ดาบล่าพญามาร โดโรโระ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดาบล่าพญามาร โดโรโระ

ใบปิดภาพยนตร์
กำกับ อะกิฮิโกะ ชิโอตะ
ผลิต ทาเคชิ ฮิราโน
เขียน ต้นฉบับ:
จากมังงะชื่อเดียวกันของ โอซามุ เทตสึกะ
แสดง/
พากย์
ซาโตชิ ซึมาบุกิ
โค ชิบาซากิ
เผยแพร่ เจ-บิคส์ฟิล์ม
ยูนิเวอร์แซลพิคเจอร์ส
(ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา)[1]
ฉาย ธงชาติของญี่ปุ่น 21 มกราคม 2550
ธงชาติของไทย 7 มิถุนายน 2550
ยาว 139 นาที
ประเทศ ญี่ปุ่น
ภาษา ญี่ปุ่น

ดาบล่าพญามาร โดโรโระ (ญี่ปุ่น: どろろ Dororo ?) ภาพยนตร์ญี่ปุ่นในแนวพีเรียดผสมแฟนตาซี นำแสดงโดย โยชิโอะ ฮาราดะ, ซาโตชิ ซึมาบุกิ, โค ชิบาซากิ เข้าฉายในประเทศไทย 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เนื้อหา

[แก้] เนื้อเรื่องย่อ

หน้าปกหนังสือการ์ตูน

เรื่องราวเกิดขึ้นในญี่ปุ่นยุคเซ็นโกคุหรือในยุคสงครามระหว่างแคว้นปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ 48 ตนหรือที่รู้จักกันในชื่อ มาจินส์ (เทพปีศาจ) สัมผัสได้ว่าเวลาแห่งการกำเนิดของมนุษย์ผู้ทรงด้วยฤทธานุภาพซึ่งเมื่อเติบใหญ่ขึ้นจะกลายเป็นผู้กุมชัยชนะเหนือเผ่าพันธุ์ปีศาจทั้งปวงได้เคลื่อนคล้อยใกล้เข้ามาทุกขณะ

คาเงะมิตสึ ไดโกะ ซามูไรผู้เป็นบิดาของมนุษย์ผู้นั้นซึ่งยังมิได้ถือกำเนิดขึ้นมา คาเงะมิตสึได้ทำข้อตกลงกับเหล่ามาจินส์ทั้ง 48 ตน โดยมีเงื่อนไขให้ตนชนะสงครามและเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และไม่พ่ายแพ้แก่ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นการรบที่ไหนก็ตาม คาเงะมิตสึได้ใช้ 48 อวัยวะสำคัญของร่างกายของลูกชายที่ยังมิได้ถือกำเนิดของเขาคนนี้ไว้เป็นสิ่งค้ำประกันกับพวกปีศาจ

ต่อมาลูกของคาเงะมิตสึได้ถือกำเนิดขึ้น โดยไร้อวัยวะสำคัญของร่างกายทั้ง 48 จนดูเหมือนตัวหนอน แต่สามารถร้องได้ คาเงะมิตสึจึงนำเด็กน้อยใส่ตะกร้าแล้วปล่อยลอยไปตามน้ำ

เป็นโชคดีของเด็กน้อยที่ได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ผู้มีนามว่า จูไค (โยชิโอะ ฮาราดะ) เด็กน้อยที่ถูกเก็บมาได้รับการขนานนามจากจูไคว่า เฮียกกุมารุ จูไคได้ทำการคิดค้นเรื่องการปลูกถ่ายอวัยวะเทียมได้อย่างยอดเยี่ยมเอาไว้มากมายในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาทำให้เด็กน้อย เฮียกกุมารุ ดำเนินชีวิตได้อย่างคนปกติทั่วไป และเฮียกกุมารุยังมีพลังเหนือธรรมชาติหลายประการทำให้เขาสามารถมองเห็น พูดคุยได้ยินทั้งที่ไม่มีตา ปาก หรือ หู และจูไคก็ได้ตีดาบขึ้นมา 2 เล่ม และติดเป็นแขนให้กับเฮียกกุมารุ พร้อมกับสอนเพลงดาบให้

เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่เฮียกกุมารุ (ซาโตชิ ซึมาบุกิ) ได้ออกเดินทางเพื่อกำจัด มาจินส์ทั้ง 48 เพื่อนำเอาร่างกายของเขากลับคืนมา หลังจากเดินทางได้ไม่นานเขาก็ได้เพื่อนร่วมทางเป็นเด็กน้อยผู้มีความสามารถเกินวัย เป็นหัวขโมยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นนั่นคือ โดโรโระ (โค ชิบาซากิ) ทั้งเฮียกกุมารุและโดโรโระเดินทางไปทั่วอาณาจักรญี่ปุ่น ช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกกดขี่และต่อสู้กับเหล่าปีศาจ โดยมีความหวังว่าวันหนึ่งเฮียกกุมารุจะได้ร่างกายทั้งหมดคืนกลับมาจากมาจินส์ทั้ง 48 ตน เมื่อเฮียกกุมารุฆ่าปีศาจไป 1 ตน ก็จะได้อวัยวะคืนมา 1 ชิ้น[2]

[แก้] เบื้องหลังและการออกฉาย

Dororo เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูนในชื่อเดียวกัน ของโอซามุ เทตสึกะ นักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่นผู้ได้ฉายาว่า บิดาแห่งการ์ตูนญี่ปุ่น (ลิขสิทธิ์ในประเทศไทยโดย สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจ)[3]

โดยได้มี เฉิน เสี่ยวตง นักแสดงและผู้กำกับฉากแอ๊คชั่นชื่อดังชาวฮ่องกง มาทำหน้าที่กำกับฉากแอ๊คชั่นในเรื่องนี้ด้วย และได้ชมซาโตชิ ซึมาบุกิ นักแสดงชาวญี่ปุ่นผู้รับบทนำในเรื่องว่า มีตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง[4]

ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยเมื่อกลางปี พ.ศ. 2550 และฉายทางโทรทัศน์ทางช่อง 7 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 เวลา 03.25 น.[5]

[แก้] อ้างอิง

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

ดาบล่าพญามาร โดโรโระ ที่ ไอเอ็มดีบี

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น