ตำบลน้ำขาว
ตำบลน้ำขาว มักมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า บ้านน้ำขาว ซึ่งเป็นอีกตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ใน อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ตำบลน้ำขาวเป็นตำบลใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มีระบบเครือญาติเป็นห่วงเรียงร้อยต่อกันเป็นลูกโซ่ จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากครอบครัวหนึ่งไปสู่อีกครอบครัวหนึ่ง และจากบ้านหนึ่ง ไปสู่อีกบ้านหนึ่ง ทุกคนมีอารมณ์ ความรู้สึกลึก ๆ ที่ใกล้เคียงกัน ทั้งด้านความเชื่อ ความศรัทธา วัฒนธรรม ประเพณี
เนื้อหา |
[แก้] ที่มาของชื่อ ตำบลน้ำขาว
น้ำขาวมีผู้ให้ความเป็นมาไว้หลายคน บางคนก็บอกว่ามาจาก น่ำข้าว มาเป็น น้ำขาว บางคนก็บอกว่าเป็นที่ตั้งในที่ลุ่มพอฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มไปทั้งทุ่ง ซึ่งบ้านตั้งอยู่รายรอบทุ่งน้ำ จึงดูน้ำสีขาวไปหมด จึงได้ตั้งชื่อว่า บ้านน้ำขาว แต่จากการศึกษาการตั้งชื่อบ้านแล้วส่วนมาก จะตั้งชื่อตามสภาพภูมิศาสตร์ หรือต้นไม้ที่ขึ้น จึงมีโอกาสสูงที่บ้านน้ำขาวจะมาจาก สภาพหมู่บ้านที่ตั้งในสภาพที่ลุ่ม พอมีน้ำหลากดูน้ำจะขาวไปหมดจึงได้ชื่อว่าบ้านน้ำขาว (ซึ่งสอดคล้องกับชื่อบ้านน้ำขาวในอำเภอนาทวี)[1]
[แก้] ประวัติตำบลน้ำขาว
คนน้ำขาวมาจากไหน? ... นี่คือคำถามที่พวกเราชาวน้ำขาว น่าจะช่วยกันหาคำตอบ คำบอกเล่าจากคนเฒ่า คนแก่ ศัพท์ภาษาพูด อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ฯลฯ ล้วนเป็นสื่อที่จะช่วยไขปริศนาดังกล่าวได้... คนน้ำขาวทุกคนน่าจะศึกษาแล้วช่วยกันคิดวิเคราะห์ หาความเป็นไปได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเว๊บไซด์นี้ สิ่งที่คาดหวังคือ อยากให้มี การเสวนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในหมู่ของคนน้ำขาว เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นให้ลูกหลานของพวกเรา ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนได้มีโอกาส มาเรียนรู้ร่วมกัน สืบไป... อารยะ เทพศรี
[แก้] สภาพภูมิศาสตร์ของน้ำขาว
