นาคปรก (ภาพยนตร์)
| นาคปรก | |
|---|---|
ใบปิดภาพยนตร์ |
|
| กำกับ | ภวัต พนังคศิริ |
| เขียน | ภวัต พนังคศิริ ณัฐ นวลแพง โกเศส ชฤทธิ์พร พีระภัทร ชูตระกูล โยธิน สวัสดิ์เรือง |
| แสดง/ พากย์ |
สมชาย เข็มกลัด เรย์ แมคโดนัลด์ ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ทราย เจริญปุระ สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ รัชนู บุญชูดวง |
| เผยแพร่ | สหมงคลฟิล์ม |
| ฉาย | 18 มีนาคม พ.ศ. 2553 |
| ยาว | 100 นาที |
| ภาษา | ไทย |
| รายได้ | 35 ล้านบาท |
นาคปรก (อังกฤษ: The Shadow of Naga) เป็นภาพยนตร์ไทย แนวแอ็กชัน-ดราม่า ผลิตโดย สหมงคลฟิล์ม ออกฉายเมื่อ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553 ได้รับการจัดเรตติ้งภาพยนตร์ประเภท น 18+ (ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป) ผลงานการกำกับและเขียนบทโดย ภวัต พนังคศิริ นำแสดงโดย สมชาย เข็มกลัด, เรย์ แมคโดนัลด์, ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์, ทราย เจริญปุระ, สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์ และ รัชนู บุญชูดวง[1] ภาพยนตร์ทำรายได้ 35 ล้านบาท[2]
เนื้อหา |
[แก้] เนื้อเรื่องย่อ
เรื่องราวของสามโจร ป่าน,ปอ,สิงห์ ที่ร่วมกันวางแผนปล้นรถขนเงิน แต่เคราะห์กรรมทำให้ถูกไล่ตามจับ เมื่อจนมุมตัดสินใจนำเงินที่ปล้นมาได้แอบซ่อนไว้ในวัด และเมื่อย้อนกลับมาขุดหาเงินจึงรู้ว่า ที่ซ่อนเงินอยู่ใต้โบสถ์ โจรร้ายจึงตัดสินใจปลอมตัวแฝงเข้ามาในวัดด้วยการบังคับให้หลวงตาบวชให้ที่วัดแห่งนี้ เหล่าบรรดาพระทั้งหลายต่างรู้สึกสงสัยในพฤติกรรมของกลุ่มพระใหม่ที่มักลอบเข้าไปขุดพื้นโบสถ์เวลากลางคืน
ในขณะเดียวกันทางด้านมัคทายกของวัดวางแผนขโมยพระในโบสถ์เดียวกับที่โจรพยายามขุดหาเงินที่ซ่อนไว้ โจรทั้งสามที่ปลอมตัวเข้ามาได้จับได้โดยบังเอิญ จนกลายเป็นโจรจับโจร ทำให้พระในวัดต่างเลิกคลางแคลงใจเหล่าบรรดาพระใหม่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์พลิกผันที่ยากเกินคาดเดาเมื่อ กิเลส ความเลว และความโลภ เข้าครอบงำถึงส่วนลึกในจิตใจคน คิดดีทำดี สิ่งนี้จะยังคงสถิตอยู่บนโลกใบนี้จริงหรือ
[แก้] นักแสดง
- สมชาย เข็มกลัด รับบท "ป่าน"
- เรย์ แมคโดนัลด์ รับบท "สิงห์"
- ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ รับบท "ปอ"
- อินทิรา เจริญปุระ รับบท "น้ำผึ้ง"
- สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ รับบท "หลวงตาชื่น"
- รัชนู บุญชูดวง รับบท "แม่ของป่านและปอ"
- ธีรยุทธ ปรัชญาบำรุง รับบท "เจ้าอาวาส"
[แก้] เบื้องหลังและคำวิจารณ์
นาคปรก เป็นภาพยนตร์ที่ทาง ภวัต พนังคศิริ ผู้กำกับและผู้เขียนบทได้เวลาขัดเกลาบทภาพยนตร์นานถึง 3 ปี เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเมื่อเข้าฉาย [3] แต่เมื่อเข้าฉายแล้วได้สร้างกระแสฮือฮาในสังคม เนื่องจากนำเสนอประเด็นในทางพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ในทางที่รุนแรง โดยทางสมาคมพุทธศาสน์สัมพันธ์พร้อมกับองค์กรอาสาสมัครเพื่อสันติภาพโลก ได้ยื่นหนังสือต่อทางกระทรวงวัฒนธรรมให้ห้ามการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ เนื่องจากอ้างว่าทำให้ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์เสื่อมเสีย[4]แต่ทว่าภาพยนตร์ก็ยังได้รับการฉาย
ในส่วนของเสียงวิจารณ์ได้รับการวิจารณ์ว่านักแสดง แสดงได้ดี บทภาพยนตร์ทำออกมาได้อย่างเข้มข้น แต่การตัดต่อยังทำได้ขาด ๆ เกิน ๆ และในตอนจบที่สรุปห้วนสั้นเกินไป[5]