ตนกู อับดุล ระห์มัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตนกู อับดุล ราห์มัน
Tunku Abdul Rahman
นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย
ดำรงตำแหน่ง
31 สิงหาคม พ.ศ. 2500 – 22 กันยายน พ.ศ. 2513
สมัยก่อนหน้า -
สมัยถัดไป อับดุล ราซัค
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446
ประเทศไทย Flag of Kedah.svg เมืองอลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์ ราชอาณาจักรสยาม
เสียชีวิต 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533
(87 ปี)
มาเลเซีย กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
พรรคการเมือง พรรคอัมโน
คู่สมรส มาเรียม จง (1933-1935)
ไวโอเลต คอลสัน (1935-1946)
ชารีฟะห์ รอดซิอาห์ เซยิด อัลวี บาระบะห์ (1939-1990)
ศาสนา อิสลาม

ตนกู อับดุล ราห์มาน (Tunku Abdul Rahman, 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 24466 ธันวาคม พ.ศ. 2533) หรือ ตนกู อับดุล ราห์มัน ปุตรา อัล-ฮัจ อิบนิ อัลมรหุม สุลตาน อับดุล ฮามิด ชาห์ (Tunku Abdul Rahman Putra Al-Haj ibni Almarhum Sultan Abdul Hamid Shah) เป็นผู้นำการเรียกร้องเอกราช และนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย ได้รับยกย่องเป็นบิดาแห่งประเทศมาเลเซียหรือ Bapa of Malaysia

ประวัติ[แก้]

ตนกู อับดุล ราห์มัน เกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2446 ที่วังอิสตานาเปอลามิน (Istana Pelamin) เมืองอลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในขณะนั้นยังอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นของสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2452 เป็นบุตรของเจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิด) (เจ้าพระยาฤทธิสงคราม)[1] Sultan Abdul Hamid Halim Shah ( ค.ศ. 1881ค.ศ. 1943) สุลต่านองค์ที่ 25 แห่งรัฐเกดะห์ กับหม่อมมารดาชาวไทยนามว่า หม่อมเนื่อง นนทนาคร[2] หรือมะเจ๊ะเนื่อง หรืออีกชื่อว่า ปะดูกา ซรี เจ๊ะเมินยาราลา (Paduka Seri Cik Menjalara) ชายาองค์ที่ 6 ของท่านสุลต่าน ซึ่งเป็นบุตรีของหลวงนราบริรักษ์ ( เกล็บ นนทนาคร ) เจ้าเมืองนนทบุรีในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยตนกู อับดุล ราห์มันเป็นลูกชายคนที่ 14 จากบรรดาลูก 20 คนของสุลต่านอับดุลฮามิด

ตนกู อับดุล ราห์มัน มีพระเชษฐาร่วมพระมารดาคือ ร้อยเอกตนกู ยูซุฟ (รับราชการในกรมตำรวจ) เพื่อนสนิทของเจ้าคุณอนุสาสน์พณิชย์การ

ตนกู อับดุล ราห์มัน มีพระเชษฐาต่างพระมารดาคือ Sultan Badlishah สุลต่านแห่งรัฐเคดะห์องค์ที่ 26 ( ค.ศ. 1943ค.ศ. 1958 ) ผู้เป็นพระราชบิดาของ สมเด็จพระราชาธิบดี อัลมูตัสสิมู บิลลาฮี มูฮิบบุดดิน ตวนกู อัลฮัจญ์ อับดุล ฮาลิม มูฮัซซัม ชาห์ อิบนี อัลมาฮูม สุลต่าน บาดลิชาห์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียลำดับที่ 5 และ 14 หรือสุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม สุลต่านแห่งรัฐเคดะห์องค์ที่ 27

สมรส[แก้]

ตนกู อับดุล ราห์มัน ได้สมรสรวมทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่

