ธรรมกาย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ส่วนหนึ่งของ
ศาสนาพุทธ

Dhamma Cakra.svg สถานีย่อย


Dharmacakra flag (Thailand).svg
ประวัติศาสนาพุทธ

ศาสดา

พระโคตมพุทธเจ้า
(พระพุทธเจ้า)

จุดมุ่งหมาย
นิพพาน
ไตรรัตน์

พระพุทธ · พระธรรม · พระสงฆ์

ความเชื่อและการปฏิบัติ
ศีล (ศีลห้า) · ธรรม (เบญจธรรม)
สมถะ · วิปัสสนา
บทสวดมนต์และพระคาถา
คัมภีร์และหนังสือ
พระไตรปิฎก
พระวินัยปิฎก · พระสุตตันตปิฎก · พระอภิธรรมปิฎก
หลักธรรมที่น่าสนใจ
ไตรลักษณ์
อริยสัจ ๔ · มรรค ๘ · อิทัปปัจจยตา
นิกาย
เถรวาท · อาจริยวาท (มหายาน) · วัชรยาน · เซน
สังคมศาสนาพุทธ
ปฏิทิน · บุคคล · วันสำคัญ · ศาสนสถาน · วัตถุมงคล
การจาริกแสวงบุญ
พุทธสังเวชนียสถาน ·
การแสวงบุญในพุทธภูมิ
ดูเพิ่มเติม
อภิธานศัพท์ศาสนาพุทธ
หมวดหมู่ศาสนาพุทธ

ธรรมกาย (สันสกฤต: धर्म काय ธรฺมกาย, บาลี: धम्मकय ธมฺมกาย, อักษรโรมัน : Dharmakāya, จีน: 法身, พินอิน: fǎshēn ) คือพระนามหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในความหมายของพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และคือพระกายหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรากฏอยู่ในทั้งนิกายเถรวาทและมหายาน

เนื้อหา

ธรรมกายในทางนิกายเถรวาท [แก้]

นิกายเถรวาท หมายถึง คณะสงฆ์กลุ่มที่ยึดคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งถ้อยคำ และเนื้อความที่ท่านสังคายนาไว้โดยเคร่งครัด ตลอดจนรักษาแม้แต่ตัวภาษาดั้งเดิมคือภาษาบาลี คำว่าธรรมกายในนิกายเถรวาทนั้น มีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลายนัยยะเช่น พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กล่าวว่าธรรมกายหมายถึง

  1. “ผู้มีธรรมเป็นกาย” เป็นพระนามอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า (ตามความในอัคคัญญสูตร แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค) หมายความว่า พระองค์ทรงคิดพุทธพจน์คำสอนด้วยพระหทัยแล้วทรงนำออกเผยแพร่ด้วยพระวาจา เป็นเหตุให้พระองค์ก็คือพระธรรมเพราะทรงเป็นแหล่งที่ประมวลหรือที่ประชุมอยู่แห่งพระธรรมอันปรากฏเปิดเผยออกมาแก่ชาวโลก; พรหมกาย หรือพรหมภูต ก็เรียก;
  2. “กองธรรม” หรือ“ชุมนุมแห่งธรรม” ธรรมกายย่อมเจริญงอกงามเติบขยายขึ้นได้โดยลำดับจนไพบูลย์ ในบุคคลผู้เมื่อได้สดับคำสอนของพระองค์แล้วฝึกอบรมตนด้วยไตรสิกขาเจริญมรรคาให้บรรลุภูมิแห่งอริยชน ดังตัวอย่างดำรัสของพระมหาปชาบดีโคตมี เมื่อครั้งกราบทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อปรินิพพานตามความในคัมภีร์อปทานตอนหนึ่งว่า “ข้าแต่พระสุคตเจ้า หม่อมฉันเป็นมารดาของพระองค์, ข้าแต่พระธีรเจ้า พระองค์ก็เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ... รูปกายของพระองค์นี้ หม่อมฉันได้ทำให้เจริญเติบโต ส่วนธรรมกายอันเป็นที่เอิบสุขของหม่อมฉัน ก็เป็นสิ่งอันพระองค์ได้ทำให้เจริญเติบโต”; สรุปตามนัยอรรถกถา ธรรมกาย ในความหมายนี้ ก็คือโลกุตตรธรรม ๙ หรืออริยสัจจ์[1]
พุทธศาสนาเถรวาทจึงกล่าวถึงกายของพระพุทธเจ้าไว้เป็น 2 นัย คือ
  1. รูปกาย คือ กายที่เป็นมนุษย์ธรรมดาเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ และเสื่อมสลายเมื่อถึงกาลอันควร
  2. ธรรมกาย หรือ กายธรรม คือ พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งดำรงอยู่โดยไม่ขึ้นกับกาลเวลา

