ทริปเปิล เอช
| ทริปเปิล เอช | |
|---|---|
| ข้อมูล | |
| ฉายา | ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี (HHH) [1] ยีน-พอล ไมเคิล เลเวสก์ เทอร์รา ไรซิง ทริปเปิล เอช |
| ความสูง | 6 ฟุต 2 นิ้ว (1.88 เมตร) |
| น้ำหนัก | 255 ปอนด์ (116 กก) |
| เกิด | 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 (43 ปี) Nashua, New Hampshire |
| พำนัก | กรีนวิช, รัฐคอนเนตทิคัต |
| มาจาก | กรีนวิช, รัฐคอนเนตทิคัต |
| ฝึกหัดโดย | Killer Kowalski |
| เปิดตัว | ค.ศ. 1992 |
พอล ไมเคิล เลเวสก์ (Paul Michael Levesque)[2] เกิดวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ที่ กรีนวิช รัฐคอนเนตทิคัต เป็นนักมวยปล้ำอาชีพและนักแสดงชาวอเมริกัน สังกัดสมาคม ดับเบิลยูดับเบิลยูอี ในนามสังเวียนมวยปล้ำมีชื่อว่า ทริปเปิล เอช ปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสมาคม WWE
เนื้อหา
|
ประวัติในวงการมวยปล้ำอาชีพ[แก้]
ทริปเปิล เอช เป็นนักมวยปล้ำในสังกัดรอว์มานาน และเป็นผู้ชนะคู่ต่อสู้มาแล้วหลายคน ด้วยท่า pedigree เป็นราชาของราชันย์ในวงการมวยปล้ำ WWE ในสมญานามว่า เดอะเกม และ คิง ออฟ คิงส์ มีผลงานโด่งดังมากมาย เคยเป็น คิงออฟเดอะริง ปี 1997 และเป็นผู้ชนะเลิศ รอยัลรัมเบิล ปี 2002 และเป็นแชมป์โลก สมัยที่ 13 จากการเป็น แชมป์ WWE 8 สมัย และ แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 5 สมัย[3][4] ทริปเปิล เอช ได้แต่งงานกับ สเตฟานี แมคแมน ลูกสาวของ วินซ์ แม็กแมน ในปี 2003 ในวงการฮอลลีวูด ทริปเปิล เอช ได้ไปแสดง ภาพยนตร์ ฟอร์มยักษ์ เรื่อง Blade 3 โดย รับบท จาโก
เวิลด์แชมเปี้ยนชิพเรสต์ลิง (1994 - 1995)[แก้]
ทริปเปิล เอช เข้าสู้วงการมวยปล้ำครั้งแรก ในสมาคม WCW ในปี 1994[5][6] การปล้ำครั้งแรกซึ่งได้ชนะ Brian Armstrong ในตอนนั้นได้ใช้ชื่อว่า เทอร์รา ไรซิง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Jean-Paul Lévesque และในศึก WCW Starrcade ได้แพ้ในการปล้ำกับ Alex Wright ในต่อมาได้เจอ Lord Steven Regal หรือ วิลเลียม รีกัล และ ต่อมาได้ย้ายไปสมาคม WWE
เวิลด์เรสต์ลิงเฟดดิเรชั่น / เอ็นเตอร์เทนเมนต์ (1995 - ปัจจุบัน)[แก้]
ปี 1995[แก้]
ในศึกรอว์ (22 พฤษภาคม 1995) ทริปเปิล เอช ได้ปล้ำครั้งแรกใน WWF หรือ WWE ในปัจจุบัน ซึ่งในตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี ซึ่งได้เจอกับ จอห์น ครีย์สทัล (John Crystal) และสามารถเอาชนะได้ในแมทช์แรกได้สำเร็จ 3 เดือนต่อมา ในศึกรอว์ ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี ได้เจอกับ เจฟฟ์ ฮาร์ดี และสามารถเอาชนะมาได้สำเร็จ [7]
ปี 1996[แก้]
ในศึก รอยัลรัมเบิล 1996 ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี ได้ขึ้นมาเป็นคนแรก แต่ไม่ได้เป็นผู้ชนะ ต่อมา ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 12 ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี ได้เจอกับ ดิ อัลติเมท วอร์ริเออร์ เป็นครั้งแรก แต่ผลปรากฏว่า ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮมรี แพ้ ดิ อัลติเมท วอร์ริเออร์ ในเวลาไม่ถึง 5 นาที ไปในที่สุด และเมื่อ ดีเซล (เควิน แนช) และเรเซอร์ รามอน (สก็อตต์ ฮอลล์) จะออกจาก WWF ฮันเตอร์ เฮิร์ต เฮนรี กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ได้ไปกอดกันพอ วินซ์ แมคแมน รู้จึงโดนกดบทที่จะให้เป็นคิงออฟเดอะริง 1996 และแบนห้ามปล้ำ
รอว์ (2002 - 2008)[แก้]
ปี 2002[แก้]
ในศึก รอยัลรัมเบิล (2002) ทริปเปิล เอช ได้เข้าร่วมในแมตช์การปล้ำ รอยัลรัมเบิล โดยเหวี่ยง เคิร์ต แองเกิล ออกไปเป็นคนสุดท้าย ทำให้ ทริปเปิล เอช ได้เป็นผู้ชนะเลิศ รอยัลรัมเบิล ปี 2002 และได้ขอท้าชิงแชมป์โลกอันดิสพิวเด็ด กับ คริส เจอริโค ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 18[8] สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ ทริปเปิล เอช คว้าแชมป์โลกอันดิสพิวเด็ดมาครองได้สำเร็จ แต่ก็เสียแชมป์ให้กับ ฮัลค์ โฮแกน ต่อมา อิริค บิสชอฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไปของ รอว์ ได้มอบเข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ให้กับ ทริปเปิล เอช เป็นคนแรก ต่อมา ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับนักมวยปล้ำอีก 5 คน ในกรงเหล็ก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ แมทช์ สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เสียแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ให้กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ไปในที่สุด หลังจากนั้น ทริปเปิล เอช ก็คว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท คืนจาก ชอว์น ไมเคิลส์ อีกครั้ง ในแมตช์การปล้ำแบบ 2 ใน 3 ยก ซึ่งประกอบไปด้วย
