ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษาเพิ่มเติมของผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความ เนื่องจากคำดังกล่าวยังไม่มีบทความในภาษาไทย ป้ายนี้จะถูกนำออกเมื่อมีเนื้อหาพอสมควรแล้ว |
| บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง คุณสามารถพัฒนาบทความนี้ได้โดยเพิ่มแหล่งอ้างอิงตามสมควร เนื้อหาที่ขาดแหล่งอ้างอิงอาจถูกลบออก |
| บทความนี้คล้ายโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ วิกิพีเดียมิใช่ช่องทางการสื่อสารการตลาดของหน่วยธุรกิจใด ๆ กรุณาเขียนใหม่ด้วยมุมมองที่เป็นกลาง และนำลิงก์ภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องออก |
| ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช | |
|---|---|
![]() ใบปิดภาพยนตร์อย่างเป็นทางการ |
|
| กำกับโดย | หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล |
| อำนวยการสร้างโดย | หม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา คุณากร เศรษฐี |
| เขียนโดย | หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล, ดร . สุเนตร ชุตินธรานนท์ |
| เพลงประกอบ ภาพยนตร์โดย |
Richard Harvey |
| กำกับภาพโดย | ณัฐวุฒิ กิตติคุณ Stanislav Dorsic |
| ตัดต่อโดย | หม่อมราชวงศ์ ปัทมนัดดา ยุคล |
| จัดจำหน่ายโดย | พร้อมมิตร โปรดักชั่น (ผลิต) สหมงคลฟิล์ม (จำหน่าย) |
| ฉาย | องค์ประกันหงสา : 18 มกราคม พ.ศ. 2550 ประกาศอิสรภาพ : 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ยุทธนาวี : 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 ศึกนันทบุเรง : 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 |
| ความยาว | ภาคแรก: 134 นาที ภาคสอง: 165 นาที ภาคสาม: 148 นาที ภาคสี่: 133 นาที |
| ประเทศ | ประเทศไทย |
| ภาษา | ภาษาไทย ภาษาพม่า ภาษามอญ |
| งบประมาณ | 700 ล้านบาท |
| ข้อมูลจาก IMDb | |
ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ กำกับการแสดงโดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล มีความยาว 5 ภาค ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่สร้างเป็น 5 ภาคด้วยหากไม่นับบุญชู บ้านผีปอบ และหนังตลกตกใจผีอื่นๆ[ต้องการอ้างอิง] ภาคแรกใช้ชื่อว่า องค์ประกันหงสา เข้าฉายในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2550 ซึ่งตรงกับวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยชนะเหนือพระอุปราชาในยุทธหัตถีและตรงกับวันกองทัพไทย ภาคสองใช้ชื่อว่า ประกาศอิสรภาพ เข้าฉายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ภาคสามใช้ชื่อตอนว่า ยุทธนาวี เข้าฉายเมื่อวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 ภาคสี่ใช้ชื่อตอนว่า ศึกนันทบุเรง เข้าฉายเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 และภาคห้าใช้ชื่อตอนว่า ยุทธหัตถี มีกำหนดเข้าฉายวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555[1] ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา[2]
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคต่อจากภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท โดยหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทในทุกด้าน โดยมีขอบเขตการทำงานใหญ่กว่า, ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า, นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ มากกว่า[3]