ข้อความที่กล่าวถึงธรรมกาย ในพระไตรปิฎกเถรวาท [แก้]

  • หลักฐานชั้นพระไตรปิฎก

ในพระไตรปิฎกฉบับบาลีอักษรไทย (2525) ซึ่งจัดพิมพ์โดยมหามกุฏราชวิทยาลัย มีปรากฏคำว่า "ธรรมกาย" อยู่ 4 แห่ง โดยส่วนใหญ่อยู่ในพระสูตร ดังนี้

1. ที.ปา. อัคคัญญสูตร 11/55/91-92 ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค หน้า 92 ฉบับบาลี ปี พ.ศ. 2525 ได้กล่าวถึง "ธรรมกาย" ว่า

ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปี พฺรหฺมกาโย อิติปิ ธมฺมภูโต อิติปิ พฺรหฺมภูโต อิติปิฯ

"ดูก่อนวาเสฏฐะ อันว่า คำว่า "ธรรมกาย" ก็ดี "พรหมกาย" ก็ดี "ธรรมภูต" ก็ดี ผู้ที่เป็นธรรมก็ดี หรือ "พรหมภูตะ" ผู้ที่เป็นพรหมก็ดี นี้แหละเป็นชื่อของเราตถาคต"

2. ขุ.อป. มหาปชาบดีโคตรมีเถรีอปทาน 33/157/284

ในขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 33 ข้อ 157 หน้า 284 บรรทัดที่ 12 ฉบับบาลี ปี 2525 ได้กล่าวถึง "ธรรมกาย" ไว้ว่า

สํวทฺธิโตยํ สุคต รูปกาโย มยา ตว อานนฺทิโย ธมฺมกาโย มม สํวทฺธิโต ตยาฯ

"ข้าแต่พระสุคต รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันยังให้เติบโตแล้ว แต่ "ธรรมกาย" อันน่ารื่นรมย์ของหม่อมฉัน พระองค์ให้เติบโตแล้ว"

3. ขุ.อป. ปัจเจกพุทธาปทาน 32/2/20 ในขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 32 ข้อ 2 หน้า 20 บรรทัดที่ 9 ฉบับบาลี ปี 2525 ได้กล่าวถึงว่า

...ภวนฺติ ปจฺเจกชินา สยมฺภูฯ มหนฺตธมฺมา พหุธมฺมกายา...

"พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้สยมภู ทรงเป็นผู้มีธรรมอันใหญ่ มี "ธรรมกาย" มาก"

4. ขุ.อป. อัตถสันทัสสกเถราปทาน อปทาน 32/139/243 ในขุททกนิกาย อปทาน เล่มที่ 32 ข้อ 139 หน้า 243 บรรทัดที่ 1 ฉบับบาลี ปี 2525 ได้กล่าวถึง "ธรรมกาย" ว่า

...ธมฺมกายญฺจ ทีเปนฺติ เกวลํ รตนากรํ วิโกเปตํ น สกฺโกนฺติ โก ทิสฺวา นปฺปสีทติฯ

"บุคคลใดยัง "ธรรมกาย"ให้สว่างแล้วทั้งสิ้น อันเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย อันบุคคลทั้งหลายไม่มีผู้ใดจะทำร้ายได้ ใครเล่าเมื่อเห็นแล้วจะไม่ปลาบปลื้มยินดีนั้น ไม่มี"

