ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ใบปิดภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ
กำกับ หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
อำนวยการสร้าง หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา
คุณากร เศรษฐี
เขียนบท หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล
ดร . สุเนตร ชุตินธรานนท์
บรรยาย ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ (ภาค ๑)
มนตรี เจนอักษร (ภาค ๕)
ดนตรีประกอบ Richard Harvey
กำกับภาพ ณัฐวุฒิ กิตติคุณ
Stanislav Dorsic
ตัดต่อ หม่อมราชวงศ์ ปัทมนัดดา ยุคล
ค่าย พร้อมมิตร โปรดักชั่น
จำหน่าย/เผยแพร่ พร้อมมิตร โปรดักชั่น (ผลิต)
สหมงคลฟิล์ม (จำหน่าย)
ฉาย องค์ประกันหงสา :
18 มกราคม พ.ศ. 2550
ประกาศอิสรภาพ :
15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550
ยุทธนาวี :
31 มีนาคม พ.ศ. 2554
ศึกนันทบุเรง :
11 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ยุทธหัตถี :
29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ความยาว ภาคแรก: 134 นาที
ภาคสอง: 165 นาที
ภาคสาม: 148 นาที
ภาคสี่ : 133 นาที
ภาคห้า : 131 นาที
ประเทศ ประเทศไทย
ภาษา ภาษาไทย
ภาษาพม่า
ภาษามอญ
งบประมาณ 700 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ สุริโยไท
ข้อมูลจาก IMDb
ข้อมูลจากสยามโซน

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ กำกับการแสดงโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล (ท่านมุ้ย) มีจำนวน 5 ภาค ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างเป็น 5 ภาคด้วย เป็นภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท โดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทในทุกด้าน โดยมีขอบเขตการทำงานใหญ่กว่า, ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า, นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากกว่า[1] และภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา[2]

ภาคแรกใช้ชื่อว่า องค์ประกันหงสา เข้าฉายในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งตรงกับวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระอุปราชาในยุทธหัตถีและตรงกับวันกองทัพไทย ภาคสองใช้ชื่อว่า ประกาศอิสรภาพ เข้าฉายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 สำหรับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา ทำรายได้ที่ 236.60 ล้านบาท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ ทำรายได้ที่ 234.55 ล้านบาท[3]

ภาคสามใช้ชื่อตอนว่า ยุทธนาวี เข้าฉายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 ภาคสี่ใช้ชื่อตอนว่า ศึกนันทบุเรง เข้าฉายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และภาคห้าใช้ชื่อตอนว่า ยุทธหัตถี กำหนดเข้าฉายวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557[4]

เนื้อเรื่อง[แก้]

องค์ประกันหงสา[แก้]

เมื่อปี พุทธศักราช 2106 พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีของพม่า ได้กรีฑาทัพมาตีกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร โดยเดินทัพผ่านทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ทัพพม่ารามัญซึ่งมีรี้พลเหลือคณานับได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือของอาณาจักรสยาม อันได้แก่ กำแพงเพชร สุโขทัย และสวรรคโลก จนรุกมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว อันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ ในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก ตัดสินพระทัยอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง ด้วยทรงน้อยพระทัยที่อโยธยาไม่ส่งทัพมาสนับสนุนและก็เพื่อยุติการสู้รบและการสูญเสีย จึงทรงยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา โดยต้องทรงยอมถวายพระองค์ดำหรือพระนเรศวร พระราชโอรสองค์โตต่อพระเจ้าหงสาวดีเพื่อเป็นองค์ประกัน ในเวลานั้นพระนเรศร มีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา

เมื่อทัพพม่ายกมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระมหากษัตริย์ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาก็ทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่า เนื่องด้วยไม่อาจทนเห็นการสูญเสียของสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ และยอมถวายช้างเผือก 4 เชือก และยังมอบสมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ ไปเป็นองค์ประกันตามข้อเรียกร้อง และให้เดินทางไปพม่าพร้อมกับพระเจ้าบุเรงนอง สมเด็จพระนเรศวรทรง เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ประดุจพระราชบุตรร่วมสายสันตติวงศ์ ด้วยองค์ยุพราชอยุธยามีพระปรีชาสามารถด้านพิชัยยุทธ ทั้งยังองอาจกล้าหาญ สบพระทัยกษัตริย์พม่าซึ่งก็ทรงเป็นนักการทหาร นิยมผู้มีคุณสมบัติเป็นนักรบเยี่ยงพระองค์ พระเจ้าบุเรงนองทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล แลเห็นว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอุษาคเน ย์ประเทศ จึงทรงคิดใคร่ปลูกฝังให้สมเด็จพระนเรศวรผูกพระทัยรักแผ่นดินหงสา เพื่อจะได้อาศัยพระองค์เป็นผู้สืบอำนาจอุปถัมภ์ค้ำชูราชอาณาจักรพุกาม ซึ่งพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยความยากลำบาก เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าบุเรงนองนั้นหาได้วางพระทัยในพระราชโอรส คือ มังเอิน ( พระเจ้านันทบุเรง) และพระราชนัดดามังสามเกียดนัก ถึงแม้ทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าราชนิกุลทั้งสองพระองค์นั้นหาได้เป็นผู้ทรงคุณธรรม อันจะน้อมนำเป็นพื้นฐานให้เติบใหญ่เป็นบูรพกษัตริย์ ปกป้องครองแผ่นดินที่พระองค์ทรงสร้าง และทำนุบำรุงมาด้วยกำลังสติปัญญาและความรักใคร่หวงแหน เหตุทั้งนี้เป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงและราชโอรส มังสามเกียดขัดพระทัย ทั้งผูกจิตริษยาสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนองกว่าราชนิกุลข้างพม่าทั้งหลายทั้งสิ้น พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่อง – พระรามัญผู้มากด้วยวิทยาคุณ และเจนจบ ในตำราพิชัยสงครามเป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการแก่สมเด็จพระนเรศวร นับแต่เริ่มเข้าประทับในหงสานคร ยังผลให้ยุพราชอยุธยาเชี่ยวชาญการยุทธ กลช้าง กลม้า กลศึก ทั้งข้างอยุธยาและข้างพม่ารามัญหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ข้อได้เปรียบตามกล่าวเป็นเสมือนทุนทางปัญญา อันส่งผลให้สมเด็จพระนเรศวรสามารถกอบกู้เอกราช แก้ทางศึกจนมีชัยเหนือพม่ารามัญในภายภาคหน้า พุทธ ศักราช 2112 ปรากฏข่าวระบือไปถึงหงสาวดีว่า เมืองพิษณุโลกฝ่ายเหนือแลกรุงศรีอยุธยาราชธานีฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรสยาม ครั้งนั้น เกิดขัดแย้งปีนเกลียวกัน เหตุเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าแผ่นดินอยุธยาเสด็จออกผนวช แลสถาปนาสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์รองขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงคลางแคลงพระทัยในความจงรักภักดีของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แต่ครั้งสงครามช้างเผือกในปีพุทธศักราช 2106 ขณะที่เจ้าแผ่นดินพิษณุโลกก็หาได้ยำเกรงสมเด็จพระมหินทราธราชเฉกเช่นสมเด็จพระมหา จักรพรรดิ ผู้เป็นพระราชบิดา เมื่อเห็นการใดมิควรก็บังคับบัญชาให้สมเด็จพระมหินทราธิราช ปฏิบัติตามพระประสงค์จนเป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัยกษัตริย์อยุธยาพระองค์ ใหม่ ถึงกับหันไปสมคบกับสมเด็จพระไชยเชษฐาธิ ราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวร่วมกันแต่งกลเข้าตีเมืองพิษณุโลก แต่กระทำการมิสำเร็จ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเห็น เชิงสบโอกาสก็ยกทัพใหญ่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบ ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรร่วมโดยเสด็จมากับทัพหงสาวดี แต่หาได้ตามพระเจ้าบุเรงนองลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไม่ ทรงประทับอยู่เพียงเมืองพิษณุโลก มีเพียงสมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยเสด็จกษัตริย์หงสาลงมาล้อมกรุง ด้วยตั้งพระทัยจะเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระมหินทราธราชยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรง นอง เพราะเล็งเห็นว่าอยุธยายากจะต่อรบเอาชัยทัพพม่ารามัญ ซึ่งมีกำลังไพร่พลเหนือกว่าได้ หากขัดขืนต่อรบจะได้ยากแก่สมณชีพราหมณ์อาณา ประชาราษฎร์ ศึกครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวชมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง แต่อยู่ได้มินานก็เสด็จสวรรคตเสียระหว่างศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อ และได้ทำการยุทธรักษาพระนครจนสุดความสามารถ จนล่วงเลยถึงปลายคิมหันตฤดูพุทธศักราช 2112 พระเจ้าบุเรงนองก็หาตีกรุงศรีอยุธยาได้ไม่ จึงได้คิดกลศึกขึ้น โดยได้ส่งตัวพระยาจักรีข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ตามเสด็จพระราเมศวรไปหงสาวดี เมื่อคราสงครามช้างเผือก เข้าไปเป็นไส้ศึกในเมือง และได้ลอบเปิดพระตูพระนครให้ข้าศึกเข้าเมือง จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในปีพุทธศักราช 2112 มะเส็งศก วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ

ข้าง สมเด็จพระนเรศวรซึ่งประทับอยู่ยั้งยังนครพิษณุโลกแต่ต้นศึก หาได้ทรงเห็นงามหรือคิด ครั่นคร้ามอ่อนน้อมต่อหงสาไม่ ถึงจะทรงรู้ซึ้งว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดามิได้คิดคดเป็นกบฏต่อแผ่น ดิน แต่ก็หาได้เห็นด้วยกับการอ่อนข้อสวามิภักดิ์พม่ารามัญ น้ำพระทัยอันมั่นคง เด็ดเดี่ยวนั้น ถึงแม้จะมิได้แพร่งพรายถึงพระเนตรพระกรรณพระเจ้าบุเรงนอง แต่ก็ประจักษ์อยู่ในหมู่ ข้าราชบริพารใกล้ชิดผู้รักและหวงแหนในเอกราชของแผ่นดิน จึงพากันนิยมในน้ำพระทัย แลพร้อมใจถวายความจงรักภักดีแต่นั้นมา ครั้นเสร็จศึกอยุธยาพุทธศักราช 2112 สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงถวายพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวร แก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง แลขอแลกตัวสมเด็จพระนเรศวรมาไว้ช่วยราชการข้างอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรจึงประทับยั้งอยู่ยังเมืองพิษณุโลกสืบต่อมา

ประกาศอิสรภาพ[แก้]

ครั้นลุปีพุทธศักราช 2114 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช ก็โปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ครองเมืองพิษณุโลก เป็นใหญ่เหนือหัวเมืองเหนือทั้งปวง