สำหรับรายได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา ทำรายได้ที่ 236.60 ล้านบาท และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ ทำรายได้ที่ 234.55 ล้านบาท[4]
เนื้อหา |
เนื้อเรื่อง [แก้]
| บทความนี้อาจต้องการเขียนใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับแนวทางการเขียนวิกิพีเดีย คุณช่วยเราได้ โปรดดูหน้าอภิปราย ซึ่งอาจมีข้อเสนอปรับปรุง |
องค์ประกันหงสา [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา
เมื่อปี พุทธศักราช 2106 พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แห่งกรุงหงสาวดีของพม่า ได้กรีฑาทัพมาตีกรุงอโยธยาศรีรามเทพนคร โดยเดินทัพผ่านทางด่านแม่ละเมา แขวงเมืองตาก ทัพพม่ารามัญซึ่งมีรี้พลเหลือคณานับได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือของอาณาจักรสยาม อันได้แก่ กำแพงเพชร สุโขทัย และสวรรคโลก จนรุกมาถึงเมืองพระพิษณุโลกสองแคว อันเป็นราชธานีฝ่ายเหนือ ในครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าผู้ครองเมืองพิษณุโลก ตัดสินพระทัยอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง ด้วยทรงน้อยพระทัยที่อโยธยาไม่ส่งทัพมาสนับสนุนและก็เพื่อยุติการสู้รบและการสูญเสีย จึงทรงยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา โดยต้องทรงยอมถวายพระองค์ดำหรือพระนเรศวร พระราชโอรสองค์โตต่อพระเจ้าหงสาวดีเพื่อเป็นองค์ประกัน ในเวลานั้นพระนเรศร มีพระชนมายุเพียง 9 ชันษา
เมื่อทัพพม่ายกมาถึงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระมหากษัตริย์ ผู้ครองกรุงศรีอยุธยาก็ทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่า เนื่องด้วยไม่อาจทนเห็นการสูญเสียของสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ และยอมถวายช้างเผือก 4 เชือก และยังมอบสมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสองค์ใหญ่ ไปเป็นองค์ประกันตามข้อเรียกร้อง และให้เดินทางไปพม่าพร้อมกับพระเจ้าบุเรงนอง
สมเด็จพระนเรศวรทรง เป็นที่รักใคร่ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ประดุจพระราชบุตรร่วมสายสันตติวงศ์ ด้วยองค์ยุพราชอยุธยามีพระปรีชาสามารถด้านพิชัยยุทธ ทั้งยังองอาจกล้าหาญ สบพระทัยกษัตริย์พม่าซึ่งก็ทรงเป็นนักการทหาร นิยมผู้มีคุณสมบัติเป็นนักรบเยี่ยงพระองค์ พระเจ้าบุเรงนองทรงมีสายพระเนตรกว้างไกล แลเห็นว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะได้ขึ้นเป็นใหญ่ในอุษาคเน ย์ประเทศ จึงทรงคิดใคร่ปลูกฝังให้สมเด็จพระนเรศวรผูกพระทัยรักแผ่นดินหงสา เพื่อจะได้อาศัยพระองค์เป็นผู้สืบอำนาจอุปถัมภ์ค้ำชูราชอาณาจักรพุกาม ซึ่งพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นด้วยความยากลำบาก เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระเจ้าบุเรงนองนั้นหาได้วางพระทัยในพระราชโอรส คือ มังเอิน ( พระเจ้านันทบุเรง) และพระราชนัดดามังสามเกียดนัก ถึงแม้ทั้งสองพระองค์จะทรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขโดยตรง ด้วยทรงเล็งเห็นว่าราชนิกุลทั้งสองพระองค์นั้นหาได้เป็นผู้ทรงคุณธรรม