- ยกที่ 1 สู้กันแบบ สตรีทไฟท์ ซึ่งผลที่ออกมา ยกแรก ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายกด ชอว์น ไมเคิลส์ นับ 3 ทำให้ ทริปเปิล เอช มีคะแนนนำ ชอว์น ไมเคิลส์ อยู่ 1 คะแนน
- ยกที่ 2 สู้กันแบบ การปล้ำในกรงเหล็ก ซึ่งผลที่ออกมา ยกที่ 2 ชอว์น ไมเคิลส์ ใส่ท่า Splash ลงมากด ทริปเปิล เอช กับโต๊ะนับ 3 ทำให้ ชอว์น ไมเคิลส์ มีคะแนนมาเสมอกับ ทริปเปิล เอช เป็น 1-1 คะแนน
- ยกที่ 3 สู้กันแบบ ไต่บันได ซึ่งผลที่ออกมา ยกสุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายเอาชนะและได้แชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้สำเร็จอีกครั้ง
ปี 2003[แก้]
ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2003 ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ โกลด์เบิร์ก, ชอว์น ไมเคิลส์, คริส เจอริโค, แรนดี ออร์ตัน และ เควิน แนช ในแมตช์การปล้ำแบบ อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ และในครั้งนั้น ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เอาไว้ได้สำเร็จ แต่ต่อมา ทริปเปิล เอช ก็เสียแชมป์ให้ โกลด์เบิร์ก ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2003 ก่อนที่จะชิงแชมป์กลับคืนมาได้ในศึก อาร์มาเกดดอน 2003
ปี 2004[แก้]
ในศึก รอยัลรัมเบิล 2004 ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ในแมตช์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง กติกาคือ เล่นงานคู่ต่อสู้จนถูกกรรมการนับ 10 ใครทำได้คนนั้นคือผู้ชนะ ทั้งคู่ผลัดกันเล่นงานจนทั้งคู่หน้าแตกยับเยินทั้ง 2 ฝ่าย แต่ผลที่ออกมาคือ ทริปเปิล เอช และ ชอว์น ไมเคิลส์ ถูกกรรมการนับ 10 พร้อมกัน ลุกไม่ขึ้นทั้งคู่ส่งผลให้ ทริปเปิล เอช สามารถป้องกันแชมป์มาได้สำเร็จ ต่อมา ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 20 ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ คริส เบนวา และ ชอว์น ไมเคิลส์ สุดท้ายกลายเป็น คริส เบนวา ที่เป็นฝ่ายเอาชนะและคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ไปได้ในที่สุด ต่อมา ทริปเปิล เอช ได้เปิดศึกกับสมาชิกในกลุ่ม Evolution อย่าง แรนดี ออร์ตัน โดยในศึก ซัมเมอร์สแลม 2004 แรนดี ออร์ตัน สามารถคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้จาก คริส เบนวา และเป็นแชมป์โลกที่อายุน้อยที่สุด ทำให้ ทริปเปิล เอช อิจฉาและทำการทรยศหักหลัง แรนดี ออร์ตัน และเตะออกจากกลุ่ม Evolution ไปในที่สุด ต่อมา ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2004 ทริปเปิล เอช ได้ขอท้าชิงแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ แรนดี ออร์ตัน สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายเอาชนะ แรนดี ออร์ตัน และคว้าแชมป์โลกเฮฟวี่เวท มาได้สำเร็จอีกครั้ง
ปี 2005[แก้]
ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 21 ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์โลกเฮฟวี่เวท กับ บาทิสตา สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายแพ้และเสียแชมป์โลกเฮฟวี่เวท ให้กับ บาทิสตา ไปในที่สุด
ปี 2006[แก้]
ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 22 ทริปเปิล เอช ได้ท้าชิงแชมป์ WWE กับ จอห์น ซีนา สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็ไม่สามารถคว้าแชมป์ WWE มาได้ ในขณะเดียวกัน ทริปเปิล เอช ได้กลับมาร่วมมือกับ ชอว์น ไมเคิลส์ และได้กลายมาเป็นกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ เปิดศึกกับ ตระกูลแมคแมน (วินซ์ แมคแมน และ เชน แมคแมน) ต่อมา ในศึก Unforgiven 2006 ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ จะต้องเจอกับ วินซ์ แมคแมน, เชน แมคแมน และ บิ๊กโชว์ ในการปล้ำ 3 รุม 2 ในกรงเหล็ก สุดท้าย ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ ก็เอาชนะไปได้สำเร็จ ต่อมา ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ ได้เปิดศึกกับทีม เรท-อาร์เคโอ (เอดจ์ และ แรนดี ออร์ตัน) ซึ่งผลัดแพ้ผลัดชนะกันหลายรอบ จนจบด้วยการที่ ทริปเปิล เอช เจ็บเข่าต้องพักไป 7 เดือน