เหตุการณ์ข้างพม่า หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง ราชบุตรได้ขึ้นเสวยราชสืบต่อ และได้สถาปนามังสามเกียดขึ้นเป็นรัชทายาทครองตำแหน่งมหาอุปราชาแห่งราชอาณาจักรหงสาวดี เมื่อแผ่นดินหงสาวดี อันต้องผลัดมือมาอยู่ในปกครองของ พระเจ้านันทบุเรง สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและหงสาวดีก็เริ่มสั่นคลอน ด้วยพระเจ้าหงสาวดี พระองค์ใหม่มิได้วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระนเรศวรเองก็หาได้เคารพยำเกรงในบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพม่า เช่นกาลก่อน มิเพียงเท่านั้น สมเด็จพระนเรศวรยังได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้เป็นที่ปรากฏครั่นคร้าม ดังคราวนำกำลังทำยุทธนาวีกับพระยาจีนจันตุและศึกเมืองคังเป็นอาทิ พระเจ้านันทบุเรงทรงเกรงว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะเป็นภัยต่อพระราชวงศ์แลแผ่นดินหงสาประเทศ จึงหาเหตุวางกลศึก หมายจะปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรเสียที่เมืองแครง แต่พระมหาเถรคันฉ่องพระราชครูลอบนำแผนประทุษร้ายนั้นมาแจ้งให้ศิษย์รักได้รู้ความ สมเด็จพระนเรศวรจึงถือเป็นเหตุประกาศเอกราช ตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดี แลกวาดต้อนครัวมอญที่สวามิภักดิ์ และชาวไทยที่โดนเทครัวมาแต่ครั้งศึกเสียกรุง ข้ามแม่น้ำสะโตงกลับคืนพระนคร ซึ่งเป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงเปิดมหายุทธสงครามสั่งทัพเข้ารุกรานราชอาณาจักรอยุธยาสืบแต่นั้นมา

ยุทธนาวี[แก้]

ในปีพุทธศักราช 2127 การประกาศเอกราชที่เมืองแครง ทำให้พระเจ้านันทบุเรงแห่งพม่าเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่า อยุธยาในฐานะประเทศราชในขณะนั้นทำการเยี่ยงนี้อาจเป็นชนวนให้ประเทศราชอื่นๆ ตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่ด้วยติดศึกอังวะ จึงส่งเพียงพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน เจ้ากรุงละแวกทางตะวันออกของอยุธยา ได้ทราบกิตติศัพท์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยทำศึกกับพม่าด้วย พระนเรศวรและกองทัพของพระองค์ได้วางแผนในการแยกสายเข้าตีทัพของพม่านั้นโดย แข่งกับเวลา หากช้าไปอยุธยาอาจแตกพ่ายก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีศึกรักระหว่างรบของคนสี่คน คือ พระราชมนู เลอขิ่น เสือหาญฟ้า และรัตนาวดี รวมถึงสถานะของพระสุพรรณกัลยาที่อาจต้องเป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้านันทบุเรง ผู้ราชบุตรแห่งพระเจ้าบุเรงนองอดีตสวามีอีกด้วย

ศึกนันทบุเรง[แก้]

พุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง หรือ นานเตี๊ยบาเยง ได้ขึ้นเสวยราชย์เหนือแผ่นดินพุกามประเทศสืบต่อจากพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือกบุเรงนอง นับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่ผ่านกฤดาภินิหารมิให้เป็นรองพระราชบิดา เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภารกิจนี้นับเป็น “การแผ่นดิน” แต่ลึกลงไปในมโนสำนึกของนันทบุเรงนั้นยังหมายพระทัยจะเอาชนะแต่เฉพาะ พระนเรศซึ่งเป็นเสมือนคู่ปรับต่างวัย ภารกิจนี้เป็น “เรื่องส่วนตัว” ที่พัวพันกลืนไปกับกิจของแผ่นดิน และเหนือสิ่งอื่นใดยังตั้งพระทัยที่จะเอาชนะใจพระสุพรรณกัลยา ผู้เป็นองค์ประกันในแผ่นดินของพระองค์เอง โดยทางหนึ่งนั้นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต้องรบทั้ง “ศึกนอก” ในต่างแดน ขณะที่ อีกทางหนึ่งก็ต้องรับ “ศึกใน” เพื่อชนะใจพระพี่นางในพระนเรศ มิให้น้อยหน้าหรือเป็นรอง พระราชบิดา ศึกนอกศึกใน-ศึกรบศึกรักนี้เข้มข้นยิ่งนัก

ยุทธหัตถี[แก้]