ตำบลน้ำขาวมีพื้นที่ติดต่อด้วยกันหลายตำบล ทางทิศเหนือติดต่อตำบลแค ทิศใต้จดตำบลนาหมอศรี (อ.นาทวี) ทิศตะวันออกจดตำบลขุนตัดหวายและตำบลแค ทิศตะวันตกจดอำเภอหาดใหญ่และตำบลแค สภาพพื้นที่โดยทั่วไป จะเป็นสภาพพื้นที่ราบลุ่มที่เหมาะแก่การทำนาเป็นส่วนมาก นอกจากนั้นก็จะเป็นพื้นที่ในการทำสวนผลไม้ เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน เป็นต้น (แต่ในอดีตพื้นที่ได้ชื่อว่าดินแดนที่มีส้มจุกที่มีรสดี จนขึ้นชื่อลือนามไปทั้งสงขลา มาในปัจจุบันผลไม้ที่เป็นชื่อเสียงแต่ไม่ถึงกับเด่นดังเหมือนส้มจุกคือมังคุด) ซึ่งตอนนี้ผู้เขียนกำลังศึกษาหาความเป็นมาที่นิยมปลูกส้มจุกของน้ำขาวแต่ยังหารายละเอียดไม่ชัดเจน นอกจากสภาพพื้นที่ของน้ำขาวจะเป็นที่ลุ่มทำนาข้าว สวนทุเรียนแล้วทางด้านทิศตะวันตก ที่เป็นสภาพภูเขาก็มีสวนยางที่เป็นอาชีพหลักของน้ำขาว แต่ทั้งนี้การที่ประชากรมีอาชีพทำสวน ก็อาศัยลำคลองที่ไหลผ่านมาจากเทือกเขาที่กั้นระหว่าง ตำบลน้ำขาว กับ อำเภอหาดใหญ่ ทำให้เกิดที่ไหลผ่าน บ้านคลองแงะ , หัวควน , บ้านคูตีน,บ้านคูหัวนอน , บ้าน้ำขาวใน , บ้านต้นเหรียง ลงคลองอีกสายที่แยกจากบ้านต้นเหรียง จะออกไปสู่บ้านนาหยาม และออกบ้านป่าระไม ตำบลขุนตัดหวาย จึงเป็นสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรกรรมเป็นอย่างยิ่ง จำนวนประชากรในเขต อบต. 3,692 คน และจำนวนหลังคาเรือน 841 หลังคาเรือน[2]
[แก้] สภาพทางเศรษฐกิจ
อาชีพ ทำสวนยางเป็นอาชีพหลัก ประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด ทำนา / ปลูก ไม้ผลประมาณร้อยละ 8 ค้าขาย รับราชการประมาณร้อยละ 2 ของพื้นที่
[แก้] สภาพทางสังคม
โรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง / ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน 1 แห่ง หมู่ที่ 3
โรเรียนชุมชนวัดน้ำขาว ตั้งอยู่หมู่ที่ 6
โรงเรียนบ้านคลองแงะตั้งอยู่หมู่ที่ 11
ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน ตั้งอยู่หมู่ที่ 3
รงเรียนมัธยมศึกษา _-_ แห่ง
โรงเรียนอาชีวศึกษา _-_ แห่ง
โรงเรียน/ สถาบันชั้นสูง _-_ แห่ง
อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน/ห้องสมุดประชาชน 5 แห่ง หมู่ที่ 1,2,3,6 และหมู่ที่ 7 [3]
[แก้] ชื่อบ้านนามเมือง
[แก้] บ้านนาดี
หรือบ้านนาหยาม เดิมจริงจากการสัมภาษณ์ สอบถาม ผู้เฒ่าผู้แก่จะได้คำตอบ พอสรุปได้ว่า หมู่บ้านนี้ ชื่อ นาหยาม (เน้นคำว่า หยาม มาจากภาษากลางว่าฤดู) หมายถึงต้องถึงฤดู หรือมีน้ำมาจริง ๆ จึงจะทำนาได้ จึงเรียกว่า บ้านนาหยาม แต่เมื่อทำนาไป ทำให้ผลิตดี จึงเรียกว่า บ้านนาดี จึงยังใช้บ้านนี้ทั้งสองอย่างอยู่
[แก้] บ้านออกวัด
