ดีดีเย ดร็อกบา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดีดีเย ดร็อกบา
DidiFinale12.jpg
ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อเต็ม ดีดีเย อีฟว์ ดร็อกบา เตบีลี
วันเกิด 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 (34 ปี)
สถานที่เกิด อาบีจาน โกตดิวัวร์
ส่วนสูง 1.89 ม. (6 ฟุต 2 นิ้ว)
ชื่อเล่น The Drog, Didi, God
ตำแหน่ง กองหน้า
ข้อมูลสโมสร
สโมสรปัจจุบัน เชลซี
หมายเลข 11
สโมสรเยาวชน
1996-1997 เลวอลออส
สโมสรอาชีพ*
ปี สโมสร ลงเล่น (ประตู)
1998-2002
2002-2003
2003-2004
2004-2012
ลี แมนส์
อีเอน กัวอินแกมป์
มาร์กเซย
เชลซี
64 (12)
45 (20)
35 (19)
341 (157)
ทีมชาติ**
2002-ปัจจุบัน โกตดิวัวร์ 72 (45)

* นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมสโมสร
นับเฉพาะลงเล่นในประเทศ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 11:07, 15 เมษายน 2007 (UTC)
** นัดที่ลงเล่นและประตูที่ยิงให้ทีมชาติ
ข้อมูลล่าสุดวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2007