และในพระไตรปิฎกฉบับหลวง (2514) เล่มที่ 26 หน้า 334 มีปรากฏคำว่า "ธรรมกาย" ดังนี้

5. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สรภังคเถรคาถา ข้อ 365

...เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่า "สรภังคะ" ไม่เคยได้เห็นโรค คือ อุปาทาน ขันธ์ 5 ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนั้น อันเราผู้ทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้เห็นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสป ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า "โคดม" ก็ได้เสด็จไปแล้วโดยทางนั้น พระพุทธเจ้า 7 พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติแท้โดย "ธรรมกาย" ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจ 4 อันได้แก่ ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ (สมุทัย) ความดับทุกข์ (นิโรธ) ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ (มรรค) เป็นทางไม่เป็นไปแห่งทุกข์ อันไม่มีที่สุดในสงสาร เพราะกายนี้แตกและเพราะความสิ้นชีวิตนี้ การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง

ธรรมกายในทางนิกายมหายานและนิกายอื่นๆ [แก้]

นิกายมหายาน แต่เดิมคือนิกายมหาสังฆิกะแยกออกจากเถรวาทเมื่อครั้งสังคายนาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 100)และพัฒนามาเป็นมหายานในสมัยต่อมา โดยยึดตามคำสอนของครูอาจารย์รุ่นหลัง พัฒนากายอีกหนึ่งกาย ขึ้นจากกายในเถรวาทที่มีเพียงสองกาย เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งกายคือสัมโภคกาย เป็นแนวคิดตรีกายเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย และธรรมกาย

ธรรมกาย ในมหายานกล่าวว่าธรรมกายเป็น กายที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เป็นแก่นแท้ เป็นสัจจธรรม ที่ดำรงอยู่ไม่มีวันสลาย เป็นกายหนึ่งในสามของพระพุทธเจ้าและมีความสำคัญอย่างสูงสุด ไม่สามารถองเห็นได้ ไร้ลักษณะ เป็นอจินไตย(ไม่สามารถนึกหรือคาดเดาได้) มีความเป็นเช่นนั้นเอง(ตถตา) เป็นอมลวิญญาณ(จิตเดิมจิตแท้ของสรรพชีวิต) ทั้งนี้เพราะเป็นอสังขตธรรม พ้นแล้วจากเหตุปัจจัย จึงไม่เกิด และเมื่อไม่มีการเกิดจึงไม่มีการตาย ไม่สะอาด ไม่สกปรก เสมอภาค ไม่เพิ่มลด ไม่ใช่รูปและนาม เป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) ด้วยเหตุนี้ แม้มี (อมลวิญญาณ) ก็เหมือนไม่มี แม้จะว่าไม่มีแต่ก็มี เป็นศูนยตา (ความว่าง) ที่แท้จริง[2] มีความเป็นหนึ่งเดียวไม่มีสอง ไม่มีการแบ่งแยก พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นสิ่งสมมุติ[3]และธรรมกายยังสัมพันธ์กับเรื่องราวของ ตถาคตครรภ์ ,พุทธภาวะ, นิรวาณ(นิพพาน),ศูนยตา,ธรรมธาตุ

แนวคิดเรื่องตรีกายของพระพุทธเจ้า [แก้]

ในทางพุทธศาสนามหายานมีแนวคิดเรื่องกายของพระพุทธเจ้านั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

  1. นิรมาณกาย คือกายมนุษย์เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ โดยบุคลาธิษฐานเป็น พระศรีศากยมุณีพุทธเจ้า (พระโคดม)เป็นการเนรมิตขึ้นจากสัมโภคกาย
  2. สัมโภคกาย คือกายที่รุ่งโรจน์และปรากฏแสดงอยู่เพื่อเทศนาธรรม แก่บรรดาพระโพธิสัตว์หรือพระอริยะเจ้าในสภาวะที่เรียกวา กายทิพย์ ซึ่งปุถุชนทั่วไปมิอาจเห็นได้ มีบุคลาธิษฐานเป็น พระโลจนพุทธะ และยังมีสัมโภคกายอื่นๆด้วยเช่น พระอมิตาภพุทธะ ประทับอยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร พระไภษัชยคุรุ ประทับอยู่ในแดนศุทธิไวฑูรย์ เป็นต้น
  3. ธรรมกาย คือ กายที่แท้จริงไร้ลักษณะว่าเป็นอย่างไร ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็น สัตว์ บุคคล ตัวตนได้ โดยบุคลาธิษฐานเป็น พระไวโรจนพุทธะ ธรรมกายนี้เป็นพระพุทธเจ้าตามความเชื่อของพุทธศาสนา นิกายมหายานและวัชรยานอีกด้วย ไม่มีความเกิด ไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย สภาพสูงสุดแห่งหลักความรู้ ความกรุณา และความสมบูรณ์ แผ่คลุมอยู่ทั่วไป มีสภาวะครอบคลุมทุกสิ่ง และธรรมกายเป็นกายที่สร้างอีกสองกายขึ้นมาด้วย

