น "ต้องแต่งอยู่ระหว่าง พ.ศ. 2360-2378 เป็นช้าที่สุด หนังสือนางนพมาศจึงเป็นวรรณกรรมของต้นรัตนโกสินทร์ชิ้นหนึ่ง มีลักษณะร่วมกับวรรณกรรมของยุคเดียวกันหลายประการ"[10] และแพร่หลายจากวังหลวงไปสู่เมืองต่าง ๆ แถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา[9] โดยอ้างอิงเรื่องนางนพมาศเป็นสำคัญ[4] ประวัติและเรื่องราวของนางนพมาศจึงแพร่หลายโดยทั่วไป

แม้จะมีการเปิดเผยว่าเรื่องนางนพมาศและประเพณีลอยกระทงมิได้เกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยก็ตาม กระนั้นทางราชการไทยยังคงหยิบยกเรื่องนางนพมาศขึ้นมาโฆษณาวัฒนธรรมไทยเพื่อขายการท่องเที่ยวอยู่[11]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 "ปริศนา "นางนพมาศ" กับ "ประเพณีลอยกระทง" มีจริงหรือ แท้จริงแล้วเกิดขึ้นในสมัยใดกันแน่?". มติชน. 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  2. 2.0 2.1 "นางนพมาศ ตัวตนจริงหรือตัวละคร". สำนักบรรณสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  3. "รื่นใจ เลาะรั้วมหา'ลัย ชมโฉม “นางนพมาศ”". ASTVผู้จัดการออนไลน์. 24 พฤศจิกายน 2553. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  4. 4.0 4.1 4.2 ทองเนื้อเก้า ประกายแสง (31 ตุลาคม 2556). "ลอยกระทง มรดกทางวัฒนธรรม ที่ถูกทำให้เกิดความเสื่อมเสีย?". สุวรรณภูมิ. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  5. สุจิตต์ วงษ์เทศ. (29 ตุลาคม 2552). "ลอยกระทง-นางนพมาศ มีครั้งแรกในรัชกาลที่ 3 กรุงรัตนโกสินทร์ ไม่เคยมีครั้งกรุงสุโขทัย". มติชนรายวัน, หน้า 20
  6. "นางนพมาศ หญิงคนสำคัญในวันลอยกระทง". Travel.in.th. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  7. สุจิตต์ วงษ์เทศ (29 มิถุนายน 2555). "วรรณกรรมรัฐสุโขทัย แต่งสมัยรัตนโกสินทร์ เพื่อการเมืองภายในและภายนอก". สุวรรณภูมิ. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2557. 
  8. "“ลอยกระทง” พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์แห่งธาราอุษาคเนย์". ASTVผู้จัดการออนไลน์. 22 พฤศจิกายน 2547. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  9. 9.0 9.1 "ลอยกระทง ขอขมาธรรมชาติ". สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. สืบค้นเมื่อ 15 เมษายน 2557. 
  10. นิธิ เอียวศรีวงศ์. "โลกของนางนพมาศ". ไม่มีนางนพมาศ ไม่มีลอยกระทง สมัยสุโขทัย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ:มติชน. 2545, หน้า 114-115
  11. สุจิตต์ วงษ์เทศ (9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554). "นางนพมาศ และนางอื่น ๆ ล้วนทำหน้าที่เพื่อความเป็นไทย". มติชน. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2557.