ตำนานคธูลู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ตำนานคธูลู (อังกฤษ: Cthulhu Mythos) เป็นตำนานสมมุติซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นจักรวาลร่วมของงานประพันธ์ซึ่งริเริ่มโดยเอช. พี. เลิฟคราฟท์ นักประพันธ์ออกัสต์ เดอเลธเป็นผู้เริ่มใช้ศัพท์นี้โดยตั้งตามคธูลู ตำนานคธูลูไม่ใช่ซีรีส์เดียว แต่รวมถึงงานประพันธ์ทุกรูปแบบที่ใช้รูปแบบ ตัวละคร ฉาก และ เนื้อหาซึ่งมีรูปแบบเดียวกัน ซึ่งงานประพันธ์เหล่านี้ได้สร้างตำนานซึ่งนักประพันธ์ในแนวเลิฟคราฟท์ใช้ประกอบงานเขียนจนถึงปัจจุบัน และขยายจักรวาลสมมุตินี้ออกไปจนพ้นแนวคิดเดิมของเลิฟคราฟท์[1]

เนื้อหา

[แก้] พัฒนาการ

โรเบิร์ต แม็คแนร์ ไพรซ์ ได้แบ่งพัฒนาการของตำนานคธูลูออกเป็นสองช่วงสำคัญ คือช่วงแรกที่เลิฟคราฟท์ยังมีชีวิตอยู่ และ ช่วงที่สองซึ่งออกัสต์ เดอเลธได้จัดระเบียบและขยายขอบเขตออกไปหลังจากที่เลิฟคราฟท์เสียชีวิต[2]

[แก้] ช่วงแรก

เลิฟคราฟท์ได้หยิบยืมแนวคิดมาจากนักประพันธ์ซึ่งเขาชื่นชอบ เช่น ฮัสเทอร์ซึ่งเป็นเทพผู้ดีงามในงานประพันธ์ของแอมโบรส เบียร์ซ แต่ถูกเขียนถึงให้ชั่วร้ายขึ้นในงานประพันธ์ของโรเบิร์ต วิลเลียม แคมเบอร์ ก่อนที่เลิฟคราฟท์จะเขียนถึงตามความคิดของตนเอง

ในชีวิตช่วงหลังของเลิฟคราฟท์ จึงได้มีการหยิบยืมสิ่งที่ปรากฏในงานประพันธ์ของนักเขียนกลุ่มเดียวกับเลิฟคราฟท์อย่างมากมาย เลิฟคราฟท์เห็นว่านักประพันธ์แต่ละคนล้วนแต่มีกลุ่มเรื่องของตนเอง และสิ่งที่ปรากฏในงานประพันธ์ของกลุ่มหนึ่งก็ไม่จำเป็นจะต้องเกี่ยวข้องกับอีกกลุ่มหนึ่งเพียงเพราะนักประพันธ์เขียนถึง เช่น คลาก แอชตัน สมิธ ได้เขียนถึงคธูลูในเรื่องชุดไฮเปอร์โบเรียนก็ไม่ได้หมายความว่าคธูลูเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องในกลุ่มไฮเปอร์โบเรียน

สิ่งที่ปรากฏในเรื่องของนักประพันธ์ในกลุ่มเลิฟคราฟท์มักไม่ปรากฏตัวในงานประพันธ์ของผู้อื่นโดยตรง แต่จะกล่าวถึงผ่านตำราต่างๆในเรื่อง เช่น ในเรื่อง The Children of the Night โรเบิร์ต เออวิน โฮวาร์ด ให้ตัวละครอ่านนีโครโนมิคอนซึ่งเคยกล่าวถึงในงานของเลิฟคราฟท์ ในขณะที่เรื่อง Out of the Aeons และ The Shadow Out of Time ของเลิฟคราฟท์เองก็กล่าวถึง Unaussprechlichen Kulten จากเรื่องของโฮวาร์ดเช่นกัน