เนื่องจากสภาพบ้านตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของวัดน้ำขาวนอกเลยเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านออกวัด
ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ผู้ใหญ่บ้านกั้น ณะนวล
บ้านออกวัดเป็นที่ตั้งของ
- ตลาดนัดวันศุกร์ (ตลาดนัดดั้งเดิม เก่าแก่มีมาแต่โบราณ)
- ตลาดนัดวันอาทิตย์
- วัดน้ำขาวนอก
- ศูนย์เด็กเล็ก อบต.น้ำขาว
- จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนตำบลน้ำขาว FM88.5MHz
[แก้] บ้านเกาะแค
เนื่องจากบ้านเกาะแคเป็นหมู่บ้านตั้งอยู่ในสภาพทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ดอน มีนารายล้อมรอบหมู่บ้าน เมื่อถึงฤดูน้ำหลากจะดูเหมือนกับหมู่บ้านเป็นเกาะ และภายในหมู่บ้านก็อาศัยมีต้นไม้คือ ต้นแค เป็นไม้ใหญ่ในหมู่บ้าน จึงได้ชื่อว่า บ้านเกาะแค
[แก้] บ้านต้นเหรียง
เนื่องจากหมู่บ้านนี้มีไม้ใหญ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน คือ ต้นเหรียง
[แก้] น้ำขาวกลาง
หมู่ที่ 5 (มาจากลักษณะพื้นที่ที่อยู่จุดกลางตำบล ซึ่งมาเติมคำว่ากลางเอาทีหลังเพื่อกันความผิดพลาด) น้ำขาวกลาง หมู่ที่ 5 เป็นหมู่บ้านที่เกิดขึ้นมายาวนานในยุคบุกเบิกตำบลน้ำขาว พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มทุ่งนา ทิศเหนือจดหมู่ที่ 5 ตำบลแค สมัยก่อนอาณาเขตคลุมไปถึงบ้านแม่เหวียนทั้งหมด ตอนหลังได้แยกออกเป็นหมู่ที่ 6 เนื่องจากในสมัยก่อน หมู่ที่ 5 เป็นป่ารกทึบเป็นทางเสื่อผ่าน เป็นจุดชุมนุมโจรในยุคนั้น ในสมัยก่อนผู้นำท้องถิ่นจะเป็นที่นับหน้าถือตาของชาวบ้านทั่วไป เป็นที่พึ่งของผู้ตกทุกข์ได้เข้ามาพึ่งพิงอาศัยโดยเฉพาะโจรลักวัว มักจะมาลงเอยกันที่หมู่ 5 เพราะมีพื้นที่เป็นเกาะกลางทุ่งนา เหมาะสมแก่การหลบซ่อนผูกวัวก่อนที่จะเข้าโรงฆ่า (งานแต่ง,งานศพ) และในประวัติศาสตร์ของ นายกลั่น นิลมณี ผู้ใหญ่บ้านคนแรกได้บันทึกไว้บางตอนว่า นาหมู่ 5 คือ ที่นาชายค่าย (ปัจจุบันมีเจ้าของซึ่งอยู่กระจายอยู่ทุกหมู่บ้าน ของตำบลน้ำขาว จึงสันนิษฐานว่าในสมัยก่อนคนน้ำขาว น่าจะแตกกอไปจากส่วนกลางของตำบลนั่นเอง) ทำไมจึงเรียกชายค่าย ในสมัยญี่ปุ่นขึ้น ทหารญี่ปุ่นจะมาตั้งฐานทัพชั่วคราว (จุดพัก) ก่อนเข้าโจมตีมาเลเซีย เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามก็เลยทิ้งร่องรอยไว้ต่อมากลายเป็นจุดพักเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาจับร้าย ซึ่งมักจะหลบซ่อนอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 เลยกลายเป็นชื่อทุ่งชายค่ายมาจนถึงทุกวันนี้