พระธรรมกายพุทธเจ้า [แก้]

พระธรรมกายพุทธเจ้า(法身佛) คือพระนามหนึ่งของพระไวโรจนพุทธะ ผู้เป็นอาทิพุทธะ หรือพระปฐมพุทธเจ้าตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานและวัชรยาน หรือในอีกหลายพระนามเช่น พระมหาไวโรจนะประภาพุทธเจ้า(大毘盧遮那遍照佛) พระมหาสูรยตถาคต(大日如來) มีความหมายโดยรวมว่า พระพุทธเจ้าทรงมีกายคือธรรม (ธรรมกาย) ที่ส่องสว่างด้วยรัศมีแห่งปัญญาญาณ ฉายส่องไปทั่วธรรมธาตุโดยไร้สิ่งกีดขวาง และพระไวปุลยกายพุทธเจ้า (廣博身佛) หมายถึง พระพุทธเจ้าซึ่งมีพระวรกายกว้างขวางไพบูลย์ (ครอบคลุมซึ่งสรรพสิ่ง)

พระธรรมกายพุทธเจ้ามีความเป็นเอกภาพเท่านั้นและพ้นจากสิ่งที่ปรุงแต่งเป็นสภาพไม่ปรุงแต่งอันแท้จริง ไร้ซึ่งรูปลักษณ์ตัวตนอันโป้ปดมดเท็จ มีความเป็นศูนยตา(ว่างจากตัวตน)อย่างแท้จริง และด้วยความไร้รูปตัวตนนี้จึงสามารถแทรกซึมไปได้ทุกส่วนของจักรวาล และเป็นกายที่แท้จริงของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

คำสอนเรื่องธรรมกายของคณาจารย์นิกายเซน [แก้]

เว่ยหล่าง(พระสังฆปริณายกแห่งนิกายเซนองค์ที่ 6) [แก้]

禪-ฉาน(ธฺยาน,ฌาน,เซน)

“….อาตมาก็จะได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายถึงเรื่องตรีกายของพระพุทธเจ้าแห่งจิตเดิมแท้สืบไป เพื่อท่านทั้งหลายจะสามารถเห็นกายทั้งสามนี้ และจะเห็นแจ้งในจิตเดิมแท้อย่างชัดเจน จงตั้งใจฟังให้ดี และว่าตามดังๆ พร้อมกันทุกคนเหมือนที่อาตมาจะว่านำ “ด้วยกายเนื้อของเรานี้ เราขอถือที่พึ่งในธรรมกายอันบริสุทธิ์ (คือกายแก่น)ของพระพุทธเจ้า…”

ท่านผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย กายเนื้อของเรานี้ อาจเปรียบได้กับโรงพักแรม, ดังนั้นเราจึงไม่สามารถยึดเอาเป็นที่พึ่ง, ในภายในจิตเดิมแท้ของเรา เราอาจหาพบกายทั้งสามนี้ และเป็นของสาธารณะทั่วไปสำหรับทุกคน แต่เนืองจากใจ (ของคนธรรมดาสามัญ) ทำกิจอยู่ด้วยความรู้ผิด เขาจึงไม่ทราบถึงธรรมชาติแท้ในภายในกายของเขา ผลจึงเกิดขึ้นมีว่าเขาไม่รู้จักตรีกายภายในตัวของเขาเอง (มิหนำซ้ำยังเชื่อผิด) ว่าตรีกายนั้น เป็นสิ่งที่แสวงหาจากภายนอก, ท่านจงตั้งใจฟังเถิด อาตมาจะแสดงให้เห็นว่าตัวท่านเอง ท่านจะพบกายเป็นปรากฏการณ์ อันแสดงออกของจิตเดิมแท้ อันเป็นสิ่งไม่อาจพบได้จากภายนอก…”

