ดอดจ์ ไวเปอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Draginline waiting.jpg
ดอดจ์ ไวเปอร์
ผู้ผลิต: ดอดจ์
ปี: ค.ศ. 1992-2010
ขนาด: รถสปอร์ต (Sports Car)
ลักษณะ: คูเป้ 2 ประตู
เปิดประทุน 2 ประตู
รุ่นก่อนหน้า: ไม่มี
รุ่นต่อ: ยังไม่มี
เครื่องยนต์:
ใช้ชิ้นส่วนเดียวกับ:
รุ่นที่ใกล้เคียง: ปอร์เช 911
เฟอร์รารี 458 อิตาเลีย
เชฟโรเลต คอร์เวตต์

ดอดจ์ ไวเปอร์ (อังกฤษ: Dodge Viper) เป็นรถรุ่นหนึ่งซึ่งผลิตโดยบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกันชื่อ ดอดจ์ (Dodge) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ไครส์เลอร์กรุ๊ป มีลักษณะเป็นรถสปอร์ต เริ่มผลิตครั้งแรกใน ค.ศ. 1992 และปิดไลน์การผลิตลงในปี ค.ศ. 2010 นี้เนื่องจากปัญหาทางการเงิน[1][2]

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ดอดจ์ ไวเปอร์ เป็นรถธง ของบริษัทดอดจ์มาโดยตลอด สร้างชื่อเสียงมหาศาลให้บริษัท ด้วยความที่เป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์ วี10 (มีลูกสูบ 10 สูบ ในขณะที่รถธรรมดามี 4 สูบ) ทำให้เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงมาก สามารถใช้แข่งรถซิ่งได้ดี จนมีการนำดอดจ์ ไวเปอร์ ไปออกรายการโทรทัศน์, ไปออกแบบเป็นรถแข่งในเกม, ไปถ่ายทำภาพยนตร์ และมิวสิกวีดีโอจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ดอดจ์ ไวเปอร์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการรถ โดยเฉพาะวงการรถสปอร์ต และวงการรถแข่ง

ใน ค.ศ. 1989 ในการประชุมใหญ่ของบริษัทในเครือไครส์เลอร์กรุ๊ปทั้งหมด โรเบิร์ต ลุตซ์ (Robert Lutz) ประธานบริษัทไครส์เลอร์กรุ๊ปในขณะนั้น ได้ออกความคิดเห็นในที่ประชุมว่า บริษัทในเครือไครส์เลอร์ น่าจะผลิตรถสปอร์ตรุ่นใหม่ขึ้น ดังนั้นจึงมีการกลับไปออกแบบรถสปอร์ตรุ่นใหม่ขึ้นมา เมื่อออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงมีการปั้นรูปปั้นรถจำลองขึ้นมาจากดินเหนียว แล้วนำเสนอให้โรเบิร์ตดู เมื่อโรเบิร์ตดูรูปปั้นดินเหนียว ก็เห็นทีท่าว่าน่าจะสามารถทำตลาดได้ดี ดังนั้น จึงมีการตั้งทีมขึ้นมาพัฒนาอย่างจริงจัง

ทีมที่คิดค้นพัฒนารถรุ่นใหม่นี้ ประกอบด้วยวิศวกร 86 คน ชื่อว่า "Team Viper" นำโดย รอย สโจเบิร์ก (Roy Sjoberg) เริ่มการคิดค้นในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1989 การพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1990 ทดลองตรวจสอบและพัฒนาความปลอดภัยอย่างถี่ถ้วนอีก 1 ปี และเริ่มผลิตจริงใน ค.ศ. 1992 โดยตั้งชื่อรุ่นว่า ไวเปอร์ ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า อสรพิษ (อสรพิษแห่งสนามแข่ง ทำให้คู่แข่งพ่ายแพ้)

ดอดจ์ ไวเปอร์ มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาแบ่งได้ 4 รุ่น ดังนี้

เนื้อหา

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1992 - 1995) [แก้]