ในปีพุทธศักราช 2129 พระเจ้านันทบุเรงทรงแค้นเคืองที่ต้องปราชั­ยต่อสมเด็จพระนเรศฯอย่างย่อยยับ ทั้งต้องเสียไพร่พลและพระสิริโฉม จึงระบายความแค้นนั้นไปที่องค์พระสุพรรณกั­ลยา เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดาทราบค­วามก็ให้โทมนัสด้วยสำนึกว่าชะตากรรมของพระ­ราชธิดาและแผ่นดินอยุธยาที่ถูกกระทำการย่ำ­ยีก็ด้วยเพราะพระองค์ทรงแปรพักตร์ไปเข้าข้­างศัตรู จนตรอมพระทัยเสด็จสวรรคต สมเด็จพระนเรศฯจึงเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติค­รองกรุงศรีอยุธยาสืบต่อจากพระราชบิดา ข่าวการผลัดแผ่นดินของอยุธยารู้ไปถึงพระเจ­้านันทบุเรง พระองค์สำคัญว่าราชอาณาจักรสยามจะไม่เป็นป­กติสุขเป็นช่องชวนชิงเชิงจึงโปรดให้มังสาม­เกียดอุปราชเจ้าวังหน้ากรีฑาทัพไปตีกรุงศร­ีอยุธยาอีกคำรบ ข้างสมเด็จพระนเรศฯทรงโปรดให้พระราชมนูแต่­งพลเป็นทัพหน้าขึ้นไปดูกำลังข้าศึกถึงหนอง­สาหร่าย ทัพหน้าพระราชมนูปะทะเข้ากับทัพพม่าถึงขั้­นตะลุมบอน แต่กำลังข้างพระราชมนูน้อยกว่าจึงแตกพ่ายถ­อยลงมาเป็นอลหม่าน สมเด็จพระนเรศฯทราบความจึงออกอุบายให้ทัพข­้าศึกไล่เตลิดลงมาจนเสียกระบวนแล้วจึงทรงน­ำกำลังออกยอทัพข้าศึก ครั้งนั้นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศฯ นามเจ้าพระยาไชยานุภาพ และช้างทรงของสมเด็จพระเอกาทศรถคือเจ้าพระ­ยาปราบไตรจักรต่างตกน้ำมัน วิ่งร่าเบกพลฝ่าเข้าไปในทัพพม่ารามัญกลางว­งล้อมข้าศึกและหยุดอยู่หน้าช้างพระมหาอุปร­าชา สมเด็จพระนเรศวรจึงประกาศท้าพระมหาอุปราชแ­ห่งหงสาให้ออกกระทำยุทธหัตถีเป็นพระเกียรต­ิแก่แผ่นดิน ด้วยขัตติยมานะพระมหาอุปราชาก็ไสพระคชาธาร­ออกทำคชยุทธด้วยสมเด็จพระนเรศฯ ขณะที่มังจาปะโร พระพี่เลี้ยงองค์สมเด็จพระมหาอุปราชได้ออก­ทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระเอกาทศรถสัประยุทธ­์กันเป็นสองคู่ อันเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของแผ่นดิน

บ็อกซ์ออฟฟิศ[แก้]

ภาพยนตร์แบ่งเป็นห้าภาค ปีที่เข้าฉาย วันที่เข้าฉายและรายได้สูงสุด แสดงในตารางด้านล่าง

ปี ชื่อภาค วันที่เข้าฉาย รายได้สูงสุด
พ.ศ. 2550 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา 18 มกราคม พ.ศ. 2550 236.60 ล้านบาท [5]
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 234.55 ล้านบาท [6]
พ.ศ. 2554 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 201.17 ล้านบาท [7]
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 125.77 ล้านบาท [8]
พ.ศ. 2557 ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
รวมรายได้ 798.09 ล้านบาท

ตัวละครและนักแสดง[แก้]