“จิตเดิมแท้ของเราเป็นของบริสุทธิ์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงการแสดงออกของจิตนี้ กรรมดีกรรมชั่วเป็นเพียงผลของความคิดดีและคิดชั่วตามลำดับฉะนั้น ภายในจิตเดิมแท้ สิ่งทุกสิ่ง (ย่อมบริสุทธิ์จริงแท้) เหมือนกับสีของท้องฟ้ากับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ซึ่งเมื่อเมฆผ่านมาบัง ความแจ่งนั้นดูประหนึ่งว่า ถูกทำให้มัวไป แต่เมื่อเมฆเคลื่อนไปแล้ว ความแจ่มแจ้งกลับมาปรากฏอีก และสิ่งต่างๆ ก็ได้รับแสงมาส่องมาเต็มอย่างเดิม. ….จิตชั่วเปรียบกับเมฆ ความรู้แจ้งแทงตลอดและปัญญาของเราเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ตามลำดับ เมื่เราพัวพันอยู่กับอารมณ์ภายนอก จิตเดิมแท้ของเรา ก็ถูกบดบังไว้ ด้วยความรู้สึกที่ติดรสของอารมณ์ ซึ่งย่อมจะปิดกั้นความรู้แจ้งแทงตลอดและปัญญาของเราไว้มิให้ส่องแสงออกมาภายนอกได้

แต่เผอิญเป็นโชคดีแก่เราอย่างเพียงพอที่ได้พบกับครูผู้รอบรู้ละอารีที่ได้นำธรรมะอันถูกต้องตามธรรมาให้เราทราบ จึงสามารถกำจัดอวิชชาและความรู้ผิดเสียได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา จนถึงกับเราเป็นผู้รู้แจ้งสว่างไสวทั้งภายในและภายนอก และธรรมชาติแท้ของสิ่งทั้งปวงปรากฏตัวมันเออยู่ในภายในจิตเดิมของเรา นี่แหละคือสิงที่บังเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ได้เผชิญหน้ากันกับจิตเดิมแท้ และนี่แหละคือสิ่งซึ่งเรียก ธรรมกายอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า…”

ฮวงโป [แก้]

“ธรรมกายที่แท้จริงของพุทธะ ย้อมเหมือนความว่าง เป็นวิธีกล่าอีกอย่างหนึ่งที่จะกล่าวว่า ธรรมกายคือความว่าง หรือความว่างคือธรรมกาย ก็ตาม คนทั้งหลายมักอวดอ้างว่า ธรรมกาย มีอยู่ในความว่าง และ ความว่าง บรรจุไว้ซึ่ง ธรรมกาย นี้เป็นเพราะเขาไม่รู้แจ้งเห็นจริงว่า สิ่งทั้งสองนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวและอันเดียวกัน แต่ถ้าพวกเธอจำกัดความลงไปว่า ธรรมกายนั้น เป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ใช่ความว่าง ...”

“คำทั้งสองนี้ ไม่แตกต่างจากกันและกันเลย หรือนัยหนึ่งก็คือไม่มีความแตกต่างใดๆ ในระหว่างสามัญสัตว์ทั้งปวงกับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือระหว่างสังสารวัฏกับพระนิพพาน หรือระหว่างโมหะกับโพธิ…”

“พุทธะองค์หนึ่งๆ มี 3 กาย โดยคำว่า ธรรมกาย ย่อมหมายถึง ธรรมะ(ธรรมดา)ของธรรมกายนั้น ไม่อาจจะแสวงหาได้โดยทางการพูดหรือโดยทางการฟัง หรือโดยทางหนังสือ ไม่มีอะไรที่อาจจะพูด หรือทำให้เป็นลายลักษณ์อัหษรเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ มีอยู่ก็แต่ความว่างแห่งสภาวะธรรมดาที่แท้จริงของทุกสิ่งทุกสิ่ง ซึ่งเป็นอยู่เองอันมีอยู่ในทุกที่ทุกหนทุกแห่ง และไม่มีอะไรไปมากกว่านั้นอีก…”

หลักฐานคัมภีร์มหายาน [แก้]

พระไตรปิฎกมหายาน [แก้]