อันจะน้อมนำเป็นพื้นฐานให้เติบใหญ่เป็นบูรพกษัตริย์ ปกป้องครองแผ่นดินที่พระองค์ทรงสร้าง และทำนุบำรุงมาด้วยกำลังสติปัญญาและความรักใคร่หวงแหน เหตุทั้งนี้เป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงและราชโอรส มังสามเกียดขัดพระทัย ทั้งผูกจิตริษยาสมเด็จพระนเรศวรซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าหงสาวดี บุเรงนองกว่าราชนิกุลข้างพม่าทั้งหลายทั้งสิ้น พระเจ้าบุเรงนองโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่อง – พระรามัญผู้มากด้วยวิทยาคุณ และเจนจบ ในตำราพิชัยสงครามเป็นพระอาจารย์ถ่ายทอดศิลปะวิทยาการแก่สมเด็จพระนเรศวร นับแต่เริ่มเข้าประทับในหงสานคร ยังผลให้ยุพราชอยุธยาเชี่ยวชาญการยุทธ กลช้าง กลม้า กลศึก ทั้งข้างอยุธยาและข้างพม่ารามัญหาผู้เสมอเหมือนมิได้ ข้อได้เปรียบตามกล่าวเป็นเสมือนทุนทางปัญญา อันส่งผลให้สมเด็จพระนเรศวรสามารถกอบกู้เอกราช แก้ทางศึกจนมีชัยเหนือพม่ารามัญในภายภาคหน้า
พุทธ ศักราช 2112 ปรากฏข่าวระบือไปถึงหงสาวดีว่า เมืองพิษณุโลกฝ่ายเหนือแลกรุงศรีอยุธยาราชธานีฝ่ายใต้ของราชอาณาจักรสยาม ครั้งนั้น เกิดขัดแย้งปีนเกลียวกัน เหตุเนื่องมาจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าแผ่นดินอยุธยาเสด็จออกผนวช แลสถาปนาสมเด็จพระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์รองขึ้นเสวยราชสมบัติสืบแทน สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงคลางแคลงพระทัยในความจงรักภักดีของสมเด็จพระมหาธรรมราชา แต่ครั้งสงครามช้างเผือกในปีพุทธศักราช 2106 ขณะที่เจ้าแผ่นดินพิษณุโลกก็หาได้ยำเกรงสมเด็จพระมหินทราธราชเฉกเช่นสมเด็จพระมหา จักรพรรดิ ผู้เป็นพระราชบิดา เมื่อเห็นการใดมิควรก็บังคับบัญชาให้สมเด็จพระมหินทราธิราช ปฏิบัติตามพระประสงค์จนเป็นที่ขุ่นเคืองพระราชหฤทัยกษัตริย์อยุธยาพระองค์ ใหม่ ถึงกับหันไปสมคบกับสมเด็จพระไชยเชษฐาธิ ราช พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตล้านช้าง ร่มขาวร่วมกันแต่งกลเข้าตีเมืองพิษณุโลก แต่กระทำการมิสำเร็จ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเห็น เชิงสบโอกาสก็ยกทัพใหญ่เข้าตีกรุงศรีอยุธยาอีกคำรบ ครั้งนั้นสมเด็จพระนเรศวรร่วมโดยเสด็จมากับทัพหงสาวดี แต่หาได้ตามพระเจ้าบุเรงนองลงมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไม่ ทรงประทับอยู่เพียงเมืองพิษณุโลก มีเพียงสมเด็จพระมหาธรรมราชาโดยเสด็จกษัตริย์หงสาลงมาล้อมกรุง ด้วยตั้งพระทัยจะเกลี้ยกล่อมให้สมเด็จพระมหินทราธราชยอมสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าบุเรง นอง เพราะเล็งเห็นว่าอยุธยายากจะต่อรบเอาชัยทัพพม่ารามัญ ซึ่งมีกำลังไพร่พลเหนือกว่าได้ หากขัดขืนต่อรบจะได้ยากแก่สมณชีพราหมณ์อาณา ประชาราษฎร์ ศึกครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงลาผนวชมาบัญชาการรบด้วยพระองค์เอง แต่อยู่ได้มินานก็เสด็จสวรรคตเสียระหว่างศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า จึงได้ครองราชสมบัติสืบต่อ และได้ทำการยุทธรักษาพระนครจนสุดความสามารถ จนล่วงเลยถึงปลายคิมหันตฤดูพุทธศักราช 2112 พระเจ้าบุเรงนองก็หาตีกรุงศรีอยุธยาได้ไม่ จึงได้คิดกลศึกขึ้น โดยได้ส่งตัวพระยาจักรีข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ที่ตามเสด็จพระราเมศวรไปหงสาวดี เมื่อคราสงครามช้างเผือก เข้าไปเป็นไส้ศึกในเมือง และได้ลอบเปิดพระตูพระนครให้ข้าศึกเข้าเมือง จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ในปีพุทธศักราช 2112 มะเส็งศก วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ
ข้าง สมเด็จพระนเรศวรซึ่งประทับอยู่ยั้งยังนครพิษณุโลกแต่ต้นศึก หาได้ทรงเห็นงามหรือคิด ครั่นคร้ามอ่อนน้อมต่อหงสาไม่ ถึงจะทรงรู้ซึ้งว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระราชบิดามิได้คิดคดเป็นกบฏต่อแผ่น ดิน แต่ก็หาได้เห็นด้วยกับการอ่อนข้อสวามิภักดิ์พม่ารามัญ น้ำพระทัยอันมั่นคง เด็ดเดี่ยวนั้น ถึงแม้จะมิได้แพร่งพรายถึงพระเนตรพระกรรณพระเจ้าบุเรงนอง แต่ก็ประจักษ์อยู่ในหมู่ ข้าราชบริพารใกล้ชิดผู้รักและหวงแหนในเอกราชของแผ่นดิน จึงพากันนิยมในน้ำพระทัย แลพร้อมใจถวายความจงรักภักดีแต่นั้นมา ครั้นเสร็จศึกอยุธยาพุทธศักราช 2112 สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงถวายพระสุพรรณกัลยา พระพี่นางสมเด็จพระนเรศวร แก่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง แลขอแลกตัวสมเด็จพระนเรศวรมาไว้ช่วยราชการข้างอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรจึงประทับยั้งอยู่ยังเมืองพิษณุโลกสืบต่อมา
ประกาศอิสรภาพ [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ
ครั้นลุปีพุทธศักราช 2114 สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ซึ่งพระเจ้าบุเรงนองสถาปนาขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา สืบต่อจากสมเด็จพระมหินทราธิราช ก็โปรดให้สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ครองเมืองพิษณุโลก เป็นใหญ่เหนือหัวเมืองเหนือทั้งปวง
เหตุการณ์ข้างพม่า หลังจากพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองสิ้นพระชนม์ในปีพุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง ราชบุตรได้ขึ้นเสวยราชสืบต่อ และได้สถาปนามังสามเกียดขึ้นเป็นรัชทายาทครองตำแหน่งมหาอุปราชาแห่งราชอาณาจักรหงสาวดี เมื่อแผ่นดินหงสาวดี อันต้องผลัดมือมาอยู่ในปกครองของ พระเจ้านันทบุเรง สัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยาและหงสาวดีก็เริ่มสั่นคลอน ด้วยพระเจ้าหงสาวดี พระองค์ใหม่มิได้วางพระทัยในสมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระนเรศวรเองก็หาได้เคารพยำเกรงในบุญบารมีของพระเจ้าแผ่นดินพม่า เช่นกาลก่อน มิเพียงเท่านั้น สมเด็จพระนเรศวรยังได้ทรงแสดงพระปรีชาสามารถให้เป็นที่ปรากฏครั่นคร้าม ดังคราวนำกำลังทำยุทธนาวีกับพระยาจีนจันตุและศึกเมืองคังเป็นอาทิ พระเจ้านันทบุเรงทรงเกรงว่าสืบไปเบื้องหน้าสมเด็จพระนเรศวรจะเป็นภัยต่อพระราชวงศ์แลแผ่นดินหงสาประเทศ จึงหาเหตุวางกลศึก หมายจะปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรเสียที่เมืองแครง แต่พระมหาเถรคันฉ่องพระราชครูลอบนำแผนประทุษร้ายนั้นมาแจ้งให้ศิษย์รักได้รู้ความ สมเด็จพระนเรศวรจึงถือเป็นเหตุประกาศเอกราช ตัดสัมพันธไมตรีกับหงสาวดี แลกวาดต้อนครัวมอญที่สวามิภักดิ์ และชาวไทยที่โดนเทครัวมาแต่ครั้งศึกเสียกรุง ข้ามแม่น้ำสะโตงกลับคืนพระนคร ซึ่งเป็นชนวนให้พระเจ้านันทบุเรงเปิดมหายุทธสงครามสั่งทัพเข้ารุกรานราชอาณาจักรอยุธยาสืบแต่นั้นมา