ตัวละคร ภาพยนตร์
องค์ประกันหงสา ประกาศอิสรภาพ ยุทธนาวี ศึกนันทบุเรง ยุทธหัตถี
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปรัชฌา สนั่นวัฒนานนท์ ปรัชฌา สนั่นวัฒนานนท์
พ.ท. วันชนะ สวัสดี
พ.ท. วันชนะ สวัสดี
ออกพระราชมนู จิรายุ ละอองมณี จิรายุ ละอองมณี
นพชัย ชัยนาม
นพชัย ชัยนาม
มณีจันทร์ สุชาดา เช็คลีย์ สุชาดา เช็คลีย์
ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ
ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ
สมเด็จพระเอกาทศรถ กรัณย์ เศรษฐี พ.อ. วินธัย สุวารี
พระมหาอุปราชา โชติ บัวสุวรรณ นภัสกร มิตรเอม
มังจาปะโร ทีปกร อัครวุฒิวรกุล ชลัฏ ณ สงขลา
พระเจ้านันทบุเรง จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์
สมเด็จพระมหาธรรมราชา ฉัตรชัย เปล่งพานิช
พระมหาเถรคันฉ่อง สรพงษ์ ชาตรี
พระวิสุทธิกษัตริย์ ปวีณา ชารีฟสกุล
พระสุพรรณกัลยา เกรซ มหาดำรงค์กุล
พระยาพิชัยรณฤทธิ์ อานนท์ สุวรรณเครือ
สมเด็จพระมหินทราธิราช สันติสุข พรหมศิริ  
พระเจ้าบุเรงนอง สมภพ เบญจาธิกุล  
ท้าววรจันทร์ อำภา ภูษิต   อำภา ภูษิต
ขุนเดช ดี๋ ดอกมะดัน  
พระราเมศวร สถาพร นาควิลัย  
สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช รอน บรรจงสร้าง  
พระยาจักรี ไพโรจน์ ใจสิงห์  
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ศรัณยู วงศ์กระจ่าง  
พระเทพกษัตรี ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์  
ฟ้าเสือต้าน (เจ้าฟ้าเมืองคัง) ชุมพร เทพพิทักษ์  
เลอขิ่น   อินทิรา เจริญปุระ
ออกพระชัยบุรี   ปราบต์ปฎล สุวรรณบาง
ออกพระศรีถมอรัตน์   พ.ท. คมกริช อินทรสุวรรณ
ออกญาเสนาภิมุข   คะซุกิ ยะโนะ
ขุนรัตนแพทย์   โกวิทย์ วัฒนกุล
พระยาราชวังสรรค์   กัมปนาท อั้งสูงเนิน
นัดจินหน่อง   นาวาอากาศโทจงเจต วัชรานันท์
พระชัยบุรี   ปราบต์ปฎล สุวรรณบาง
พระยาเกียน   ศักราช ฤกษ์ธำรงค์
ซักแซกยอถ่าง   ร.ต.ต. เรืองยศ โกมลเพ็ชร  
หมอกมู   อภิรดี ภวภูตานนท์   อภิรดี ภวภูตานนท์  
หญิงชรานัยน์ตาบอด   เดือนเต็ม สาลิตุล  
พระยาราม   ประดิษฐ์ ภักดีวงษ์  
เสือหาญฟ้า   ดอม เหตระกูล
ไอ้ขาม   ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ
หมอกใหม่   ญาณิกา ทองประยูร
พระยาพะสิม   ครรชิต ขวัญประชา
ขุนรามเดชะ   ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ฐากูร การทิพย์
นันทจอถิง   หม่อมหลวงรังษิธร ภาณุพันธ์
มูเตอ   เกศริน เอกธวัชกุล  
ท้าวโสภา   พิมพ์พรรณ ชลายนคุปต์  
พระศรีสุพรรณมาธิราช   ดิลก ทองวัฒนา  
พญาละแวก   เศรษฐา ศิระฉายา  
เจ้าหญิงรัตนาวดี   อคัมย์สิริ สุวรรณศุข   อคัมย์สิริ สุวรรณศุข
อังกาบ   ศิรพันธ์ วัฒนจินดา   ศิรพันธ์ วัฒนจินดา
พระยาเชียงราย   พงษ์อมร ณ สงขลา  
ขุนพลอย   พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม  
พระยาเชียงแสน   มงคล อุทก  
ล่ามจีน   รอง เค้ามูลคดี  
นายกองหงสาวดี (มดแดง)   วิสา ทิพพะรังสี  
สเรนันทสู   ศิกษก บรรลือฤทธิ์  
พระยาจันโต   ทินธนัท เวลส์ช
นายกองพม่า   สุรศักดิ์ วงษ์ไทย  
พลับพลึง   ไอรินทร์ สุรังค์สุริยกุล  
เมงเยสีหตู   นิรุตติ์ ศิริจรรยา
เมงเกงสอ   รัชนี ศิระเลิศ