1.มัญชุศรีปรัชญาปารมิตาสูตร

爾時世尊告文殊師利:「汝今真實見如來乎?」文殊師利白佛言:「世尊!如來法身本不可見,我為眾生故來見佛。佛法身者不可思議,無相無形,不來不去,非有非無,非見非不見,如如實際,不去不來,非無非非無,非處非非處,非一非二,非淨非垢,不生不滅。我見如來亦復如是。」

พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระมัญชุศรีว่า “บัดนี้ เธอได้เห็นตถาคตอย่างแท้จริงหรือไม่?” พระมัญชุศรีทูลว่า “พระผู้มีพระภาค! ธรรมกายแห่งพระตถาคตแต่เดิมมาก็ไม่อาจเห็นได้ เพื่อสรรพสัตว์เป็นเหตุข้าพระองค์จึงมาทัศนาพระพุทธองค์ ธรรมกายของพระองค์นั้นเป็นอจินไตย(นึกคิดเอาไม่ได้) ไร้ลักษณะ ไร้รูปร่าง มิได้มาแลมิได้ไป มิใช่มีแลมิใช่ไม่มี มิใช่เห็นแลมิใช่ไม่เห็น ดั่งตถตา (ความเป็นไปอย่างนั้นเอง) ที่ไม่ได้มาและไม่ได้ไป มิใช่การปราศจาก และมิใช่การไม่ปราศจาก มิใช่สถานที่แลมิใช่การไม่ใช่สถานที่ มิใช่การเป็นหนึ่ง มิใช่การเป็นสอง มิใช่ความบริสุทธิ์ มิใช่มลทิน ไม่เกิดไม่ดับ ข้าพระองค์ทัศนาพระตถาคตอยู่อย่างนี้พระเจ้าข้า

2.คัมภีร์วิมลเกียรตินิทเทสสูตร

ได้กล่าวถึงพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าว่า “ก็คือกายแห่งอากาศ มิเกิดขึ้นและมิได้มิเกิด ไร้รูปลักษณ์และมิได้ไร้รูปลักษณ์ ก้าวล่วงการเปรียบเทียบของภพทั้งสาม และหาคำพรรณนาสรรเสริญใดมาเทียบเท่าเห็นไม่มี… ฯลฯ”

พระพุทธเจ้าทั้งปวง ด้วยจากการแสดงของปัจจัยแห่งการเกิดและดับของสรรพสิ่ง จึงให้รู้แจ้งว่า “ปัจจัยนั้นล้วนเกิดขึ้นแต่ความอนัตตา” อันเมื่อสัตยธรรมจริงแท้เป็นเช่นนี้ ก็ย่อมวางเฉยในรูปร่างที่โป้ปดหรือคือสิ่งที่หลอกลวงได้ แล้วเข้าสู่ศูนยตาภาววิสัยอันมิเกิดขึ้นและมิดับสูญ อาศัยธรรมภาวะหรือธรรมธาตุว่าคือกาย ที่ไร้รูปและไร้ลักษณ์

3.คัมภีร์อวตังสกะสูตร

“อันธรรมธาตุแต่เดิมนั้นว่างเปล่า มิอาจยึดถือแลมิอาจพบเห็น สภาวะที่ว่างเปล่านั้นแลคือพระพุทธะ ซึ่งมิอาจตรึกคิดคาดประมาณ”

4.คัมภีร์มหาปรัชญาปารมิตาศาสตร์

“ครั้งหนึ่งเมื่อพระศากยมุนีพุทธเจ้าประทับยังดาวดึงส์เทวโลกแล้วประทานพระธรรมเทศนาเสร็จสิ้นแล้ว คราที่พระองค์เสด็จนิวัติสู่โลกมนุษย์นั้น บรรดามหาชนทั้งปวงล้วนเฝ้ารอรับเสด็จ มีเพียงแต่พระสุภูติเถรเจ้าเท่านั้นที่เร้นกายในพนาวาส นั่งพิจารณาสรรพพุทธธรรมทั้งปวงว่าล้วนแต่มีความศูนย์โดยสภาพ พระศากยมุนีทรงทราบด้วยพระญาณแล้วจึงตรัสกับผู้ที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า สุภูติเป็นผู้ได้อภิวาทเราตถาคตเป็นคนแรก เหตุเพราะว่าสุภูตินั้นได้พิจารณาธรรมทั้งปวงว่าเป็นศูนยตา นี่แหละจึงเรียกว่าได้พบธรรมกายของพระพุทธเจ้า ได้ถวายสักการะอย่างแท้จริง อันเป็นการบูชาที่ประเสริฐสุดแล”