ยุทธนาวี [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี
ในปีพุทธศักราช 2127 การประกาศเอกราชที่เมืองแครง ทำให้พระเจ้านันทบุเรงแห่งพม่าเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงว่า อยุธยาในฐานะประเทศราชในขณะนั้นทำการเยี่ยงนี้อาจเป็นชนวนให้ประเทศราชอื่นๆ ตั้งตัวกระด้างกระเดื่องตาม แต่ด้วยติดศึกอังวะ จึงส่งเพียงพระยาพะสิมและพระเจ้าเชียงใหม่เข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา ขณะเดียวกัน เจ้ากรุงละแวกทางตะวันออกของอยุธยา ได้ทราบกิตติศัพท์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงส่งพระศรีสุพรรณราชาธิราชผู้อนุชามาช่วยทำศึกกับพม่าด้วย พระนเรศวรและกองทัพของพระองค์ได้วางแผนในการแยกสายเข้าตีทัพของพม่านั้นโดย แข่งกับเวลา หากช้าไปอยุธยาอาจแตกพ่ายก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังมีศึกรักระหว่างรบของคนสี่คน คือ พระราชมนู เลอขิ่น เสือหาญฟ้า และรัตนาวดี รวมถึงสถานะของพระสุพรรณกัลยาที่อาจต้องเป็นบาทบริจาริกาของพระเจ้านันทบุเรง ผู้ราชบุตรแห่งพระเจ้าบุเรงนองอดีตสวามีอีกด้วย
ศึกนันทบุเรง [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง
พุทธศักราช 2124 พระเจ้านันทบุเรง หรือ นานเตี๊ยบาเยง ได้ขึ้นเสวยราชย์เหนือแผ่นดินพุกามประเทศสืบต่อจากพระเจ้าหงสาวดีช้างเผือกบุเรงนอง นับแต่วันที่ก้าวขึ้นครองบัลลังก์ พระองค์ได้ทรงตั้งปณิธานว่าจะแผ่ผ่านกฤดาภินิหารมิให้เป็นรองพระราชบิดา เมื่ออยุธยาประเทศแยกตัวเป็นเอกราช พระองค์จึงจำต้องยาตราทัพไปกำราบปราบลงมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง ภารกิจนี้นับเป็น “การแผ่นดิน” แต่ลึกลงไปในมโนสำนึกของนันทบุเรงนั้นยังหมายพระทัยจะเอาชนะแต่เฉพาะ พระนเรศซึ่งเป็นเสมือนคู่ปรับต่างวัย ภารกิจนี้เป็น “เรื่องส่วนตัว” ที่พัวพันกลืนไปกับกิจของแผ่นดิน และเหนือสิ่งอื่นใดยังตั้งพระทัยที่จะเอาชนะใจพระสุพรรณกัลยา ผู้เป็นองค์ประกันในแผ่นดินของพระองค์เอง โดยทางหนึ่งนั้นพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต้องรบทั้ง “ศึกนอก” ในต่างแดน ขณะที่ อีกทางหนึ่งก็ต้องรับ “ศึกใน” เพื่อชนะใจพระพี่นางในพระนเรศ มิให้น้อยหน้าหรือเป็นรอง พระราชบิดา ศึกนอกศึกใน-ศึกรบศึกรักนี้เข้มข้นยิ่งนัก
ยุทธหัตถี [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี
ภาค [แก้]
| ปี | ชื่อภาค | วันที่เข้าฉาย |
|---|---|---|
| พ.ศ. 2550 | ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๑ องค์ประกันหงสา | 18 มกราคม พ.ศ. 2550 |
| ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ | 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 | |
| พ.ศ. 2554 | ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี | 31 มีนาคม พ.ศ. 2554 |
| ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๔ ศึกนันทบุเรง | 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554 | |
| พ.ศ. 2556 | ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๕ ยุทธหัตถี | พ.ศ. 2556 |
ตัวละครและนักแสดง [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ รายนามนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
งานบวงสรวงภาพยนตร์ [แก้]
เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ที่ ค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภายในบริเวณกองพลทหารราบที่ 9 (ค่ายสุรสีห์) ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยม.จ. ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ จัดการถ่ายทำถวายให้ทอดพระเนตรโดย เปิดกล้องด้วยฉากขบวนเสด็จของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา โดยมีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก[5]
ท่านมุ้ยกล่าวว่า “เหตุที่เลือกกาญจนบุรีเป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่เป็นเมือง หน้าด่านที่สำคัญในการสกัดกั้นทัพพม่าก่อนที่จะเข้าถึงอยุธยาได้ เป็นเส้นทางเดินทัพทั้งทางบกและทางน้ำ มีเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ในยุคสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชประกอบกับทำเลที่ตั้งเหมาะสมมาก และที่สำคัญคือเราได้รับการสนับสนุนจากกองทัพบกเป็นอย่างดี ด้วยความพร้อมและศักยภาพทุกด้าน ทั้งพื้นที่ กำลังพล ตลอดจนอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ ที่ช่วยให้การก่อสร้างดำเนินไปด้วยดี”
งานสร้างภาพยนตร์ [แก้]
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่ามีหลายด้านที่เป็นการปฏิวัติ วงการภาพยนตร์ไทย ได้แก่
- ด้านเทคนิค ทั้งเทคนิคในการถ่ายทำและตัดต่อ
- การใช้ visual effect, special effect รวมถึงการทำ computer graphic ซึ่งมี supervisor จากต่างประเทศที่มีผลงานจาก ภาพยนตร์ระดับโลกของ Hollywood มาร่วมงาน
- ด้านเครื่องมือและอุปกรณ์
- เช่น Spider Cam ที่ท่านมุ้ยปรับประยุกต์ให้สามารถใช้งานได้ในรูปแบบเดียวกันกับของต่างประเทศ แต่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างกันหลายเท่าตัว
- ด้าน Production
- มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการสร้างฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก, เครื่องประดับตกแต่ง รวมทั้งเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดต่างๆ โดยใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันกับที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่อง Lord of the Ring จาก WETA ประเทศนิวซีแลนด์ (ของ Peter Jackson – ผู้กำกับ) ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย เวลา และ แรงงานได้เป็นอย่างมาก ผลงานที่ผลิตออกมามีรายละเอียดที่ประณีต เหมือนจริง
- ม้าศึก
- ม้าศึก ประมาณ 30 ตัวที่ใช้ในเรื่องนี้นำเข้าจากต่างประเทศ (ออสเตรเลีย) โดยเป็นม้าที่ ได้รับการฝึกสำหรับการแสดงโดยเฉพาะ มีความสามารถพิเศษ เช่น เป็นม้าล้มและมีขนาดเหมาะสม โดยบางส่วนเป็นม้าที่แสดงในเรื่อง The Last Samurai
หากเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง สุริโยไท ท่านมุ้ยได้วางเป้าหมายเรื่องนี้ไว้ว่าจะต้องทำให้ดีกว่าสุริโยไทใน ทุกด้าน โดยมี scope ของการทำงานใหญ่กว่า,ฉากต่างๆ มีความยิ่งใหญ่อลังการกว่า, นักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมีจำนวนมากกว่าและใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ มากกว่า
ฉากที่สำคัญของภาพยนตร์ [แก้]
ภาคแรกและภาคสอง [แก้]
- ฉากการเจรจาหย่าศึกระหว่างอโยธยากับหงสาวดี