[แก้] บ้านคูตีน
จากการสอบถามมีคูที่ใช้ทดน้ำเข้านา โดยน้ำมาจากคลองคู เลียบริมบ้านเพื่อใช้น้ำจากคูนำไปใช้ทางการเกษตรเพื่อไปทำนา เดิมเป็นคูค่ายสมัยญี่ปุ่นขึ้นที่สงขลาเพื่อไปยึดพม่าซึ่งเป็นนิคมของอังกฤษ มีร่องรอยเหลืออยู่บ้างส่วนทิศเหนือหมู่บ้าน ปู ยา ตา ยาย ซึ่งเคยเล่าให้ฟัง เลยเรียกบ้านคู เนื่องจากอยู่ทางทิศเหนือภาษาถิ่นเลยเรียกว่า บ้านคูตีน หรือคนเฒ่าสมัยก่อนเรียกว่าบ้านคูค่าย ===ประเพณีของบ้านคูตีน
๑.การไหว้ทวดต้นดู่
[แก้] อาชีพหลักของชาวบ้านคูตีน
๑.การทำสวนยาง ๒.การทำนา บางส่วน ประกอบอาชีพรับราชการ งานบริษัทและประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งเป็นส่วนน้อย
[แก้] บ้านคูหัวนอน
สภาพภูมิศาสตร์ตั้ง หมู่บ้านโดยมีคูน้ำไหลผ่าน เนื่องจากตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ภาษาถิ่นเลยเรียก บ้านคูหัวนอน
[แก้] บ้านคูย่างควาย
อยู่ในหมู่บ้านท่าคู หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำขาว สาเหตุที่ชื่อบ้านนี้ว่าคูย่างควาย เพราะในสมัยก่อนนั้น เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นกับสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงตายกันไปหมดทั้งบ้าน ทั้งตำบล หรือทั้งอำเภอ เพราะในสมัยนั้นไม่มียาวัคซีนที่จะป้องกันโรค และเวลาสัตว์เกิดโรคขึ้นแล้วยาบำบัดไม่มี สัตวแพทย์ไม่มี ชาวบ้านคนมุสลิม บ้านท่าคู หมู่ที่ 4 มีภูมิปัญญาที่ดี เมื่อควายเกิดโรคขึ้น เนื่องจากฝนตกหนักหรือภูมิอากาศหนาวจัด เพื่อป้องกันความหนาว ใช้ไม้เรียบเข้าที่ปากคูแห้ง ๆ ต้อนฝูงควายขึ้นไปบนสะพานที่ปูด้วยไม้ แล้วสุมไฟเข้าไปในคูที่มีควายอยู่ข้างบน เพราะจะทำร้านทำแคร่ย่างควายทั้งฝูงย่อมทำไม่ได้ จึงใช้คูเรียบไม้ สำหรับย่างควาย ควายอบอุ่นตลอดฤดูหนาว โรคระบาดไม่เกิดทั้งที่ตำบลใกล้เคียง เช่น นาหมอศรี บ้านคูแค ขุนตัดหวาย ควายถูกโรคระบาดเช่นกัน... โดย: เทียบ แก้วมหากาฬ
[แก้] บ้านหัวควน
เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ของบ้านตั้งริมควนภาษา ท้องถิ่นเลยเรียก บ้านหัวควน รู้เรื่องบ้านหัวควนโดยละเอียด ต้องสอบถาม ตาญาน ชายพรม
[แก้] ประเพณีวัฒนธรรม
1. การไหว้เทวดา เป็นประเพณีที่มีมานานในบ้านหัวควน
[แก้] การสร้างความเข้มแข็งไห้ชุมชน
1.ธนาคารหมู่บ้าน (กลุ่มสัจจะ)นายเจริญ หนูแก้ว ประธานกลุ่ม (และเป็นสมาชิก อสม.)
