ดีดีเย ดร็อกบา
| ข้อมูลส่วนตัว | ||
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | ดีดีเย อีฟว์ ดร็อกบา เตบีลี | |
| วันเกิด | 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 (34 ปี) | |
| สถานที่เกิด | อาบีจาน โกตดิวัวร์ | |
| ส่วนสูง | 1.89 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว) | |
| ชื่อเล่น | The Drog, Didi, God | |
| ตำแหน่ง | กองหน้า | |
| ข้อมูลสโมสร | ||
| สโมสรปัจจุบัน | เชลซี | |
| หมายเลข | 11 | |
| สโมสรเยาวชน | ||
| 1996-1997 | เลวอลออส | |
| สโมสรอาชีพ* | ||
| ปี | สโมสร | ลงเล่น (ประตู) |
| 1998-2002 2002-2003 2003-2004 2004-2012 |
ลี แมนส์ อีเอน กัวอินแกมป์ มาร์กเซย เชลซี |
64 (12) 45 (20) 35 (19) 341 (157) |
| ทีมชาติ** | ||
| 2002-ปัจจุบัน | โกตดิวัวร์ | 72 (45) |
|
* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร |
||
ดีดีเย อีฟว์ ดร็อกบา เตบีลี (ฝรั่งเศส: Didier Yves Drogba Tébily, [didje dʁɔɡba]) เกิดเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) เป็นนักฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลเชลซี ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขายังเป็นนักเตะผู้ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-2007 ด้วยจำนวน 20 ประตู (33 ประตูถ้ารวมทุกการแข่งขัน) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำประตูในสนามเวมบลีย์ จากการยิงประตูให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0ดร็อกบาย้ายจากโอลิมปิคมาร์เซยมาร่วมทีมเชลซีช่วงกลางปี 2004 แม้ปัญหาอาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาบ่อยครั้งในฤดูกาลแรกแต่ดร็อกบาก็ยังทำประตูได้ถึง 16 ครั้งรวมทุกรายการหนึ่งในนั้นเป็นประตูในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพ ฤดูกาล 2005/06 ดร็อกบาทำได้ 16 ประตูอีกครั้ง ในจำนวนนั้น 12 ประตูเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกและช่วยให้เชลซีป้องกันแชมป์ไว้ได้ แต่ก่อนที่เชลซีจะป้องกันแชมป์ได้นั้น ดร็อกบาถูกกล่าวหาอย่างหนักถึงการพุ่งล้มหลังจากสองเกมปัญหาที่เขาใช้มือเล่นบอล แต่ดร็อกบาสามรถสยบเสียงวิจารณ์ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมกับเวสต์แฮมเมื่อเดือนมีนาคมปี 2006 เชลซีที่กำลังตามหลังอยู่ทั้งประตูและจำนวนผู้เล่นพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 4-1 ในฤดูกาลต่อมาดร็อกบาทำได้ถึง 33 ประตูซึ่งเป็นการที่ยิงในพรีเมียร์ลีก 20 ลูกทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีกไปครองดร็อกบายังสร้างสถิติลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวที่ 60 นัดมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงประตูแรกของสโมสรในนิวเวมบลีย์ให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 2007 ฤดูกาล 2007/08 ดร็อกบาโดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ารบกวนและต้องลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติในแอฟริกาทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงได้เพียง 15 ประตู หนึ่งในนั้นคือการยิงสเปอรส์ที่นิวเวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพที่เชลซีแพ้ไป ดร็อกบายิงลิเวอร์พูลถึง 2 ประตูที่แสตมฟอร์ดบริดจ์ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศและจบทัวร์นาเมนท์นั้นด้วยใบแดงในนัดชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด การมาของผู้จัดการทีมใหม่อย่างหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ในฤดูกาล 2008/09 มาพร้อมกับความคาดหวังที่จะทำให้เกมรุกของเชลซีมีคุณภาพขึ้น