ปี 2007[แก้]
ในศึก ซัมเมอร์สแลม 2007 ทริปเปิล เอช ได้หายจากอาการบาดเจ็บหัวเข่าหลังจากพักไป 7 เดือน โดยเจอกับ บูเกอร์ ที และเอาชนะไปได้สำเร็จ ต่อมา ในศึก No Mercy 2007 ทริปเปิล เอช ได้มาท้าชิงแชมป์ WWE กับ แรนดี ออร์ตัน และก็ได้แชมป์ไป และในคืนเดียวกัน ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ อูมาก้า สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ แต่ แรนดี ออร์ตัน ก็คว้าแชมป์กลับมาได้ในคืนเดียวกันในแมตช์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง ใครล้มลงนอนกับพื้นแล้วถูกกรรมการนับสิบจะเป็นฝ่ายแพ้ไป ทำให้ ทริปเปิล เอช ต้องเสียแชมป์ WWE คืนให้กับ แรนดี ออร์ตัน ไปในที่สุด
ปี 2008[แก้]
ในศึก แบคแลช (2008) ทริปเปิล เอช ได้กลับมากระชากแชมป์จาก แรนดี ออร์ตัน ไปได้ในแมตช์การปล้ำ 4 เส้าแพ้คัดออกเหลือคนสุดท้ายเป็นผู้ชนะ ต่อมา ในศึก จัดจ์เมนท์เดย์ (2008) ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ แรนดี ออร์ตัน ในการปล้ำกรงเหล็ก สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ต่อมา ในศึก วันไนท์สแตนด์ (2008) ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ แรนดี ออร์ตัน อีกครั้ง ในแมตซ์การปล้ำลาสแมนสแตนดิ้ง สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายชนะและป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ จนกระทั่ง แรนดี ออร์ตัน ต้องพักการปล้ำไปหลายเดือน
สแมคดาวน์ (2008 - 2009)[แก้]
ปี 2008[แก้]
ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2008) ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ เดอะ เกรท คาลี สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายเอาชนะ เดอะ เกรท คาลี ป้องกันแชมป์ WWE มาได้สำเร็จ จนกระทั่ง ในศึก เซอร์ไวเวอร์ ซีรีส์ (2008) ทริปเปิล เอช จะต้องเจอกับ วลาดิเมียร์ คอซลอฟ และ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ในแมตช์การปล้ำ 3 เส้า เพื่อชิงแชมป์ WWE แต่ก่อนขึ้นปล้ำ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ได้ถูกลอบทำร้าย ทำให้กลายเป็นแมตช์การปล้ำชิงแชมป์เดี่ยว สุดท้ายกลายเป็น เอดจ์ ที่มาฉวยโอกาสในระหว่างการปล้ำและถูกเปลี่ยนเป็นแมตช์ 3 เส้าแบบเดิม ทำให้ ทริปเปิล เอช เสียแชมป์ WWE ให้กับ เอดจ์ ไปในที่สุด
ปี 2009[แก้]
ในศึกรอว์ (19 กุมภาพันธ์ 2009) ทำหน้าที่ช่วยงาน Stephanie และ Shane McMahon, หลังจากที่พวกเขาถูกทำร้ายโดย แรนดี ออร์ตัน[9] ต่อมา ในศึก โนเวย์เอาท์ (2009) ทริปเปิล เอช ได้กลับมากระชากแชมป์ WWE คืนจาก เอดจ์ และในสัปดาห์ต่อมา แรนดี ออร์ตัน ไปทำร้าย วินซ์ แมคแมน, เชน แมคแมน รวมถึง สเตฟานนี่ แมคแมน ภรรยาของ ทริปเปิล เอช ด้วยท่า RKO ทำให้ ทริปเปิล เอช โกรธสุดขีด และ ทริปเปิล เอช จะต้องป้องกันแชมป์ WWE กับ แรนดี ออร์ตัน ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 25 สุดท้าย ทริปเปิล เอช จัดการ แรนดี ออร์ตัน ด้วยค้อนปอนด์ และ ท่าไม้ตาย Pegdigree ทำให้ ทริปเปิล เอช ป้องกันแชมป์ WWE และล้างแค้น แรนดี ออร์ตัน ได้สำเร็จ[10]
รอว์ (2009 - ปัจจุบัน)[แก้]
ปี 2009[แก้]
ในศึก แบคแลช (2009) ทริปเปิล เอช พ่ายแพ้ต่อ แรนดี ออร์ตัน ในแมตช์ป้องกันแชมป์ WWE และได้รับบาดเจ็บต้องพักนาน 2-4 เดือน ต่อมา ทริปเปิล เอช ได้กลับมาจากอาการบาดเจ็บและกลับมาอัด แรนดี ออร์ตัน ด้วยค้อนปอนด์ และ ท่าไม้ตาย Pegdigree อีกครั้ง
ทริปเปิล เอช ได้จับคู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ในนามกลุ่ม ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ อีกครั้ง และได้เปิดศึกกับ เดอะเลกาซี ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2009) สามารถเอาชนะ เดอะเลกาซี ได้สำเร็จ ต่อมา ดี-เจเนอเรชันเอกซ์ สามารถคว้า แชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ มาได้สำเร็จ เป็นครั้งแรก โดยเอาชนะทีมเจอริโชว์ (คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์) ในแมตช์การปล้ำ TLC Match ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2009)[11]
ปี 2010[แก้]