ดีดีเย อีฟว์ ดร็อกบา เตบีลี (ฝรั่งเศส: Didier Yves Drogba Tébily, [didje dʁɔɡba]) เกิดเมื่อ 11 มีนาคม ค.ศ. 1978 ที่เมืองอาบีจาน ประเทศโกตดิวัวร์ (ไอวอรีโคสต์) เป็นนักฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลเชลซี ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขายังเป็นนักเตะผู้ทำประตูสูงสุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2006-2007 ด้วยจำนวน 20 ประตู (33 ประตูถ้ารวมทุกการแข่งขัน) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำประตูในสนามเวมบลีย์ จากการยิงประตูให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0ดร็อกบาย้ายจากโอลิมปิคมาร์เซยมาร่วมทีมเชลซีช่วงกลางปี 2004 แม้ปัญหาอาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาบ่อยครั้งในฤดูกาลแรกแต่ดร็อกบาก็ยังทำประตูได้ถึง 16 ครั้งรวมทุกรายการหนึ่งในนั้นเป็นประตูในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพ ฤดูกาล 2005/06 ดร็อกบาทำได้ 16 ประตูอีกครั้ง ในจำนวนนั้น 12 ประตูเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกและช่วยให้เชลซีป้องกันแชมป์ไว้ได้ แต่ก่อนที่เชลซีจะป้องกันแชมป์ได้นั้น ดร็อกบาถูกกล่าวหาอย่างหนักถึงการพุ่งล้มหลังจากสองเกมปัญหาที่เขาใช้มือเล่นบอล แต่ดร็อกบาสามรถสยบเสียงวิจารณ์ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมในเกมกับเวสต์แฮมเมื่อเดือนมีนาคมปี 2006 เชลซีที่กำลังตามหลังอยู่ทั้งประตูและจำนวนผู้เล่นพลิกกลับมาเอาชนะไปได้ 4-1 ในฤดูกาลต่อมาดร็อกบาทำได้ถึง 33 ประตูซึ่งเป็นการที่ยิงในพรีเมียร์ลีก 20 ลูกทำให้เขาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีกไปครองดร็อกบายังสร้างสถิติลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวที่ 60 นัดมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์สโมสร เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงประตูแรกของสโมสรในนิวเวมบลีย์ให้เชลซีเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 2007 ฤดูกาล 2007/08 ดร็อกบาโดนอาการบาดเจ็บที่หัวเข่ารบกวนและต้องลงเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติในแอฟริกาทำให้เขาจบฤดูกาลด้วยการยิงได้เพียง 15 ประตู หนึ่งในนั้นคือการยิงสเปอรส์ที่นิวเวมบลีย์ในนัดชิงชนะเลิศคาร์ลิงคัพที่เชลซีแพ้ไป ดร็อกบายิงลิเวอร์พูลถึง 2 ประตูที่แสตมฟอร์ดบริดจ์ในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศและจบทัวร์นาเมนท์นั้นด้วยใบแดงในนัดชิงชนะเลิศกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด การมาของผู้จัดการทีมใหม่อย่างหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ในฤดูกาล 2008/09 มาพร้อมกับความคาดหวังที่จะทำให้เกมรุกของเชลซีมีคุณภาพขึ้น แต่ดร็อกบายังคงถูกรบกวนจากอาการบาดเจ็บทำให้เล่นไม่ได้อย่างที่เคย แม้จะทำประตูเบิร์นลีย์ได้ในคาร์ลิงคัพ เขากลับโดนลงโทษห้ามแข่งถึงสามนัดจากการฉลองประตูที่ไม่เหมาะสม เมื่อกุสฮิดดิงค์เข้ามาคุมทีมตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ดร็อกบาก็เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งด้วยการทำประตูสำคัญให้ทีมหลายครั้งแต่ก็ต้องพบกับเหตุการณ์พลิกผันอีกครั้งในเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศกับบาเซโลนา หลังจากเชลซีตกรอบด้วยประตูในช่วงทดเวลาของอิเนียสต้าดร็อกบาแสดงความไม่พอใจคำตัดสินของทอมเฮนนิง โอเฟรโบทำให้ถูกลงโทษห้ามแข่งสามนัดในฤดูกาลหน้า ในนัดชิงเอฟเอคัพปีนั้นดร็อกบาทำประตูตีเสมอเอฟเวอตันซึ่งเป็นประตูที่4ของเขาจาก4เกมในนิวเวมบลีย์ การทำคนเดียวสองประตูในนัดเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก 2009/10 เป็นสัญญาณที่ดีว่าดร็อกบาน่าจะรักษาฟอร์มการเล่นจากช่วยท้ายฤดูกาลก่อนไว้ได้ คาร์โล อันเชลอตติวางแทคติกให้ดร็อกบาและอเนลกาได้เล่นคู่กันทำให้เขายิงได้ถึง 18 ประตูจาก 21 เกมในช่วงคริสต์มาสและจบฤดูกาลด้วยจำนวน 37 ประตูรวมทุกรายการช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและดร็อกบาคว้ารางวัลรองเท้าทองคำไปครอง ประตูชัยของเขาในเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศยังช่วยให้เชลซีคว้าดับเบิ้ลแชมป์ฟุตบอลลีกและถ้วยได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ดร็อกบายังได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลโดยแฟนบอลอีกด้วย ดร็อกบาเริ่มต้นค้าแข้งในดิวิชั่น 2 ของลีกฝรั่งเศสกับทีมเลอม็องส์ก่อนที่จะย้ายขึ้นมาเล่นในดิวิชั่น 1 กับทีมเก็งก็อง จากนั้นโอลิปิคมาร์เซย์คว้าตัวดร็อกบาไปร่วมทีมและเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการทำ 18 ประตูจากการลงสนาม35นัดในลีก ยิ่งไปกว่านั้นดร็อกบายังยิงในยูฟ่าคัพอีก 6 ประตู ทำให้มูรินโญ่วางตัวดร็อกบาเป็นเป้าหมายหลักในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะกลางปีและก็คว้าตัวเขามาได้สำเร็จ ดร็อกบาลงเล่นทีมชาติครั้งแรกในปี 2002 เขานำทีมชาติไอวอรีโคสต์เข้าไปเล่นในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2006 ในฐานะกัปตันทีมและต่อด้วยครั้งที่ 2 ในปี 2010 แม้ดร็อกบาจะทำประตูได้ทั้งสองครั้งแต่ทีมชาติของเขาก็ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มไปได้ ในการแข่งขันระดับทวีป ไอวอรีโคสต์ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรโดยแพ้อียิปต์ในการดวลจุดโทษในนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 2006 คว้าอันดับ 4 ในปี 2008 ที่กานาและตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในปี 2010

ในช่วงปี 2012 เชลซี ได้ไปเล่นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในรอบชิงชนะเลิศกับ บาเยิร์น มิวนิก โดยดร็อกบาเป็นฮีโร่ด้วย ในนาทีที่ 88 เขาทำประตูชัยในนาทีที่ 88 ซึ่งช่วยทำให้เชลซีตีเสมอบาเยิร์น มิวนิก 1-1 แล้วมาดวลจุดโทษตัดสิน (หลังผ่าน 120 นาที) ซึ่งดร็อกบาก็สามารถยิงจุดโทษได้และเป็นคนสุดท้ายที่ยิง แล้วผลคือ เชลซีชนะจุดโทษ 4-3 จึงคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งเป็นแชมป์แรกของสโมสรนับตั้งแต่ก็ตั้งสโมสรมา ซึ่งดร็อกบาก็ถูกโหวตให้เป็น ยูฟ่า แมนออฟเดอะแมตช์ ในการแข่งขันในปี 2012

[แก้] เกียรติประวัติ

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น