แต่ดร็อกบายังคงถูกรบกวนจากอาการบาดเจ็บทำให้เล่นไม่ได้อย่างที่เคย แม้จะทำประตูเบิร์นลีย์ได้ในคาร์ลิงคัพ เขากลับโดนลงโทษห้ามแข่งถึงสามนัดจากการฉลองประตูที่ไม่เหมาะสม เมื่อกุสฮิดดิงค์เข้ามาคุมทีมตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ดร็อกบาก็เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งด้วยการทำประตูสำคัญให้ทีมหลายครั้งแต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้งในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับบาเซโลนา หลังจากเชลซีตกรอบด้วยประตูในช่วงทดเวลาของอิเนียสต้าดร็อกบาแสดงความไม่พอใจคำตัดสินของทอมเฮนนิง โอเฟรโบทำให้ถูกลงโทษห้ามแข่งสามนัดในฤดูกาลหน้า ในนัดชิงเอฟเอคัพปีนั้นดร็อกบาทำประตูตีเสมอเอฟเวอตันซึ่งเป็นประตูที่4ของเขาจาก4เกมในนิวเวมบลีย์ การทำคนเดียวสองประตูในนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2009/10 เป็นสัญญาณที่ดีว่าดร็อกบาน่าจะรักษาฟอร์มการเล่นจากช่วยท้ายฤดูกาลก่อนไว้ได้ คาร์โล อันเชลอตติวางแทคติกให้ดร็อกบาและอเนลกาได้เล่นคู่กันทำให้เขายิงได้ถึง 18 ประตูจาก 21 เกมในช่วงคริสต์มาสและจบฤดูกาลด้วยจำนวน 37 ประตูรวมทุกรายการช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและดร็อกบาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ประตูชัยของเขาในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศยังช่วยให้เชลซีคว้าดับเบิ้ลแชมป์ฟุตบอลลีกและถ้วยได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดร็อกบายังได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลโดยแฟนบอลอีกด้วย ดร็อกบาเริ่มต้นค้าแข้งในดิวิชั่น 2 ของลีกฝรั่งเศสกับทีมเลอม็องส์ก่อนที่จะย้ายขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 กับทีมเก็งก็อง จากนั้นโอลิปิคมาร์เซย์คว้าตัวดร็อกบาไปร่วมทีมและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการทำ 18 ประตูจากการลงสนาม35นัดในลีก ยิ่งไปกว่านั้นดร็อกบายังยิงในยูฟ่าคัพอีก 6 ประตู ทำให้มูรินโญ่วางตัวดร็อกบาเป็นเป้าหมายหลักในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะกลางปีและก็คว้าตัวเขามาได้สำเร็จ ดร็อกบาลงเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี 2002 เขานำทีมชาติไอวอรีโคสต์เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2006 ในฐานะกัปตันทีมและต่อด้วยครั้งที่ 2 ในปี 2010 แม้ดร็อกบาจะทำประตูได้ทั้งสองครั้งแต่ทีมชาติของเขาก็ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้ ในการแข่งขันระดับทวีป ไอวอรีโคสต์ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรโดยแพ้อียิปต์ในการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2006 คว้าอันดับ 4 ในปี 2008 ที่กานาและตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2010
ในช่วงปี 2012 เชลซี ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบชิงชนะเลิศกับ บาเยิร์น มิวนิก โดยดร็อกบาเป็นฮีโร่ด้วย ในนาทีที่ 88 เขาทำประตูชัยในนาทีที่ 88 ซึ่งช่วยทำให้เชลซีตีเสมอบาเยิร์น มิวนิก 1-1 แล้วมาดวลจุดโทษตัดสิน (หลังผ่าน 120 นาที) ซึ่งดร็อกบาก็สามารถยิงจุดโทษได้และเป็นคนสุดท้ายที่ยิง แล้วผลคือ เชลซีชนะจุดโทษ 4-3 จึงคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งเป็นแชมป์แรกของสโมสรนับตั้งแต่ก็ตั้งสโมสรมา ซึ่งดร็อกบาก็ถูกโหวตให้เป็น ยูฟ่า แมนออฟเดอะแมตช์ ในการแข่งขันในปี 2012
[แก้] เกียรติประวัติ
- เชลซี
- แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัย
- แชมป์เอฟเอคัพ 2 สมัย
- แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย
- แชมป์คอมมิวนิตีชีลด์ 4 สมัย
- แชมป์ยูฟ่า 1 สมัย