ทริปเปิล เอช ได้แยกกลุ่มกับ ชอว์น ไมเคิลส์ หลังจากทั้งคู่เสียแชมป์แทคทีมยูนิฟายด์ ให้กับทีมโชมิซ (บิ๊กโชว์ และ เดอะ มิซ) ต่อมา ในศึก อิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ (2010) ทริปเปิล เอช จะต้องเจอกับ จอห์น ซีนา, เชมัส, แรนดี ออร์ตัน, โคฟี คิงส์ตัน และ เท็ด ดิบิอาซี่ ในแมตช์การปล้ำอิลิมิเนชั่น แชมเบอร์ แมทช์ เพื่อชิงแชมป์ WWE สุดท้าย ทริปเปิล เอช ถูก จอห์น ซีนา เล่นงาน ด้วยท่า STF จนต้องตบพื้นยอมแพ้เป็นคนสุดท้ายไปในที่สุด
ทริปเปิล เอช ถูก เชมัส ลอบทำร้าย และ ทริปเปิล เอช ได้ขอท้าเจอกับ เชมัส ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 26 สุดท้าย ทริปเปิล เอช จัดการ เชมัส ด้วยท่า Pegdigree และสามารถเอาชนะ เชมัส มาได้สำเร็จ[12][13] แต่ในศึก เอ็กซ์ตรีมรูลส์ (2010) เชมัส มาลอบทำร้าย ทริปเปิล เอช ทำให้ ทริปเปิล เอช ได้รับบาดเจ็บและต้องพักการปล้ำยาวนานหลายเดือน ต่อมา ในศึก เฮ้าส์โชว์ของ รอว์ ทริปเปิล เอช และนักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ ได้ออกมาช่วย จอห์น ซีนา ตอนที่ปล้ำกับ เคน แล้วถูกกลุ่ม เดอะเน็กซัส และนักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมมารุม[14] ปัจจุบัน ทริปเปิล เอช ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการผลิตรายการ ทั้งถ่ายทอดสดและบันทึกเทปทั้งหมด
ปี 2011[แก้]
ในศึกรอว์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ทริปเปิล เอช ได้หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ พร้อมกับ ดิอันเดอร์เทเกอร์ ที่หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บเช่นเดียวกัน ทั้งคู่ได้เผชิญหน้าและท้าทายกัน และทั้งคู่จะได้เจอกันเป็นครั้งที่ 2 ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 27 ซึ่งเป็นการเจอกันอีกครั้งในรอบ 10 ปี ของศึกเรสเซิลเมเนีย (ครั้งก่อน อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะ ทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 17) ในแมตช์การปล้ำไม่มีกฎกติกา โดยมีสถิติไร้พ่าย 18-0 ของอันเดอะเทเกอร์ เป็นเดิมพัน สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายแพ้ ทำให้ ดิอันเดอร์เทเกอร์ สร้างสถิติเป็น 19-0 ไปได้สำเร็จ[15]
ในศึกรอว์ วันที่ 18 กรกฎาคม ทริปเปิล เอช ได้ทำหน้าที่เป็นประธานของสมาคม ดับเบิลยูดับเบิลยูอี คนใหม่ แทน วินซ์ แมคแมน จนถึงปัจจุบัน ต่อมา ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2011) ทริปเปิล เอช ต้องเป็นกรรมการพิเศษคู่ชิงแชมป์ WWE ระหว่าง จอห์น ซีนา กับ ซีเอ็ม พังค์ และเป็น ซีเอ็ม พังค์ ที่ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้สำเร็จ แต่ว่าหลังจากจบแมตซ์ เควิน แนช ได้ออกมาลอบทำร้าย ซีเอ็ม พังค์ ทำให้ อัลเบอร์โต เดล รีโอ ได้ขอใช้สิทธิ์กระเป๋ามันนีอินเดอะแบงก์ และกระชากแชมป์ WWE ไปจาก ซีเอ็ม พังค์ ได้สำเร็จ
ในศึก ไนท์ออฟแชมเปียนส์ (2011) ทริปเปิล เอช จะต้องเจอกับ ซีเอ็ม พังค์ ในแมตช์การปล้ำไม่มีการจับแพ้ฟาล์ว โดยมีข้อแม้ว่าถ้า ทริปเปิล เอช แพ้ ทริปเปิล เอช ต้องออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายชนะ ทำให้ ทริปเปิล เอช ไม่ต้องออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ต่อมา ในศึก รอว์ (19 กันยายน 2011) เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ จะต้องเจอกับ ซีเอ็ม พังค์ และ จอห์น ซีนา ในการปล้ำแทคทีม สุดท้ายกลายเป็น ซีเอ็ม พังค์ และ จอห์น ซีนา ที่เป็นฝ่ายชนะ หลังแมตช์ ทริปเปิล เอช ออกมาสั่งไล่ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ ออกจาก WWE ทันที แล้วก็เดินกลับไปหลังเวที ที่หลังเวที เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ วิ่งตามเข้ามารุมทำร้าย ทริปเปิล เอช ทำให้นักมวยปล้ำคนอื่นต้องช่วยกันห้าม สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็สั่งให้จับ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ โยนออกไปนอกอาคาร ต่อมา ในศึก เฮลอินเอเซล (2011) เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ ได้ไปลอบทำร้าย ซีเอ็ม พังค์, อัลเบอร์โต เดล รีโอ, จอห์น ซีนา และกรรมการ ทำให้ ทริปเปิล เอช โกรธจึงต้องเรียกตำรวจมาจับ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ ออกไปจากสนาม