เดวิด อี ชูลทซ์ระบุว่าเลิฟคราฟท์เองตั้งใจจะให้ตำนานเป็นเพียงฉากหลังที่มีไว้ประกอบงานประพันธ์เท่านั้น ไม่ใช่จุดสำคัญของเรื่อง แท้จริงแล้ว สิ่งสำคัญในงานประพันธ์ของเลิฟคราฟท์ก็คือเมืองอาร์คัม ไม่ใช่คธูลู.[3] แต่เป็นออกัสต์ เดอเลธที่เข้าใจว่าเลิฟคราฟท์ต้องการให้นักประพันธ์เขียนถึงตำนานนี้มากกว่าจะใช้ประกอบงานประพันธ์[4]

[แก้] ช่วงที่สอง

พัฒนาการระยะที่สองของตำนานคธูลูเริ่มโดยนักประพันธ์ ออกัสต์ เดอเลธซึ่งได้เชื่อมโยงธาตุทั้งสี่เข้ากับเทพในตำนานคธูลู เดอเลธยังเป็นผู้เชื่อมโยงเรื่องของเลิฟคราฟท์ซึ่งเดิมทีสามารถแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่ม คือเรื่องแฟนตาซีในแบบฉบับของลอร์ดดุนซานี เรื่องชุดเมืองอาร์คัม และเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลของคธูลูเข้าเป็นหนึ่งเดียว[5] เดอเลธยังนับว่าทุกๆเรื่องที่กล่าวถึงสิ่งที่มาจากตำนานคธูลูล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องชุดตำนานคธูลู ในขณะที่เลิฟคราฟท์เพียงแต่กล่าวถึงหนังสือ Book of Eibon จากงานประพันธ์ของคลาก แอชตัน สมิธเท่านั้น เดอเลธกลับดึงอุบโบ ซาธลาจากงานของสมิธมาใช้โดยตรง ซึ่งการจัดกลุ่มของเดอเลธนี้ทำให้จักรวาลสมมุติของตำนานคธูลูมีขอบเขตกว้างขึ้นอย่างมาก[6] เดอเลธเป็นผู้เผยแพร่งานประพันธ์ของเลิฟคราฟท์หลังจากที่เลิฟคราฟท์เสียชีวิตไปแล้ว[7] เนื่องจากเลิฟคราฟท์เองเป็นผู้อ่อนไหวต่อคำวิจารณ์และมักท้อแท้เมื่อผลงานถูกปฏิเสธ[8] จึงกล่าวได้ว่าเดอเลธเป็นผู้ทำให้ตำนานคธูลูเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับสาธารณชน

นอกจากนั้น นักประพันธ์รุ่นหลัง เช่น ลิน คาเตอร์ มักรูปแบบที่เขียนบรรยายถึงรายละเอียดและความสัมพันธ์ของเทพต่างๆในตำนานคธูลูอย่างละเอียด จึงมีการระบุถึงตัวละคร หนังสือ และสถานที่ต่างๆในตำนานคธูลูเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในปีพ.ศ. 2524 บริษัทเคออเซียมได้เผยแพร่เกมเล่นตามบทบาท Call of Cthulhu ซึ่งแบ่งแยกเทพและอสุรกายในเรื่องราวของเลิฟคราฟท์เป็นกลุ่มย่อยๆ คือ เอาเตอร์ก็อด เกรทโอลด์วัน เผ่าพันธุ์ผู้รับใช้ และ เทพอื่นๆ ข้อมูลของเกมได้รับการยอมรับในจักรวาลสมมุติของตำนานคธูลูในเวลาต่อมา เนื่องจากเคออเซียมได้เผยแพร่เรื่องราวในตำนานคธูลูที่เขียนโดยนักประพันธ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมนี้ งานประพันธ์รุ่นหลังในกลุ่มตำนานคธูลูจึงมักมีการระบุถึงสิ่งต่างๆในตำนานโดยตรงมากกว่าจะกล่าวถึงในลักษณะของสิ่งลี้ลับเช่นในยุคสมัยของเลิฟคราฟท์