- เป็นฉากสำคัญตามประวัติศาสตร์ที่ทำให้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของคำว่า“ อิสรภาพ”
- ฉากประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง
- ฉากการซุ่มโจมตีที่ช่องเขาขาด
- เป็นฉากรบที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมีการใช้เทคนิคพิเศษหลายรูปแบบ ทั้งในขณะถ่ายทำ โดยใช้ลูกไฟซึ่งท่านมุ้ยคิดค้นวิธีการขึ้นเอง ทำจากฟางเคลือบชันหุ้มด้วยโครงไม้ไผ่สาน และในช่วงตัดต่อโดยการใช้คอมพิวเตอร์กราฟิกช่วยให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ
- ฉากพระแสงปืนข้ามแม่น้ำสะโตง
- ฉากยิ่งใหญ่ที่มีนักแสดงหลักและนักแสดงประกอบมากมาย และใช้เทคนิคการถ่ายทำอย่างน่าสนใจ
ภาคสาม [แก้]
- ศึกทุ่งบางแก้ว
- การทำศึกยุทธนาวีของพระนเรศฯ เพื่อออกตามล่าตัวพระยาจีนจันตุ สายลับของเมืองละแวก
- ยุทธนาวีระหว่างกองเรือพิฆาตพระนเรศวรและเรือสำเภาพระยาจีนจันตุ อันเป็นฉากการรบทางน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดฉากหนึ่ง ด้วยจำนวนเรือรบกว่าร้อยลำ
ภาคสี่ [แก้]
รางวัลและเทศกาลภาพยนตร์ [แก้]
ภาคแรก : องค์ประกันหงสา [แก้]
- รางวัลภาพยนตร์แห่งปี จากงานประกาศผลรางวัล ไนน์เอ็นเตอร์เทนอวอร์ดส ครั้งที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2550
- ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงชายในบทสมทบจากภาพยนตร์ไทยแห่งปี - สมภพ เบญจาธิกุล จากงานประกาศผลรางวัล เฉลิมไทยอวอร์ด ครั้งที่ 5 ประจำปี พ.ศ. 2550
- HBO Award ภาพยนตร์ทำเงินสุงสุดในรอบปี จากงานประกาศผลรางวัลภาพยนตร์ไทย ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 16
- ได้รับเลือกฉายเปิด ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปูซาน ครั้งที่ 12
- ได้รับเลือกฉาย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปาล์มสปริงซ์ ครั้งที่ 19 ประเทศสหรัฐอเมริกา
- ได้รับเลือกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2551
ภาคสอง : ประกาศอิสรภาพ [แก้]
- ได้รับเลือกเป็นตัวแทนภาพยนตร์ไทย ในการส่งประกวดสาขารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม การประกวดรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 80
- ได้รับเลือกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปูซาน ครั้งที่ 12 12th Pusan International Film Festival:Opening Film
- ได้รับเลือกฉาย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ เมืองปาล์มสปริงซ์ ครั้งที่ 19 ประเทศสหรัฐอเมริกา
- ได้รับเลือกฉายในเทศกาลภาพยนตร์เอเชีย กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ประจำปี พ.ศ. 2551
ภาคสาม : ยุทธนาวี [แก้]
ภาคสี่ : ศึกนันทบุเรง [แก้]
ภาคห้า : ยุทธหัตถี [แก้]
ดูเพิ่ม [แก้]
อ้างอิง [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช |
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- เว็บไซต์ภาพยนตร์
- ข้อมูลภาพยนตร์โดย thaicinema.org
- ภาค ๑ องค์ประกันหงสา ที่ สยามโซน.คอม
- ภาค ๒ ประกาศอิสรภาพ ที่ สยามโซน.คอม
- ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 ยุทธนาวี (2011) ที่สยามโซน
- ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 4 ศึกนันทบุเรง (2011) ที่สยามโซน
|
|||||||||||||