ในศึก เวนเจินส์ (2011) ทริปเปิล เอช จะต้องจับคู่กับ ซีเอ็ม พังค์ เจอกับ เดอะ มิซ และ อาร์-ทรูธ ในการปล้ำแทคทีม สุดท้ายกลายเป็น ทริปเปิล เอช กับ ซีเอ็ม พังค แพ้ เพราะ เควิน แนช มาก่อกวนการปล้ำ ต่อมา ในศึกรอว์ (24 ตุลาคม 2011) ทริปเปิล เอช ถูก เควิน แนช ใช้ค้อนปอนด์ทุบหลังของ ทริปเปิล เอช จนต้องพักการปล้ำ ต่อมา ในศึกรอว์ (12 ธันวาคม 2011) ทริปเปิล เอช ได้กลับมาจากอาการบาดเจ็บ และขอท้าเจอกับ เควิน แนช ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ (2011) ในแมตช์การปล้ำไต่บันได โดยมีค้อนปอนด์แขวนอยู่ข้างบน สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายเอาชนะ เควิน แนช มาได้สำเร็จ
ปี 2012[แก้]
ในศึกรอว์ (30 มกราคม 2012) อันเดอร์เทเกอร์ ได้หายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ โดยเผชิญหน้ากับ ทริปเปิล เอช อีกครั้ง ก่อนจะไปมองโลโก้ เรสเซิลเมเนีย และทำท่าเชือดคอแล้ว ทริปเปิล เอช ก็เดินจากไป ต่อมา อันเดอร์เทเกอร์ ได้ขอท้าเจอกับ ทริปเปิล เอช อีกครั้ง ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 28 ซึ่งเป็นการเจอกันครั้งที่ 3 ของทั้งคู่ ในศึก เรสเซิลเมเนีย (ครั้งแรก อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะ ทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 17 และ ครั้งที่ 2 อันเดอร์เทเกอร์ สามารถเอาชนะ ทริปเปิล เอช ไปได้ในครั้งที่ 27) ในรูปแบบการปล้ำในกรงเหล็ก เฮลอินเอเซล แมตช์ โดยมีสถิตไร้พ่าย 19-0 ของ อันเดอร์เทเกอร์ เป็นเดิมพัน สุดท้าย ทริปเปิล เอช เป็นฝ่ายแพ้ ทำให้ ดิอันเดอร์เทเกอร์ สร้างสถิติเป็น 20-0 ไปได้สำเร็จ
ในศึกรอว์ (30 เมษายน 2012) จอห์น โลรีนายติส ได้เชิญให้ บร็อก เลสเนอร์ ออกมา แต่ไม่ทันไร ทริปเปิล เอช ก็ตามออกมา ทริปเปิล เอช บอกชั้นออกมาเพื่อจะทำในสิ่งที่ จอห์น โลรีนายติส ไม่กล้าทำ บร็อก เลสเนอร์ นายจะไม่ได้รับสัญญาฉบับใหม่ที่เรียกร้องเกินกว่าเหตุเครื่องบินที่รับนายมาจากบ้านจะไม่ส่งนายกลับยกเว้นนายจะจ่ายเงินเช่นเดียวกับรถลิมูซีนที่พานายมาสนามด้วยและรายการนี้ก็จะชื่อ มันเดย์ ไนท์ รอว์ ตลอดไปไม่มีใครใหญ่ไปกว่า WWE ชั้นต้องการให้นายอยู่ที่นี่คนดูก็ต้องการจะดูนายเจอกับ จอห์น ซีนา, ซีเอ็ม พังค์, แรนดี ออร์ตัน หรือ เชมัส แต่นายจะต้องอยู่ภายใต้สัญญาฉบับแรกที่เราตกลงกันเท่านั้นสัญญาใหม่ที่นายขอแก้ไขนั้นชั้นจะไม่เซ็นให้หรอกนะ ทริปเปิล เอช ฉีกสัญญาใหม่ของ บร็อก เลสเนอร์ ทิ้งแล้วพูดต่อว่าถ้านายไม่พอใจล่ะก็จะยกเลิกสัญญาก็ได้แล้วก็จากไปพร้อมกับความพ่ายแพ้ที่มีต่อ จอห์น ซีนา ซึ่งนายคงจะไม่อยากให้เป็นแบบนั้นใช่มั้ย จอห์น โลรีนายติส พยายามพูดช่วย บร็อก เลสเนอร์ แต่ ทริปเปิล เอช สั่งให้ จอห์น โลรีนายติส หุบปากซะแต่ จอห์น โลรีนายติส ไม่หยุดพูด ทริปเปิล เอช เลยหันไปเอาเรื่อง จอห์น โลรีนายติส เลยเปิดโอกาสให้ บร็อก เลสเนอร์ อัด ทริปเปิล เอช จากด้านหลัง จากนั้นก็ลากไปอัดที่มุมเวที ทริปเปิล เอช พยายามต่อยสู้ แต่โดน บร็อก เลสเนอร์ จับใส่ท่า คิมุระล็อก จนร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดเพราะแขนหัก ร้อนถึงบรรดาสตาร์ฝ่ายธรรมะทั้ง เชมัส, บิ๊กโชว์, โคฟี คิงส์ตัน และ อาร์-ทรูธ ต้องรีบออกมาช่วย ทำให้ บร็อก เลสเนอร์ รีบหนีลงเวทีไป ล่าสุด จากการกระทำของ บร็อก เลสเนอร์ ที่ใช้ท่า คิมุระล็อก ใส่แขนซ้ายของ ทริปเปิล เอช ในศึกรอว์ (30 เมษายน 2012) ที่ผ่านมา ทำให้ COO ของ WWE ได้รับบาดเจ็บและต้องเข้ารับการผ่าตัด โดยทีมแพทย์ของ WWE พบว่าแขนของ ทริปเปิล เอช หัก และยังมีอาการเส้นเอ็นฉีกขาดบริเวณข้อศอกด้วย จึงจำเป็นต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
ในศึกรอว์ (14 พฤษภาคม 2012) ทริปเปิล เอช ออกมาที่เวทีบอกว่า บร็อก เลสเนอร์ มันทำตัวเหมือนเดิมตลอด เมื่อก่อนมันเป็นเด็กบ้านนอกตัวโตจากมินเนโซต้า มันกลายเป็นสตาร์ดัง แต่พอเริ่มมีคนมาท้าชิงเข้าหน่อยมันก็หนีไป มันไป UFC แต่ก็ถูกเขาอัดเอา พอเห็นว่าหนทางไม่ได้ง่ายมันก็เลยหนีออกมาอีก มันกลับมา WWE เพราะเห็นว่า จอห์น ซีนา กระจอก และมันคิดว่ามันจะเอาชนะ จอห์น ซีนา ได้ แต่สุดท้ายมันก็แพ้ พอล เฮเมน ออกมา และเอาเอกสารคดีความมาให้ ทริปเปิล เอช เพราะ บร็อก เลสเนอร์ ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก ทริปเปิล เอช เป็นเงินหลายล้าน เพราะเดิมที จอห์น โลรีนายติส ได้เซ็นสัญญากับ บร็อก เลสเนอร์ ไว้แล้ว แต่ ทริปเปิล เอช ฉีกมันทิ้ง ทริปเปิล เอช โมโหและบีบคอ พอล เฮเมน แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อย แล้วฝากให้ พอล เฮเมน ไปบอก บร็อก เลสเนอร์ ด้วยว่าเขาจะต้องได้รับสิ่งที่เขาสมควรจะได้ ทริปเปิล เอช เดินจากไป แต่ พอล เฮเมน ประกาศว่าเมื่อกี้ ทริปเปิล เอช ทำร้ายเขา ดังนั้นเขาจะฟ้อง ทริปเปิล เอช เป็นคดีที่สองด้วย เอาไว้เจอกันในศาลนะ