[แก้] ลักษณะของเรื่อง

Cquote1.svg

The most merciful thing in the world, I think, is the inability of the human mind to correlate all its contents. — H.P. Lovecraft, The Call of Cthulhu

Cquote2.svg

เนื้อหาสำคัญของตำนานคธูลูก็คือโลกมนุษย์เป็นเพียงสิ่งที่เปราะบาง มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เคยรู้สึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในโลกและจักรวาล บางครั้งมนุษย์จึงได้ทราบหรือพบกับสิ่งทรงอำนาจจากต่างดาว หรือเหล่าอมนุษย์ที่บูชาสิ่งเหล่านั้น การค้นพบสิ่งเหล่านี้มักทำให้ความเชื่อของบุคคลนั้นพังทลายโดยสิ้นเชิง และด้วยขีดจำกัดของจิตใจมนุษย์ เทพซึ่งอยู่เหนือคำจำกัดความว่าชั่วร้ายหรือดีงามเหล่านั้นจึงดูเหมือนเปี่ยมด้วยอำนาจจนทำให้เสียสติได้ กล่าวได้ว่าเนื้อหาสำคัญของเรื่องในชุดตำนานคธูลูก็คือความด้อยค่า ไร้ความหมาย และอ่อนแอของมนุษยชาติเมื่อเทียบกับจักรวาลนี้นั่นเอง

เรื่องสั้น เสียงเรียกของคธูลู เป็นบทประพันธ์เรื่องแรกของเลิฟคราฟท์ซึ่งมีลักษณะสำคัญอย่างครบถ้วน ชื่อของคธูลูจึงถูกใช้เป็นตัวแทนของตำนานสมมุตินี้ ในช่วงบั้นปลายชีวิต เลิฟคราฟท์ได้ลดลักษณะของสิ่งเหนือธรรมชาติลงและแทนที่ด้วยปรากฏการณ์ของจักรวาลซึ่งอยู่นอกเหนือความเข้าใจเรื่องมิติและเวลาของมนุษย์ทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับนิยายวิทยาศาสตร์มากกว่าเดิม

เดอเลธได้พยายามปรับมุมมองของจักรวาลสมมุติในตำนานคธูลูให้เข้ากับความเชื่อแบบโรมันคาทอลิก จึงเปลี่ยนลักษณะของจักรวาลที่วุ่นวายและไร้ความหมายมาเป็นการต่อสู้ระหว่างความดีและความชั่ว[9] ในขณะที่เลิฟคราฟท์เป็นอเทวนิยม[10] แนวคิดของทั้งสองจึงเป็นความคิดอันแตกต่างกันที่ใช้เพื่อเร้าอารมณ์แบบเดียวกัน[11]

[แก้] ตำนานคธูลูในภาษาอื่นๆ

[แก้] ภาษาญี่ปุ่น

เรื่องมาไคซุยโคเดน 魔界水滸伝 ของคาโอรุ คุริโมโตะซึ่งเป็นเรื่องการต่อสู้ของเหล่าเทพในตำนานคธูลูกับเทพเจ้าในตำนานญี่ปุ่น โดยดัดแปลงมาจาก108 ผู้กล้าหาญแห่งเขาเหลียงซาน ได้รับการยอมรับว่าเป็นงานประพันธ์สำคัญซึ่งทำให้ตำนานคธูลูเป็นที่สนใจในวัฒนธรรมของญี่ปุ่น[12]

นิยายไลท์โนเวล, แฟลชแอนิเมชันเรื่อง "ไฮโยเระ! เนียร์โกะซัง" ของ มันตะ ไอโซระ มีเนื้อหาตลกล้อเลียนตำนานคธูลูเป็นหลัก