[แก้] บ้านคลองแงะ
มีผู้ให้คำตอบไว้ว่ามาจากลำคลองที่แยกจากกัน โดยใช้ภาษาถิ่นเรียกว่า แงะ เช่น เรียกแงะไม้ เมื่อตั้งชื่อบ้านก็เลยเอาตามชื่อคลองที่แตกแงะจากกัน เป็น บ้านคลองแงะ [4]
[แก้] นันทนาการพื้นบ้าน
นันทนาการพื้นบ้านของคนน้ำขาวที่มีในสมัยก่อนซึ่งเป็นการละเล่นที่กำลังสูญหายไปตามกาลเวลา ความนิยม และการก้าวมาอย่างรวดเร็วของ ของเล่นยุคไฮเทค เป็นการเร่งให้เยาวชนรุ่นหลัง ๆ ลืมเลือนการละเล่นที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ความเป็นชาติพันธุ์ของตนเอง การละเล่น มี
1.โลกยะแล่
2.ม้าหลังแดง
3.กุโบริ
4.โจรลักวัว
5.ทอยราว
6.เตย
7.ลูกกาไหว
8.ยับโหยง [5]
[แก้] วัฒนธรรม
วัฒนธรรม ที่เห็นได้ชัดเจนของคนน้ำขาวและกำลังสาบสูญ คือ
การตำข้าวเม่า พอหมดฤดูการทำนา เหลือข้าวเขียวในนาก็มาช่วยกันเก็บข้าวที่เหลือในนาซึ่งอาจจะสุกไม่ทันเพื่อนนำมาทิ่มตำเพื่อเป็นอาหารเสริมของคนในสมัยนั้น จะใช้เวลาในช่วง ค่ำ ซึ่งเป็นเวลาที่ว่างเว้นจากภารกิจต่าง ๆ แล้วในการทิ่มข้าวเม่า
การแกงใบนมหวันกับเนื้อ เป็นวิถีชีวิต ที่มีที่เดียวคือที่น้ำขาว ที่มีการแกงเนื้อกับใบนมหวัน ซึ่งเราน่าจะช่วยกันฟื้นฟู และอนุรักษ์ให้เป็นเอกลักษณ์ของตำบลน้ำขาว (เพราะมันอร่อยมากๆ)
แกงบอร์เตาะ เป็นแกงที่บ่งบอกได้ถึงหลาย ๆ อย่างในแกงนี้ เช่น การอนุรักษ์ธรรมชาติ การประหยัด วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย การใช้สมดุลทางธรรมชาติ เป็นการนำเอาปลาที่ได้จากการดักไซ ซึ่งกว่าจะไปเก็บในตอนเช้าอาจจะพอง หรือเหลือจากที่ปูกินในตอนกลางคืน ส่วนใหญ่จะเน้นปลาช่อนตัวโต ๆ นำมาแกงกับใบยอเป็นการไม่สูญเปล่าของชีวิตที่เสียไป (ภาษาบ้านเราว่า ดายของ)
นอกจากที่เขียนมาแล้วก็จะเห็นเหมือนกับวัฒนธรรมบ้านอื่น ไม่ว่า การทำขนมจีน หรือแม้แต่การแต่งเปรตเดือนสิบ การใช้วัตถุการตกแต่งก็มีเหมือนกันหลายบ้าน [6]
[แก้] ประเพณี
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวน้ำขาว ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่และบางอย่างกำลังสูญหายไป ก็ฝากความหวังไว้กับคนรุ่นต่อ ๆ ไป
วันว่าง จะมีขึ้นในเดือนห้า เป็นการรวมญาติครั้งยิ่งใหญ่อีกงานหนึ่ง ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน ทุกคนจะต้องกลับมายังบ้านเกิดของตน เพื่อมาร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นวันที่แสดงออกซึ่งความกตัญญู ไม่ว่าจะมีภารกิจที่ยุ่งยากขนานไหนทุกคนก็ต้องพยายามปลีกเวลามาให้ได้
แห่เทียนหัวสา เป็นประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาซึ่งอาจจะเหมือน ๆ กับหมู่บ้านอื่น
อาบน้ำพระ จะมีในช่วงเดือนเมษายน (เดือนห้า) อากาศร้อน จึงมีประเพณีรดน้ำดำหัว ขอพรผู้ใหญ่และอาบน้ำพระ