งานบวงสรวงภาพยนตร์[แก้]

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ที่ ค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในบริเวณกองพลทหารราบที่ 9 (ค่ายสุรสีห์) ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ จัดการถ่ายทำถวายให้ทอดพระเนตรโดย เปิดกล้องด้วยฉากขบวนเสด็จของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา โดยมีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก[9]

ท่านมุ้ยกล่าวว่า “เหตุที่เลือกกาญจนบุรีเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่เป็นเมือง หน้าด่านที่สำคัญในการสกัดกั้นทัพพม่าก่อนที่จะเข้าถึงอยุธยาได้ เป็นเส้นทางเดินทัพทั้งทางบกและทางน้ำ มีเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ในยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกอบกับทำเลที่ตั้งเหมาะสมมาก และที่สำคัญคือเราได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบกเป็นอย่างดี ด้วยความพร้อมและศักยภาพทุกด้าน ทั้งพื้นที่ กำลังพล ตลอดจนอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การก่อสร้างดำเนินไปด้วยดี”

งานสร้างภาพยนตร์[แก้]

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีหลายด้านที่เป็นการปฏิวัติ วงการภาพยนตร์ไทย ได้แก่

  • ด้านเทคนิค ทั้งเทคนิคในการถ่ายทำและตัดต่อ การใช้ visual effect, special effect รวมถึงการทำ computer graphic ซึ่งมี supervisor จากต่างประเทศที่มีผลงานจาก ภาพยนตร์ระดับโลกของ Hollywood มาร่วมงาน
  • ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น Spider Cam ที่ท่านมุ้ยปรับประยุกต์ให้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบเดียวกันกับของต่างประเทศ แต่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างกันหลายเท่าตัว
  • ด้าน Production มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก, เครื่องประดับตกแต่ง รวมทั้งเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ใน ภาพยนตร์ไตรภาคเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ จาก WETA ประเทศนิวซีแลนด์ (ของ Peter Jackson – ผู้กำกับ) ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และ แรงงานได้เป็นอย่างมาก ผลงานที่ผลิตออกมามีรายละเอียดที่ประณีต เหมือนจริง และในภาคที่ห้าได้มีการมิกซ์เสียงในรูปแบบ ดอลบี้ แอทมอส (Dolby Atmos) เป็นครั้งแรกของวงการภาพยนตร์ในประเทศไทย ซึ่งลิขสิทธิ์ในการทำภาพยนตร์ระบบเสียงนี้ใช้ทุนในการดำเนินการสูงมาก และมีสตูดิโอที่สามารถมิกซ์เสียงได้เพียงแค่ไม่กี่แห่งในประเทศ ซึ่งถือเป็นผลพลอยได้จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2554 ที่ทำให้ฟิล์มต้นฉบับเสียหายทั้งหมด จนต้องดำเนินการถ่ายทำใหม่ตั้งแต่ต้น
  • ม้าศึก ม้าศึกประมาณ 30 ตัวที่ใช้ในเรื่องนี้นำเข้าจากต่างประเทศ (ออสเตรเลีย) โดยเป็นม้าที่ ได้รับการฝึกสำหรับการแสดงโดยเฉพาะ มีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นม้าล้มและมีขนาดเหมาะสม โดยบางส่วนเป็นม้าที่แสดงในเรื่อง The Last Samurai

หากเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ท่านมุ้ยได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทใน ทุกด้าน โดยมี scope ของการทำงานใหญ่กว่า,ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า, นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ มากกว่า

ในครั้งแรก ท่านมุ้ยได้มีความตั้งใจจะสร้างภาพยนตร์ชุดนี้เป็นภาพยนตร์ไตรภาค หรือ 3 ภาคเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็จะถือว่าเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกด้วยที่มีด้วยกันทั้งหมด 3 ภาค แต่เมื่อสร้างไปแล้วได้เกิดการขยายขึ้นเป็น 5 ภาค โดยเริ่มงานสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 หลังจากที่สุริโยไทได้เข้าฉายทันที รวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงภาคสุดท้ายออกฉายถึง 12 ปี ด้วยกัน และความตั้งใจแรกท่านมุ้ยต้องการที่จะให้ชื่อในแต่ละภาคว่า ภาคแรก สูญสิ้นอิสรภาพ, ภาคสอง อิสรภาพนั้น ยากยิ่งที่จะได้มา และภาคสาม ยากยิ่งกว่าที่จะรักษาไว้[10]

อีกทั้งภาพยนตร์ชุดนี้ อาจถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เรื่องสุดท้ายที่มีถ่ายทำด้วยฟิล์ม[11]

รางวัลและเทศกาลภาพยนตร์[แก้]

ภาพยนตร์ รางวัล
ภาค ๑ องค์ประกันหงสา
ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ
  • ได้รับเลือกเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทย ในการส่งประกวดสาขารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม การประกวดรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 80 [17]
  • ได้รับเลือกฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปูซาน ครั้งที่ 12[16]
  • ได้รับเลือกฉาย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปาล์มสปริงซ์ ครั้งที่ 19 ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ได้รับเลือกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2551
ภาค ๓ ยุทธนาวี

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.kingnaresuanmovie.com/movie_tips_thai.php
  2. http://www.thaicinema.org/news49_19naresuan.asp
  3. 20 หนังยอดฮิตแดนสยามปี 2550 โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 มกราคม 2551 07:28 น.
  4. ภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5 ยุทธหัตถี
  5. สรุปรายได้ภาพยนตร์ทำเงินที่เข้าฉายในบ้านเรา ปี 2550
  6. ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
  7. สรุปรายได้ภาพยนตร์ทำเงินที่เข้าฉายในบ้านเรา ปี 2554
  8. สรุปรายได้ของภาพยนตร์บางเรื่องที่เข้าฉายในไทยช่วงปี 2554
  9. http://www.kingnaresuanmovie.com/news_item_001_thai.php
  10. "แฟนพันธุ์แท้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช". แฟนพันธุ์แท้. 23 พฤษภาคม 2557. สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2557. 
  11. "'ท่านมุ้ย'นำทีมนักแสดงวางพวงมาลา'นเรศวรมหาราช'". innnews. 27 เมษายน 2557. สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2557. 
  12. ผลการประกาศรางวัล ไนน์ เอ็นเตอร์เทน อวอร์ด ปี 2008
  13. ประกาศรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิงครั้งที่ 16
  14. ชมรมวิจารณ์บันเทิงจัดงานเล็กๆ ต้อนรับเดือนมีนาหน้าหนาว 5 มีนาคม 2551 / ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล
  15. http://www.thaifilm.com/awardsDetail.asp?id=100
  16. 16.0 16.1 อนันดา บุกปูซาน ร่วมงานหนังอินเตอร์
  17. Rithdee, Kong, August 24, 2007. Naresuan II reigns in Oscar race, Variety (magazine) (retrieved on August 26, 2007)
  18. ผลรางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 20

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]