ในศึก โนเวย์เอาท์ (2012) ทริปเปิล เอช ออกมาพูดถึง บร็อก เลสเนอร์ ว่าจะเสียเวลายื่นฟ้อง WWE ไปทำไมมาสู้กันเลยดีกว่า ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2012) ในศึกรอว์ (18 มิถุนายน 2012) ทริปเปิล เอช ออกมาบอกว่า บร็อก เลสเนอร์ ควรจะตอบรับข้อเสนอนี้ เพราะถ้าเขายอมมา ชั้นจะให้เขาทุกอย่าง ให้เป็นนายแบบโปสเตอร์ศึก ซัมเมอร์สแลม ด้วย พอล เฮเมน บอกว่า อย่าพยายามเกลี้ยกล่อมให้ยากเลย เลิกทำตัวเป็นนักมวยปล้ำซะทีเถอะ กลับบ้านไปเลี้ยงลูกดีกว่านะ ไปเล่นเป็นพระราชากับลูกนู่น คนอย่างแกไม่ใช่พระราชาอะไรทั้งนั้นในโลกของชั้นและ บร็อก เลสเนอร์ โกรธรึไง อยากจะต่อยชั้นมั้ยล่ะ ต่อยเลยสิ จะได้ฟ้องอีกคดีนึง ทริปเปิล เอช ต่อย พอล เฮเมน จริงๆ แล้วก็บอกว่า ไปบอก บร็อก เลสเนอร์ ด้วยว่าใน ซัมเมอร์สแลม มันจะต้องโดนแบบนี้ ในศึก รอว์ ตอนที่ 1,000 (23 กรกฎาคม 2012) วินซ์ แม็กแมน ออกมาแนะนำ ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ ทริปเปิล เอช ออกมาพร้อมกับ ชอว์น ไมเคิลส์ และตามด้วย โรด ด็อก, เอกซ์-แพ็ค และ บิลลี กัน ขับรถจี๊ปทหารตามออกมา ดี-เจเนอเรชันเอ็กซ์ เล่นตลกคาเฟ่กันอยู่นาน ทำให้ แดเมียน แซนโดว์ ออกมาขัดจังหวะ ขออภัยที่ต้องขัดจังหวะ ชื่อของผมคือ แดเมียน แซนโดว์ และผมคือพระผู้ช่วยให้รอดของพวกคุณ ผมจะช่วยคุณจากตลกคาเฟ่ที่ไม่สามารถทนดูได้ ดูไอ้ตัวตลกที่น่าขยะแขยงพวกนี้สิ มันออกมาทำอะไรไร้สาระ ชอว์น ไมเคิลส์ เลยจัดการ Sweet Chin Music ต่อด้วย Pedigree ของ ทริปเปิล เอช ในคืนเดียวกัน ทริปเปิล เอช ออกมาอีกครั้งเพื่อมาเจรจากับ บร็อก เลสเนอร์ แต่เป็น พอล เฮเมน ออกมาเพื่อบอกปฏิเสธแมตช์ในศึก ซัมเมอร์สแลม สเตฟานี แม็กแมน ออกมาเยาะเย้ยถากถาง พอล เฮเมน ทำให้ พอล เฮเมน โมโห บอกจะให้ บร็อก เลสเนอร์ มาทำลาย ทริปเปิล เอช ให้สิ้นซาก ในศึก ซัมเมอร์สแลม สเตฟานี แม็กแมน คร่อมต่อย พอล เฮเมน ไม่ยั้งแล้ว บร็อก เลสเนอร์ ก็ออกมา สเตฟานี แม็กแมน หนีลงเวทีไป แต่ ทริปเปิล เอช ก็โดน บร็อก เลสเนอร์ อัด ทริปเปิล เอช ต่อยสู้ แล้วก็อัด บร็อก เลสเนอร์ ตกเวทีไป
ในศึกรอว์ (13 สิงหาคม 2012) ทริปเปิล เอช กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ออกมาเพื่อเซ็นสัญญาปล้ำกับ บร็อก เลสเนอร์ ในศึก ซัมเมอร์สแลม (2012) แล้ว บร็อก เลสเนอร์ กับ พอล เฮเมน ก็กลับไปหลังจากที่เซ็นกันเสร็จเรียบร้อย ชอว์น ไมเคิลส์ จะขับรถกลับบ้าน แต่โดน พอล เฮเมน ขับรถมาขวางเอาไว้ แล้ว บร็อก เลสเนอร์ ก็มาลาก ชอว์น ไมเคิลส์ ลงจากรถแล้วก็อัดซะเละ บร็อก เลสเนอร์ แบก ชอว์น ไมเคิลส์ กลับมาที่เวที แล้วก็จัดการด้วย F-5 ต่อด้วย คิมุระล็อก ทริปเปิล เอช วิ่งออกมาช่วย แต่ พอล เฮเมน สั่งห้าม ทริปเปิล เอช เข้ามาใกล้ ไม่อย่างนั้น บร็อก เลสเนอร์ จะหักแขน ชอว์น ไมเคิลส์ ซะ ทริปเปิล เอช ไม่กล้าเข้าไปใกล้ แต่ บร็อก เลสเนอร์ ก็หักแขน ชอว์น ไมเคิลส์ อยู่ดี ทริปเปิล เอช รีบวิ่งเข้าไปช่วย แต่ บร็อก เลสเนอร์ กับ พอล เฮเมน ก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ชอว์น ไมเคิลส์ ดิ้นอยู่บนเวที ทริปเปิล เอช พยายามเข้าไปขอโทษแต่ ชอว์น ไมเคิลส์ ก็ไล่ ทริปเปิล เอช ให้ไปไกลๆ ในศึก ซัมเมอร์สแลม ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายแพ้ให้กับ บร็อก เลสเนอร์ ไปในที่สุด
ปี 2013[แก้]