ขึ้นเปล ทำขวัญเด็กแรกเกิด เป็นประเพณีที่ทำขึ้นมาเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง ซึ่งกำลังมีการรณรงค์อยู่ในยุคปัจจุบันนี้
ประเพณีแต่งงาน เป็นการสร้างครอบครัวใหม่ ซึ่งมีขั้นตอนในการทำพิธีมากมาย เช่น
1.การซัดน้ำบ่าว-สาว
2.รับขวัญตีนม่าน
3.เฉียงพร้าว ฯลฯ
ก่อนตาย จำเริญอายุ เป็นการต่ออายุให้ผู้กำลังใกล้จะตาย หรือเป็นการชี้แนะให้ผู้ที่กำลังจะตายไปในทางที่ดี พ้นจากความทรมานหรือทำให้ทรมานน้อยลง
ประเพณีช่วยงาน ซึ่งเมื่อมีงานต่าง ๆ ขึ้นมาในหมู่บ้าน ก็จะมีการแบ่งงานกันทำ เช่น
1.คนหาบน้ำ
2.คนเชือดเนื้อ
3.คนขูดพร้าว
4.นายเตา
ทุกงานมีหัวหน้า เมื่อเวลาขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด จะเรียกเอาแต่หัวหน้างานซึ่งจะเป็นผู้รับผิดชอบในงานนั้น ๆ [7] [8]
[แก้] ป้ายแกงเวร
“ป้ายแกงเวร ภูมิปัญญาของคนน้ำขาวที่เหลือไว้แต่ความทรงจำ" ป้ายแกงเวรคือ การมอบหมายความรับผิดชอบในการดูแลเรื่องอาหาร โดยเฉพาะแกงหนึ่งหม้อควงเขียวต่อหนึ่งครัว สำหรับเลี้ยงพระของแต่ละหมู่บ้านขึ้น โดยแบ่งให้รับผิดชอบกันเป็นวัน ๆ เช่นวันจันทร์หมู่บ้านใดรับผิดชอบ หมู่บ้านนั้นก็จำต้องมาแบ่งเวรย่อยกันอีกเป็นกลุ่ม ๆ ภายในหมู่บ้านของตนเอง อาจจะกลุ่มละ 2-3 ครอบครัวต่อครั้ง ก็แล้วแต่จะตกลงกัน พอวันจันทร์ถัดไปก็หมุนเวียนภารกิจ ดังกล่าวกันไปเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็จะกลับมาครบรอบใหม่อีกครั้งหนึ่ง หมุนเวียนสลับกันไปตลอดไม่มีการหยุด หากหยุดหรือเกิดลืมวันใด วันนั้น “พระต้องอด” ด้วยข้อกำหนด ข้อตกลงที่เกิดจากความยึดมั่น เชื่อมั่นในหลักการของพระพุทธศาสนาดังกล่าว ของคนน้ำขาวที่ “กลัวพระจะไม่ได้ฉัน” นี้เอง ป้ายแกงเวรจึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นสารแทนจดหมายเป็นสื่อแทนคำบอกกล่าว กันลืม ! จากครอบครัวหนึ่ง สู่อีกครอบครัวหนึ่ง เป็นบ่วงคล้องเกี่ยวต่อเนื่องกันไปเป็นวงกลม ในบ่วงดังกล่าวจะแฝงความศรัทธา ในพระพุทธศาสนา สัจจะ ต่อข้อตกลงและความรับผิดชอบ ความสามัคคี ในหมู่คณะไว้ด้วยอย่างแนบแน่น ด้วยกุศลโลบายที่แฝงไปด้วยความละเอียดอ่อน ลุ่มลึก มองเห็นทะลุถึงบาปและบุญที่เป็นรูปธรรมเพียงวันเดียว ไม่ต้องรอถึงชาติหน้าตอนบ่าย ๆ “ ใครลืมแกงเวร ทั้ง ๆ ที่ป้ายแขวนอยู่หน้าบ้าน บาปที่เชื่อว่ามีจริง ก็จะปรากฏให้เห็นในพริบตา คำติฉินนินทา ความเชื่อถือจากเพื่อนบ้าน ก็จะหมดไปในบัดดล ทุกคนจึงถือว่าป้ายแกงเวร คือ สัญลักษณ์หรือใบบอกบุญที่ใครจะมาละเมิดหาได้ไม” ป้ายแกงเวร จึงเป็นภูมิปัญญาที่คนน้ำขาวรวมกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารทางใจ สู่กันและกัน ป้ายแกงเวร คือ E-mail Address ของคนรุ่นก่อนที่คิดค้นขึ้น เพราะกลัวพระจะไม่ได้ฉัน ซึ่งคนน้ำขาวรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสอย่างแท้จริง ปัจจุบัน