“หากเพ่งพิศพระพุทธะด้วยรูปลักษณ์ นั้นคือพบเพียงลักษณะมายา หากพิจารณา พระพุทธะด้วยธรรม ย่อมได้ประสบพระพุทธะที่แท้จริง”

5.คัมภีร์มหายานสูตราลังการสูตร

ธรรมกาย สัมโภคกาย นิรมาณกาย เหล่านี้คือกายของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ธรรมกายเป็นมูลฐานของสัมโภคกายและนิรมาณกาย สัมโภคกายในโลกทั้งปงและจักรวาลนั้น แตกต่างกันไปตามภูมิภาค แตกต่างกันในชื่อ รูปร่าง และประสบการณ์ในปรากฏการณ์ แต่ธรรมกายที่เป็นเอกรูปและสุขุมนั้นมีอยู่ในสัมโภคกาย และโดยอาศัยธรรมกายนี้ สัมโภคกายก็สามารถควบคุมของตนได้ ในเมื่อธรรมกายสำแดงตนให้ปรากฏได้ตามประสงค์ นิรมาณกายย่อมเปิดเผยด้วยการเกิดที่ชำนาญ ด้วยการตรัสรู้พระนิพพาน เพราะนิรมาณกายมีอำนาจลึกลับที่จะนำมนุษย์ไปสู่การตรัสรู้อยู่มาก กายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายประกอบด้วยสามกายนี้

6.ลังกาวตารสูตร

ครั้งนั้นท่านมหามติโพธิสัตว์มหาสัตว์ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้ตรัสถึงสิ่งที่เรียกว่าตถาคตครรภะเสมอในพระสูตรทั้งหลาย พระองค์ทรงอธิบายว่า สิ่งที่เรียกว่าตถาคตครรภะนั้นบริสุทธิ์ผ่องใสโดยธรรมชาติ ตถาคตครรภะนี้เดิมทีนั้นไร้มลทินประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 ประการ ซ่อนอยู่ในร่างกายของสรรพสัตว์ อุปมาดังรัตนชาติมูลค่ามหาศาลที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าสกปรก ตถาคตครรภะนี้ก็ฉันนั้น ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าคือขันธ์ ธาตุและอายตนะ ถูกทำให้สกปรกด้วยธุลี คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง และความนึกคิดที่ผิดๆพระองค์ยังทรงบรรยายลักษณะของตถาคตครรภะนี้ว่า เป็นสิ่งนิรันดร์ ยั่งยืนถาวร และมาสามารถเปลี่ยแปลงได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !หากคถาคตครรภะเป็นดังที่พระองค์ตรัสมานี้ ตถาคตครรภะจะต่างจากอาตมันที่นักปราชญ์ทั้งหลาย พูดกันอย่างไร อาตมันที่สอนกันในสำนักปรัชญาเหล่านั้นคือ ผู้สร้างนิรันดร์ เป็นอมตะ หาสิ่งใดเทียบได้ แทรกอยู่ในสรรพสิ่ง และไม่มีใครทำลาย

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่หรอกมหามติ ! สิ่งที่เราเรียกว่าตถาคตครรภะเป็นคนละอย่างกับอาตมัน ที่นักปรัชญาทั้งหลายพูดถึง มหามติ ! พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมสอนว่า สิ่งที่เรียกว่าตถาคตครรภะนี้คือสุญญตา (ความว่าง) นิพพาน (ความดับเย็น) เป็นสิ่งที่ไม่เกิด ไม่สามารถระบุคุณสมบัติได้… มหามติ ! เราหวังว่า ปวงโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตไม่ยึดถือความคิดว่าเป็นอาตมัน

คัมภีร์อื่นๆ [แก้]