ท้ายรายการรอว์ คืนวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมา ทริปเปิล เอช ก็ได้ออกมาเซ็นสัญญาในการเจอกับ บร็อก เลสเนอร์ ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 29 อย่างเป็นทางการแล้ว แถมยังอัดเล่นงาน พอล เฮเมน จนหมดสภาพและร้องโอดโอยเรียกให้ Brock Lesnar ออกมาช่วยอีกด้วย ภายหลังจากการเซ็นสัญญา Lesnar ก็ออกมาพร้อมกับเก้าอี้ทำท่าโมโห ก่อนจะเดินมายังเวทีทำท่าเหมือนจะขึ้นไปฟัดกับ ทว่า Triple H คว้าค้อนปอนด์มาได้เหมือนกัน Lesnar ไม่ขึ้นไป ก่อนจะโยนเก้าอี้ไปใส่ Triple H บนเวที Triple H ปัดเก้าอี้ทิ้ง กวักมือเรียก Lesnar ให้ขึ้นมา Lesnar กับ Heyman เดินวนรอบเวทีหนึ่งรอบ ก่อนจะเดินไปบริเวณฉาก และ Heyman ก็ประกาศกติการรวมทั้งเงื่อนไขพิเศษของแมทช์การปล้ำระหว่าง Triple H vs. Lesnar ในศึก เรสเซิลเมเนีย ครั้งที่ 29 ออกมาอย่างเป็นทางการว่า จะปล้ำกันแบบไม่มีกฏกติกา และมีอาชีพการเป็นนักมวยปล้ำของ Triple H เป็นเดิมพันด้วย (ถ้า Triple H แพ้ ต้องเลิกปล้ำ) สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เอาชนะมาได้สำเร็จ และได้รีแมตช์กันอีกครั้งในศึก เอ็กซ์ตรีมรูลส์ (2013) ในแมตช์การปล้ำในกรงเหล็ก สุดท้าย ทริปเปิล เอช ก็เป็นฝ่ายแพ้ไป
เกี่ยวกับมวยปล้ำ[แก้]
- ท่าไม้ตาย
- Pedigree
- ท่าเอกลักษณ์
- Abdominal stretch
- Backbreaker
- Blatant choke
- Chop block
- Drop toe-hold
- Facebreaker knee smash, often as a back body drop counter
- Figure four leglock
- Flowing DDT
- High knee strike
- Sledgehammer
- Jumping knee drop
- Mounted punches
- Running clothesline
- Running neckbreaker
- Sleeper hold
- Spinning spinebuster
- ผู้จัดการ
- Chyna
- Ric Flair
- Mr. Hughes
- Mr. Perfect
- Stephanie McMahon–
- Vince McMahon
- Shawn Michaels
- Lord Steven Regal
- Sable
- ฉายาและชื่ออื่นๆ
- "The Connecticut Blueblood"
- "The Cerebral Assassin"
- "The Game"
- "The King of Kings"
- เพลงเปิดตัว
- "Blue Blood" โดย Jim Johnston (WWF) (1995-1996)
- "Symphony No. 9 (Fourth movement)" โดย Ludwig van Beethoven (WWF/WWE) (1996-1997)
- "Break It Down" โดย The DX Band (WWF) (used while a part of D-Generation X) (1997-1999, 2006-2010)
- "Corporate Player" โดย Jim Johnston (WWF) (1999)
- "Higher Brain Pattern" โดย Jim Johnston
- "No Chance in Hell" composed โดย Jim Johnston and performed by Peter Bursuker (WWF) (used as part of The Corporation) (1999)
- "My Time" โดย Jim Johnston (WWF) (1999-2001)
- "The Kings" โดย Run-D.M.C. (WWF) (used while a part of D-Generation X) (2000)
- "The Game" โดย Drowning Pool (used for advertising promos) (2002-ปัจจุบัน)
- "Line in the Sand" โดย Motörhead (used while a part of Evolution)
- "King of Kings" โดย Motörhead (WWE) (Used for promos) (2006)
- "The Game" โดย Motörhead (WWF/WWE) (2001-ปัจจุบัน)
- "For Whom the Bell Tolls" โดย Metallica (2011; used for part of his WrestleMania XXVII entrance).
ผลงานในสมาคม WWE[แก้]
- ดับเบิลยูดับเบิลยูอี แชมเปียนชิป (8 สมัย)
- ชนะ แมนคาย ในศึก รอว์
- ชนะ เดอะ ร็อค, The British Bulldog, บิ๊กโชว์, แมนคาย และ เคน ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 1999
- ชนะ บิ๊กโชว์ ในศึก รอว์
- ชนะ เดอะ ร็อค ในศึก Judgment Day 2000
- ชนะ คริส เจอริโค ในศึก WrestleMania X8
- ชนะ แรนดี ออร์ตัน ในศึก โนเมอร์ซี่ 2007
- ชนะ แรนดี ออร์ตัน, จอห์น ซีนา และ JBL ในศึก แบคแลช 2008
- ชนะ เอดจ์, ดิอันเดอร์เทเกอร์, บิ๊กโชว์, เจฟฟ์ ฮาร์ดี และ วลาดิเมียร์ คอซลอฟ ในศึก โนเวย์เอาท์ 2009
- เวิลด์ เฮฟวี่เวท แชมเปียนชิป (5 สมัย)
- ได้แชมป์เป็นคนแรก
- ชนะ ชอว์น ไมเคิลส์ ในศึก อาร์มาเกดดอน 2002
- ชนะ โกลด์เบิร์ก และ เคน ในศึก อาร์มาเกดดอน 2003
- ชนะ แรนดี ออร์ตัน ในศึก อันฟอร์กิฟเว่น 2004
- ชนะ เอดจ์, คริส เบนวา, คริส เจอริโค, แรนดี ออร์ตัน และ บาติสต้า ในศึก นิวเยียร์สเรโวลูชั่น 2005
- อินเตอร์คอนติเนนทัล แชมเปียนชิป (5 สมัย)
- ชนะ Marc Mero
- ชนะ เดอะ ร็อค ในศึก ซัมเมอร์สแลม 1998
- ชนะ คริส เจอริโค ในศึก สแมคดาวน์
- ชนะ เจฟฟ์ ฮาร์ดี ในศึก รอว์
- ชนะ เคน ในศึก No Mercy 2002
- เวิลด์ แทคทีม แชมเปียนชิป (2 สมัย)
- คู่กับ สโตน โคลด์ สตีฟ ออสติน ชนะ ดิอันเดอร์เทเกอร์ และ เคน ในศึก แบคแลช 2001
- คู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ชนะ คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ 2009
- ดับเบิลยูดับเบิลยูอี แทคทีม แชมเปียนชิป (1 สมัย)
- คู่กับ ชอว์น ไมเคิลส์ ชนะ คริส เจอริโค และ บิ๊กโชว์ ในศึก ทีแอลซี: เทเบิล แลดเดอร์ แอนด์ แชร์ 2009
- European Champion (2 สมัย)
- ชนะ ชอว์น ไมเคิลส์
- ชนะ โอเว่น ฮาร์ต
- King of the Ring 1997
- ปี 1997 ชนะ แมนคาย ในรอบชิงชนะเลิศ