ป้ายแกงเวร ถูกแขวนไว้อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครรู้ที่มา และความหมาย อันเป็นในสำคัญทางเทือกเถาเหล่าก่อที่แท้จริงของคนน้ำขาว โลกของการสื่อสารไร้พรมแดน โลกของการบริโภคทรัพยากรอย่างบ้าคลั้ง โลกของการเอารัดเอาเปรียบ โลกของเล่หลี่ยมคนโกง ที่เราเรียกว่า “ระบบไฮเทค” เทียบไม่ได้กับไม้กระดานแผ่นเดียว คือ “ป้ายแกงเวร” ของคนน้ำขาว ที่ถูกสร้างขึ้นเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา กลัวพระจะไม่ได้ฉันท์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังของความศรัทธา สัจจะที่แท้จริงและความสามัคคีในหมู่คณะที่ยั่งยืน ที่โอบอุ้มชุมชนน้ำขาวให้เป็นชุมชนที่แข็มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน
โดย: อารยะ เทพศรี
[แก้] โบราณสถานเจดีย์ควนธง
ในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราวปี พ.ศ. 2439 เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ข้าหลวงเมืองสงขลา มณฑลนครศรีธรรมราช ต้องการก่อสร้างเจดีย์บนภูเขา ซึ่งสามารถมองเห็นโดดเด่นและสง่าเพื่อบรรจุพระบรมธาตุ ที่ได้รับมาจากลังกา ได้สั่งการให้ข้าราชบริพาร ออกทำการสำรวจ จนกระทั่งได้พบควนธงในพื้นที่อำเภอจะนะ ซึ่งเป็นทำเลที่เหมาะสมมากที่สุด จึงได้ปักธงช้างเผือกและธงธรรมจักร ไว้เป็นหลักฐานสำคัญ หนึ่งเดือนต่อมา นายคง ผู้นำชาวบ้านน้ำขาวพร้อมด้วยลูกบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันทำการก่อสร้างเจดีย์แบบลังกา ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยมจุตรัส ขนาดยาวด้านละ 5 วา ตัวองค์เจดีย์ฐานทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร (4 วา) มีความสูงจากฐานถึงยอดเจดีย์ 12 เมตร (6 วา) บรรจุพระบรมธาตุไว้ในส่วนกลางขององค์เจดีย์ โดยแบ่งพลพรรคออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มแรก อยู่พื้นราบใกล้คลองคู มีหน้าที่ทำอิฐ
กลุ่มที่สอง เดินขึ้นลงทำหน้าที่รับส่งของ ระหว่างกลุ่มแรกกับกลุ่มที่สาม
กลุ่มที่สาม เดินขึ้นลงทำหน้าที่รับส่งของ ระหว่างกลุ่มที่สองกับกลุ่มที่สี่
กลุ่มที่สี่ อยู่บนยอดควนธง มีหน้าที่อ่านแปลน และทำการก่อสร้างเจดีย์ควนธงจนแล้วเสร็จ ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 เดือนเศษ
ได้มีการจัดฉลองสมโภชน์เจดีย์ควนธง 7 วน 7 คืน มีหนัง โนรา แสดงครบ 7 คืน และมีการสวดชัยมงคลคาถา เพื่อเป็นศิริมงคลของเจดีย์ควบคู่กันไปด้วยครบ 7 วัน 7 คืน ตรงกับกลางเดือนสามของปี ชาวบ้านน้ำขาว ได้พากันขึ้นไปกราบนมัสการเจดีย์ควนธง ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นประจำทุกปี พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์ เพื่อทำประทักษิณา และมีการเลี้ยงพระ (ถวายภัตตาหารเพล) [9] [10]