  1. สูตรเว่ยหล่าง

ธรรมกายเป็นสิ่งที่เต็มเปี่ยมและสงบ ตัวแท้และการทำหน้าที่ของธรรมกายย่อมอยู่ใน “ภาวะคงที่เสมอ” ขันธ์ทั้งห้าเป็นของว่างโดยแท้จริง และอายตนะภายนอกทั้งหก เป็นของไม่มีอยู่ในสมาธิไม่มีการเข้า ไม่มีทั้งการออก ไม่มีทั้งความเงียบ ไม่มีทั้งความวุ่นวาย

หลักฐานในศิลาจารึก [แก้]

ส่วนใหญ่หลักฐานที่พบบนศิลาจารึกนั้นมักเป็นความเชื่อทางมหายานโดยการสังเกตว่าศิลาจารึกของมหายานจะจารึกด้วยภาษาสันสกฤษและฝ่ายเถรวาทนั้นจะจารึกด้วยภาษาบาลี

1. ศิลาจารึก พ.ศ. 2092 ภาษาไทย-บาลี อักษร ขอมสุโขทัย บัญชี/ทะเบียนวัตถุ/พล.2 พบที่พระเจดีย์วัดเสือ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร กรุงเทพฯ กล่าวว่า

...สพฺพญฺญูตญาณปวรสีลํ นิพานรมฺมณํ ปวรวิลสิ ตเกส จตูถชานาปวร ลลาต วชฺชิรสมาปตฺติ ปวรอุ... ...อิมํ ธมฺมกายพุทฺธลกฺขณํ โยคาวจรกุลปุตฺเตน ติกฺขญาเณน สพฺพญฺญุพุทฺธภาวํ ปตฺเถนฺเตน ปุนปฺปุนํ อนุสฺสริตพฺพํฯ

คำแปล "พระพุทธลักษณะคือ ธรรมกาย มีพระเศียรอันเประเสริฐคือ พระนิพพาน อันเป็นอารมณ์แห่งผลสมาบัติ มีพระนลาฏอันเประเสริฐ คือจตุตถฌาน มีพระอุณาโลมอันประเสริฐ ประกอบด้วยพระรัศมี คือพระปัญญาในมหาวชิรสมาบัติ...

พระพุทธลักษณะ คือ "ธรรมกาย" นี้ อันโยคาวจรกุลบุตรผู้มีญานอันกล้า เมื่อปรารถนาซึ่งภาวะแห่งตน เป็นสัพพัญญูพุทธเจ้า พึงระลึกเนืองๆ ฯ"

2. ศิลาจารึกเมืองพิมาย เป็นศิลาจารึกภาษาสันสกฤต อักษรขอม มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 พบที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ได้มีการถอดความและแปลแล้ว จัดพิมพ์ขึ้นเป็นตัวหนังสือเรื่อง "จารึกพระเจ้าชัยวรมันที่ 7" ปัจจุบันอยู่ที่หอสมุดวชิรญาณ (หอสมุดแห่งชาติกรุงเทพฯ) กล่าวว่า

นโมวุทฺธายนิรฺมมาณ (ธรฺมสามฺโภคมูรฺตฺตเย) ภาวาภาวทฺวยาตีโต (ทฺวยาตฺมาโยนิราตฺมก:)

คำแปล "ขอความนอบน้อม จงมีแด่พระพุทธเจ้า ผู้มีนิรมาณกาย ธรรมกาย และสัมโภคกาย ผู้ล่วงพ้นภาวะและอภาวะทั้งสองผู้มีอาตมันเป็นสอง และหาอาตมันมิได้

3. ศิลาจารึกที่ปราสาทพระขรรค์ เป็นจารึกภาษาสันสกฤต กล่าวว่า

"สมฺภารวิสฺตรวิภาวิตธรฺมกาย สมฺโภคนิรฺมฺมิติวปุรฺภควานฺวิภกฺต:"

คำแปล "พระผู้มีพระภาค ผู้ประกอบด้วย ธรรมกาย อันพระองค์ยังให้เกิดขึ้นแล้วอย่างเลิศ ด้วยการสั่งสม (บุญบารมี) ทั้งสัมโภคกายและนิรมาณกาย"

อ้างอิง [แก้]

  1. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) , พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์ , หน้า 142-143
  2. ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร (5) วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2556
  3. พระธรรมกาย วันที่ค้นข้อมูล : 25 พฤษภาคม 2556