ดีดีที

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
DDT
Chemical structure of DDT
DDT-from-xtal-3D-balls.png
DDT-from-xtal-3D-vdW.png
ชื่อตาม IUPAC 1,1,1-trichloro-2,2-di(4-chlorophenyl)ethane
ตัวระบุ
เลขทะเบียน CAS [50-29-3][CAS]
PubChem 3036
ATC code P03AB01,QP53AB01
SMILES
InChI
ChemSpider ID 2928
คุณสมบัติ
สูตรเคมี C14H9Cl5
มวลต่อหนึ่งโมล 354.49 g/mol
ความหนาแน่น 0.99 g/cm³[1]
จุดหลอมเหลว

109 °C[1]

จุดเดือด

decomp.[1]

ความอันตราย
การจำแนกของ EU Yes
อันตรายหลัก T, N
R-phrases R25 R40 R48/25 R50/53
S-phrases (S1/2) S22 S36/37 S45 S60 S61
LD50 113 mg/kg (rat)
 Yes check.svg 14 (verify) (what is: Yes check.svg 10/X mark.svg 10?)
หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
แหล่งอ้างอิงของกล่องข้อมูล

ดีดีที (DDT) ย่อมาจาก ไดคลอโรไดฟีนิลไตรคลอโรอีเทน (อังกฤษ: dichlorodiphenyltrichloroethane) เป็นยาฆ่าแมลงประเภทสารสังเคราะห์ออร์กาโนคลอรีน นิยมใช้มาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ดีดีทีถูกสังเคราะห์ขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1874 โดยออตมาร์ ซีดเลอร์ นักเคมีชาวออสเตรีย [2] แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งทราบคุณสมบัติในการกำจัดแมลง ในปี ค.ศ. 1939 จากการค้นพบโดยพอล แฮร์มันน์ มูลเลอร์ นักเคมีชาวสวิส จากนั้นดีดีทีได้ถูกนำมาใช้ในการควบคุมโรคมาลาเรียและไข้รากสาดใหญ่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และนิยมใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชและผลผลิตทางเกษตรกรรมในช่วงหลังสงคราม ประมาณการว่ามีการผลิตและใช้งานดีดีทีถึง 1.8 ล้านตัน [1]

ในปี ค.ศ. 1962 นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ ราเชล คาร์สัน ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Silent Spring บรรยายถึงผลกระทบของดีดีทีต่อสิ่งแวดล้อม, การก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ และทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดโดยเฉพาะนกเช่น อินทรีหัวขาว มีจำนวนลดลงจนเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ [3] ทำให้เกิดการศึกษาวิจัยสืบเนื่อง และรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้ดีดีทีอย่างขนานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา จนมีการประกาศใช้กฎหมายห้ามใช้ดีดีทีในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972 และเกิดอนุสัญญาสตอกโฮล์ม ห้ามการใช้ดีดีทีทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 [4]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ DDT