- Royal Rumble Winner 2002
- ปี 2002 ชนะ เคิร์ต แองเกิล เป็นคนสุดท้าย
- Second Grand Slam Champion
- Seventh Triple Crown Champion
- Slammy Award
- Best Hair (1997)
- OMG Moment of the Year (2011) - Triple H kicking out of a Tombstone Piledriver at WrestleMania XXVII
- Match of the Year (2012) vs. Undertaker in a Hell in a Cell match at Wrestlemania XXVIII
ผลงานทั้งหมด[แก้]
- Independent Wrestling Federation
- IWF Heavyweight Championship (1 สมัย)
- Pro Wrestling Illustrated
- PWI Feud of the Year (2000) vs. Kurt Angle
- PWI Feud of the Year (2004) vs. Chris Benoit
- PWI Feud of the Year (2009) vs. Randy Orton
- PWI Match of the Year (2004) vs. Shawn Michaels and Chris Benoit at WrestleMania XX
- PWI Most Hated Wrestler of the Year (2003–2005)
- PWI ranked him #1 of the top 500 singles wrestlers in the PWI 500 in 2000 and 2009
- PWI ranked him #139 in the PWI Years in 2003
- PWI Wrestler of the Year (2008)
- PWI Most Hated of the Decade (2000-2009)
- PWI Wrestler of the Decade (2000-2009)
- Wrestling Observer Newsletter
- Feud of the Year (2000) vs. Mick Foley
- Feud of the Year (2004) vs. Shawn Michaels and Chris Benoit
- Feud of the Year (2005) vs. Batista
- Most Overrated (2002–2004, 2009)
- Readers' Least Favorite Wrestler (2002, 2003)
- Worst Feud of the Year (2002) vs. Kane
- Worst Feud of the Year (2006) with Shawn Michaels vs. Vince McMahon and Shane McMahon
- Worst Worked Match of the Year (2003) vs. Scott Steiner at No Way Out
- Worst Worked Match of the Year (2008) vs. Vladimir Kozlov and Edge at Survivor Series
- Wrestler of the Year (2000)
- Wrestling Observer Newsletter Hall of Fame (Class of 2005)
ผลงานภาพยนตร์[แก้]
| ปี | ภาพยนตร์ | รับบทเป็น | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 2004 | Blade: Trinity | Jarko Grimwood | |
| 2006 | Relative Strangers | Wrestler | Uncredited |
| 2011 | The Chaperone | Ray Bradstone | |
| Inside Out | AJ |
ดูเพิ่ม[แก้]
อ้างอิง[แก้]
- ↑ "Wrestler snapshot: Triple H". Wrestling Digest. August 2002. Archived from the original on 2007-11-21. สืบค้นเมื่อ 2007-09-20.
- ↑ John Milner and Jason Clevett (December 5, 2004), CANOE Missing or empty
|title=(help) - ↑ "W.W.W.F./W.W.F./W.W.E. World Heavyweight Title". Wrestling-Titles.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-08.
- ↑ "World Heavyweight Title (W.W.E. Smackdown!)". Wrestling-Titles.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-08.
- ↑ Peter McGough (July 2002). "Coming to grips with Triple H". Flex. สืบค้นเมื่อ 2007-09-20.
- ↑ Marvez, Alex (April 2001). "Triple Threat (p. 2)". Wrestling Digest. สืบค้นเมื่อ 2008-07-17.
- ↑ http://www.youtube.com/watch?v=IqauB4dg80k&feature=related/ Triple H's First Match
- ↑ Pro Wrestling Illustrated presents: 2007 Wrestling almanac & book of facts. "Wrestling’s historical cards" (p.110)
- ↑ Sitterson, Aubrey (2009-02-16). "Game changer". WWE. สืบค้นเมื่อ 2009-04-13.
- ↑ Sitterson, Aubrey (2009-03-02). "Breaking the news". World Wrestling Entertainment. สืบค้นเมื่อ 2009-04-06.
- ↑ Caldwell, James (2009-12-13). "Caldwell's WWE TLC PPV Report 12/13: Complete PPV report on Cena vs. Sheamus, DX vs. JeriShow, Taker vs. Batista". PWTorch. สืบค้นเมื่อ 2009-12-14.
- ↑ Plummer, Dale (2010-03-01). "RAW: A bad trip on the Road to Wrestlemania". Slam! Sports. Canadian Online Explorer. สืบค้นเมื่อ 2010-03-29.
- ↑ Martin, Adam (2010-03-28). "Wrestlemania 26 Results – 3/28/10". WrestleView. สืบค้นเมื่อ 2010-03-29.
- ↑ http://www.youtube.com/watch?v=fOq1vMbh5U8/John Cena vs Kane (Fan Appreciation, Supershow)
- ↑ WWE Corporate - 2011 News releases
แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: ทริปเปิล เอช |