ดาหลัง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดาหลัง
กวี : พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ประเภท : บทละครใน
คำประพันธ์ : กลอนบทละคร
ความยาว : 32 เล่มสมุดไทย
สมัย : กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ปีที่แต่ง : รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ชื่ออื่น : บทละครดาหลัง
ลิขสิทธิ์ : กรมศิลปากร

เรื่องดาหลัง นั้น เคยพบสำนวนเดียว คือบทละครดาหลัง สังเกตได้ว่าเทคนิคในทางจัดละครยังอ่อนมาก ดูคล้ายๆ รามเกียรติ์ สำนวนรัชกาลที่หนึ่ง ซึ่งมุ่งแต่จะบันทึกเรื่องไว้ให้ตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย เรื่องดาหลังนี้พิมพ์ขึ้นครั้งแรกแต่ ร.ศ. 109 (พ.ศ. 2433) ที่โรงพิมพ์นานเทพ เป็นสองเล่มกินความ 32 สมุดไทย สังเกตว่าเรื่อยังไม่จบ สมุดไทยดำซึ่งเป็นต้นฉบับของนานเทพก็ไม่ปรากฎว่าอยู่แห่งใดในเวลานี้[1] ในหอสมุดแห่งชาติพบดาหลังสมุดไทยดำ 39 เล่ม แต่ความน้อยกว่าฉบับพิมพ์ของนายเทพซึ่งพิมพ์จากสมุดไทย 32 เล่ม[1] ทางการของกรมศิลปากรบันทึกไว้ในหนังสือที่เขียนสมุดไทยนี้ว่า เป็นพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 เขียนเมื่อรัชกาลที่ 3 มีความเพียงท้าวกาหลังทรงทราบว่ามิสาประหมังกุหนังหายไป ไต่ถามดูไม่ได้ความว่ามีเรื่องต่อไปอีกในหอสมุด [2]


เรื่องดาหลัง[แก้]

เรื่องดาหลังเป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ชวา พระราชนิพนธ์นี้เป็นกลอนบทละครมีหน้าพาทย์กำหนดดนตรีประจำบทไว้เสร็จ เนื้อเรื่องดังกล่าวถึงกาลก่อนในชวาประเทศ มีราชธานีอยู่สี่นคร คือกุเรปัน ดาหา กาหลัง สิงหัดส่าหรี กษัตริย์วงศ์เทวดาสี่พี่น้องครองนครละองค์ วงศ์เทวดานี้มีพระอัยกาธิราชเป็นต้นสกุล แต่สิ้นพระชนม์ไปแล้วจนมีฐานะเป็นเทวดาเรียกว่า ปะตาระกาหลา (ภัตตรกาล) และยังเวียนมาคุ้มครองโลก โดยเฉพาะวงศ์วานของท่าน เรื่องดำเนินไปว่าในจำพวกกษัตริย์ทั้งสี่นี้ ท้าวกุเรปันผู้พี่ใหญ่มีพระโอรสด้วยประไหมสุหรี (ปรไมยสวรียา) ซึ่งเป็นตำแหน่งพระอัครมเหสีนั้นก่อน ได้นามว่าอิเหนา ท้าวดาหาผ๔เรองลงมาในพระวงศ์ก็มีธิดาด้วยประไหมสุหรีดุจกันทรงพระนามว่า บุษบาก้าโละ
ท้าวกุเรปันทรงตุนาหงัน(หมั้น) พระธิดากรุงดาหาประทานแก่อิเหนาผู้เป็นโอรสแต่แรกประสูติมาแต่อิเหนาเมื่อเจริญพระชันษาขึ้น ได้ไปพบหญิงงามชาวไร่ชื่อ เกนบุษบา และหลงรักนางจนไม่ใยดีต่อคู่หมั่น พระบิดาพากเพียรจะให้อิเหนาไปอภิเษกสมรส แต่อิเหนาบิดพริ้วจนพระบิดากริ้วแสนสาหัส ถึงให้ไปลอบฆ่านางเกนบุษบาเสีย อิเหนาเสียพระทัยอย่างที่สุดจนหลบหนีไปจากพระนครพร้อมด้วยรี้พล เดินทางไปโดยไม่มีจุดหมาย และปลอมพระองค์เป็นชาวป่าเรียกนามว่า ปันหยี ในการที่ออกเดินทางไปโดยอาการอย่างนี้เรียกว่า มะงุมมะงาหรา และได้ไปประสบเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งทุกข์ทั้งสุข ผ่านบ้านเมืองใดก็ท้าเขารบ รบแล้วก็ชนะ บ้างก็ยอมแพ้ แก่ปันหยียกบุตรธิดาถวายทั้งทรัพย์สมบัติ ไปๆ ก็ไปหลงกลของเจ้าเมืองมะงาดา ซึ่งพาไปเที่ยวเกาะแล้วให้ล่มเรือปันหยี ปันหยีถูกคลื่นซัดไปขึ้นฝั่งด้วยกันกับ ประสันตา ต้องอยู่อย่างยากจนลำบากโดยการหากินเป็นดาหลัง คือผู้เชิดหนัง ระหว่านี้พระญาติวงศ์รวมทั้งพระธิดาบุษบาก้าโละก็ออกติดตามหา โดยต่างก็ปลอมองค์เป็นปันจุเหร็จ คือชาวป่าเที่ยวรบราฆ่าฟันไปทุกเมือง จนท้ายสุดเหล่าเจ้านายซึ่งปลอมพระองค์เป็นชาวป่าออกหาซึ่งกันและกันนั้น เผอิญไปพร้อมกันอยู่ที่กรุงกาหลัง และไปได้ความว่าใครเป็นใครที่กรุงนั้น ในที่สุดบรรดาคู่ตุนาหงัน(คู่หมั่น) ก็ได้อภิเษกซึ่งกันและกันโดยแนวที่ถูกต้องทุกประการ[3]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 ประวัติท้าววรจันทร์ และ วิจารณ์เรื่องเค้ามูลอิเหนา, 110. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ยิ้มศรี, 2484.
  2. ดาหลัง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช. 2499
  3. ขุนนิกรการประกิจ, ผู้แปล. พงศาวดารอิเหนาฉบับอารีนัครา, 43-44. กรุงเทพมหานคร: กรมศิลปากร, 2520.