  1. ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 กับสตรีชาวไทยเชื้อสายจีนชื่อ ท่านผู้หญิงมาเรียม จง หรือมาเรียม อับดุลละห์ (Meriam Chong หรือ Meriam Abdullah) มีบุตร 2 คนคือ ตนกูคอดิยะห์ (Tunku Khadijah) และตนกูอาหมัด เนอรัง (Tunku Ahmad Nerang) และภรรยาคนแรกมาเรียม จง ได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2478
  2. ครั้งที่สอง แต่งงานใหม่ที่อังกฤษกับสตรีชาวอังกฤษที่ชื่อว่าไวโอเลต คอลสัน (Violet Coulson) แต่ได้หย่าร้างกันในปี พ.ศ. 2489
  3. ครั้งที่สามในปี พ.ศ. 2482 กับชารีฟะห์ รอดซิอาห์ เซยิด อัลวี บาระก์บะห์ (Sharifah Rodziah Syed Alwi Barakbah) ที่ต่อมากลายเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของมาเลเซียในเวลาต่อมาที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีบุตรธิดา 4 ท่าน คือ สุไลมาน (Sulaiman) มาเรียม (Mariam) ชาริฟะห์ ฮะนิซะห์ (Sharifah Hanizah) และฟาริดาห์ (Faridah)
  4. ครั้งที่สี่ กับสตรีเชื้อสายจีน ชื่อบีบี จง (Bibi Chong) มีบุตร 2 คนคือตนกู นูร์ ฮายาติ (Tunku Noor Hayati) และตนกูมัสตูระ (Tunku Mastura)[ต้องการอ้างอิง]

ท่านอับดุล ราห์มันถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2533 ที่ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สิริอายุ 87 ปี ศพถูกฝังที่ the Langgar Royal Mausoleum ในเมืองอลอร์สตาร์ รัฐเกดะห์

ประวัติการศึกษา[แก้]

ตนกู อับดุล ราห์มันถ่ายรูปคู่กับหลวงถวิลเศรษฐพณิชย์การโดยแต่งเครื่องแบบลูกเสือ ของโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ปี พ.ศ. 2457

เมื่อปี พ.ศ. 2452 (ค.ศ. 1909) ตนกู อับดุล ราห์มัน ได้เข้าศึกษาในชั้นประถมมาเลย์ (Malay Primary School) ที่ถนนบาฮารู (Jalan Baharu) ในเมืองอลอร์สตาร์ ประเทศมาเลเซีย ต่อด้วยเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนในปกครองของอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันเป็นวิทยาลัยสุลต่านอับดุลฮามิด

ท่านตนกู อับดุล ราห์มาน ท่านเป็นนักเรียนเก่าเทพศิรินทร์ (ท.ศ.1233) ในปี พ.ศ. 2456 ขณะที่มีอายุ เพียง 10 ขวบ ถูกส่งตัวมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับพี่ชายของเขาอีก 3 คน ท่านเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนสนิท คือ ถวิล คุปตารักษ์ หรือหลวงถวิลเศรษฐพาณิช เรียนอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ 2 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2456-2458 ต่อมาปี พ.ศ. 2458 เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนปีนังฟรีสกูล(Penang Free School)

ปี พ.ศ. 2461 ท่านเป็นนักเรียนคนแรกที่ได้ทุนจากรัฐบาลของรัฐเกดะห์ ที่ไปศึกษาในสหราชอาณาจักร ไปศึกษาต่อที่วิทยาลัยเซนต์แคทรีน (St Catharine's College) ในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ และได้รับปริญญาบัณฑิตสาขาศิลปศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1925

หลังจากกลับมาจากอังกฤษทำงานอยู๋ช่วงเวลาหนึ่ง ได้เดินทางไปศึกษาวิชากฎหมายต่อ ที่ Inner Temple ที่ประเทศอังกฤษ แต่ต้องหยุดเรียน ในปี ค.ศ. 1938 เนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2ขึ้น ทำให้เขาต้องหยุดเรียนและกลับมาที่มาเลเซีย หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ในปี ค.ศ. 1947 จึงกลับไปศึกษาที่ Inner Temple อีก และจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1949

ประวัติการทำงาน[แก้]

หลังจบการศึกษาอับดุลราห์มานเข้ารับราชการในเกดะห์ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองที่เขตกูลิม (Kulim) และ สุไหงปตานี (Sungai Petani) ในอาณานิคมของสหราชอาณาจักร ได้รับเลือกให้เป็นประธานของสมาคมมาเลย์ของสหราชอาณาจักร (the Malay Society of Great Britain)