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] เทพในตำนานคธูลู

[แก้] สิ่งมีชีวิตในตำนานคธูลู

[แก้] หนังสือในตำนานคธูลู

[แก้] สื่อ

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Harms, "A Brief History of the Cthulhu Mythos", The Encyclopedia Cthulhiana, pp. viii–ix.
  2. ^ Price, "H. P. Lovecraft and the Cthulhu Mythos", Crypt of Cthulhu #35, p. 5.
  3. ^ Schultz, "Who Needs the Cthulhu Mythos?", A Century Less A Dream, pp. 46, 54.
  4. ^ Schultz, "Who Needs the Cthulhu Mythos?", pp. 46–7.
  5. ^ Price, "H. P. Lovecraft and the Cthulhu Mythos", Crypt of Cthulhu #35, p. 9.
  6. ^ Ibid, pp. 6-10.
  7. ^ Bloch, "Heritage of Horror", p. 8.
  8. ^ Joshi, The Scriptorium, "H. P. Lovecraft", section I.
  9. ^ Bloch, "Heritage of Horror", p. 9.
  10. ^ Joshi, The Scriptorium, "H. P. Lovecraft", section II.
  11. ^ Turner, "Iä! Iä! Cthulhu Fhtagn!", Tales of the Cthulhu Mythos, p. viii. Turner writes: "Lovecraft's imaginary cosmogony was never a static system but rather a sort of aesthetic construct that remained ever adaptable to its creator's developing personality and altering interests... [T]here was never a rigid system that might be posthumously appropriated by the pasticheur... [T]he essence of the mythos lies not in a pantheon of imaginary deities nor in a cobwebby collection of forgotten tomes, but rather in a certain convincing cosmic attitude."
  12. ^ Bush, Laurence C. (2001). Asian horror encyclopedia: Asian horror culture in literature, manga and folklore. Writers Club Press. pp. 33-34, 106. ISBN 9780595201815. 
  • Bloch, Robert (1982). "Heritage of Horror". The Best of H. P. Lovecraft: Bloodcurdling Tales of Horror and the Macabre (1st ed. ed.). Ballantine Books. ISBN 0-345-35080-4. 
  • Derleth, August (1969). "The Cthulhu Mythos". Tales of the Cthulhu Mythos. Sauk City, WI: Arkham House. 
  • Harms, Daniel (1998). The Encyclopedia Cthulhiana (2nd ed. ed.). Chaosium, Inc.. ISBN 1-56882-119-0. 
  • Joshi, S. T. (1982). H. P. Lovecraft (1st ed. ed.). Mercer Island, WA: Starmont House. ISBN 0-916732-36-3; ISBN 0-916732-35-5 (paper). 
  • Lovecraft, Howard P. (1999) [1928]. "The Call of Cthulhu". In S. T. Joshi (ed.). The Call of Cthulhu and Other Weird Stories. London, UK; New York, NY: Penguin Books. ISBN. 
  • Mosig, Yozan Dirk W. (1997). Mosig at Last: A Psychologist Looks at H. P. Lovecraft (1st printing ed.). West Warwick, RI: Necronomicon Press. ISBN 0-940884-90-9. 
  • Murray, Will (January 1999). "In Search of Arkham Country I". In James Van Hise (ed.). The Fantastic Worlds of H. P. Lovecraft. Yucca Valley, CA: James Van Hise.  No ISBN.
  • Schultz, David E. (2002) [1987]. "Who Needs the Cthulhu Mythos?". In Scott Conners (ed.). A Century Less a Dream: Selected Criticism on H. P. Lovecraft (1st ed. ed.). Holikong, PA: Wildside Press. ISBN 1-58715-215-0. 
  • Schweitzer, Darrell (ed.) (2001). Discovering H. P. Lovecraft. Helicong, PA: Wildside Press. ISBN 1-58715-470-6 (trade paper); ISBN 1-58715-471-4 (hardcover). 
  • Turner, James (1998). "Iä! Iä! Cthulhu Fhtagn!". Tales of the Cthulhu Mythos (1st ed. ed.). Random House. ISBN 0-345-42204-X. 
  • Jens, editor, Tina (1999). Cthulhu and the Coeds: Kids and Squids. Chicago, IL: Twilight Tales. 
  • Thomas, Frank Walter (2005). Watchers of the Light, (1st printing ed.). Lake Forest Park, WA: Lake Forest Park Books. ISBN 0-9774464-0-9 (paperback). 

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น