ปี ค.ศ. 1949 ในช่วงแรกของอาชีพนักการเมือง เขาได้เข้ารับงานราชการเป็นที่แรกที่สำนักงานกฎหมายของเมืองอลอร์สตาร์ ต่อมาเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอัยการก็มีคำสั่งให้ย้ายไปประจำที่ กัวลาลัมเปอร์ และหลังจากนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานศาล ในช่วงเวลานั้นได้มีกลุ่มลัทธิชาตินิยมในมาเลย์ ในการต่อต้านสหภาพมาลายาของอังกฤษ (Britain's Malayan Union) นำโดย ดาโต๊ะอันจาฟาร์ (Datuk Onn Jaafar) นักการเมืองของมาเลเซียที่เป็นผู้นำขององค์การประชาชาติมาเลเซียหรือพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มลายา (UMNO ที่เป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ในมาเลเซีย) และท่านตนกู อับดุล ราห์มาน ได้สมัครเข้าร่วมกับพรรคอัมโน (UMNO) ท่านเป็นนักการเมืองเชื้อสายชาวมาเลย์ที่ได้รับความนิยมและยอมรับจนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าสาขาของพรรคอัมโนในรัฐเกดะห์

เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1951 เกิดวิกฤตทางการเมืองขึ้นได้รับเลือกให้เป็นประธานพรรคแนวร่วมแห่งสหพันธ์มาลายา (UMNO) คนใหม่และดำรงตำแหน่งเป็นเวลานานถึง 20 ปี และ จนในปี ค.ศ.1954 เป็นตัวแทนคณะผู้แทนเจรจาขอเอกราชมาเลเซียคืนจากสหราชอาณาจักร

ปี ค.ศ. 1955 มีการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก พรรคชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลายในสภา ท่านได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซีย นับเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 จนถึง 22 กันยายน ค.ศ. 1970 และหลังชัยชนะจากการเลือกตั้งท่านยังรณรงค์ต่อสู่เรียกร้องเอกราชคืนจากสหราชอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

31 สิงหาคม ค.ศ. 1957 เป็นวันที่สหพันธ์มาเลเซียได้รับอิสรภาพคืนจากอังกฤษ ท่านได้นำฝูงชน ไปตะโกนร้องว่า "Merdeka!" หมายถึง อิสรภาพ ต่อมาในปี ค.ศ. 1963 รวมรัฐซาบาห์และซาราวัก รวมทั้งสิงคโปร์เข้าด้วยกัน จึงเป็นประเทศมาเลเซียอย่างสมบูรณ์แบบ

ปี ค.ศ. 1961 ได้ร่วมเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียน (ASA - the Association of Southeast Asia) ที่ภายหลังในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1967 เปลี่ยนมาเป็น ASEAN (the Association of Southeast Asian Nations)

ในด้านศาสนา ท่านเป็นผู้ริเริ่มงานให้กับศาสนาอิสลามในรัฐเกดะห์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 จนพัฒนาความคิดต่อยอด จัดตั้ง the Isสamic Welfare Organisation (PERKIM) ในปี ค.ศ. 1960 จนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานของ PERKIM จนถึงปี ค.ศ. 1989 รวมทั้งใน ค.ศ. 1969 มีส่วนช่วยในการจัดตั้ง the Organisation of Islamic Conference (OIC) และจัดตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาอิสลามขึ้น (the Islamic Development Bank) และได้รับการแต่งแต่งเป็นผู้นำเป็นประธานของ the Regional Islamic Da’wah council of South East Asia and Pacific (RISEAP) ตั้งแต่ปี ค.ศ.1982-1988

ในด้านการกีฬาท่านส่งเสริมสนับสนุนให้มาเลเซีย จัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการแข่งขันฟุตบอลเฉลิมฉลองเอกราชมาเลเซียหรือฟุตบอลเมเดก้า (an International football tournament ,the Pestabola Merdeka) ขึ้นในปี ค.ศ. 1957 หลังจากที่ได้เอกราชคืนจากอังกฤษ ท่านได้รับเลือกเป็นประธานคนแรกของสมาคมฟุตบอลอาเซียน (the Asian Football Confederation –AFC ) ดำรงตำแหน่งจนถึงปี ค.ศ. 1976

ในด้านกีฬาแข่งม้า เป็นที่ชื่นชอบโปรดปรานชมและเล่นพนันเสี่ยงโชคเป็นประจำที่ the Selangor Turf Club

ในด้านสื่อสารมวลชน ท่านได้เข้าเป็นประธานของหนังสือพิมพ์ในปีนังที่ชื่อว่าThe Star เขียนคอลัมภ์ “Looking Back”และ “As I see It”

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

ภาษาไทย[แก้]

ภาษาอังกฤษ[แก้]

รูปภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]