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 1

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 1 รู้จักกันในชื่อ RT/10 ผลิตตัวถังแบบเดียว คือ เปิดประทุน 2 ประตู แต่มีจุดเด่นที่เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ของไวเปอร์ พัฒนาขึ้นจากต้นแบบเครื่องยนต์ของไครส์เลอร์ แอลเอ ซึ่งเป็นเครื่องยนที่ทำจากเหล็กหล่อ ลูกสูบทำจากโลหะเจืออะลูมิเนียม (อะลูมิเนียมอัลลอย) เป็นเครื่องยนต์ 10 สูบ วี10 ขนาด 7998 ซีซี ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 394.528 แรงม้า ที่4600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 630 นิวตัน-เมตร ที่ 3600 รอบต่อนาที ซึ่งสามารถทำสมรรถนะได้ดังนี้

  • เร่งความเร็วจาก 0-97 กม./ช.ม. ใน 4.6 วินาที
  • เร่งความเร็วจาก 0-161 กม./ช.ม. ใน 9.2 วินาที
  • วิ่งทางตรง 402 เมตร (ควอเตอร์ไมล์) ใน 13.1 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดในควอเตอร์ไมล์ 180 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุด:264 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุดขณะวิ่งซิกแซก (โดยไม่ชนกรวยล้ม) : 106 กม./ช.ม.
  • แรงเหวี่ยงสูงสุดขณะหักเลี้ยว (โดยไม่เกิดการลื่นไถล) : 0.96 จี

จากการที่เครื่องยนต์ของไวเปอร์มีสมรรถนะสูง แน่นอนว่าจะสิ้นเปลืองน้ำมัน แต่ทว่า เครื่องยนต์ที่สมรรถนะสูงกว่าเครื่องยนต์ทั่วไปเกือบสิบเท่า ใช้น้ำมันมากกว่ารถทั่วไปเพียง 2-3 เท่า โดยการวิ่งในเมืองตามสภาพการจราจรจริง มีอัตราการใช้น้ำมันอยู่ที่ 5 กิโลเมตรต่อลิตร และเมื่อวิ่งบนทางหลวงรถโล่งระยะไกล ไวเปอร์ใช้น้ำมันในอัตรา 8.3 กิโลเมตรต่อลิตร

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1996 - 2002) [แก้]

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 2

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 2 รู้จักกันในชื่อ GTS (อันที่จริง ยังมีการผลิตไวเปอร์รุ่นที่ 2 โดยใช้ชื่อว่า RT/10 อยู่ด้วย) มีรูปทรงคล้ายคลึงกับรุ่นแรกอย่างมาก จะต่างกันบ้างตรงที่ มีตัวถังแบบคูเป้ และเปิดประทุน (รุ่นแรก ไม่มีตัวถังคูเป้) และหลังคารถสูงขึ้น เพื่อเว้นที่สำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการสวมหมวกนิรภัยขณะแข่ง แต่สิ่งที่ทำให้สองรุ่นนี้แตกต่างกัน คือ เครื่องยนต์ที่ถูกออกแบบใหม่ ให้มีสมรรถนะสูงขึ้น 49 แรงม้า (เป็น 444 แรงม้า) และน้ำหนักเบาลง 33 กิโลกรัม รวมทั้งการเปลี่ยนไปใช้ชัสซีส์ตัวถังใหม่ทั้งหมด ทำให้ตัวถังรถรุ่นใหม่เบากว่ารุ่นแรก 27 กิโลกรัม แต่แข็งขึ้น 25% สมรรถนะของไวเปอร์รุ่นที่ 2 เป็นดังนี้

  • เร่งความเร็ว 0-97 กม./ช.ม. : 4.0 วินาที
  • เร่งความเร็ว 0-161 กม./ช.ม. : 8.6 วินาที
  • ควอเตอร์ไมล์ : 12.2 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดในควอเตอร์ไมล์ : 192 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุด : 301 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุดขณะวิ่งซิกแซก : 118.4 กม./ช.ม.
  • แรงเหวี่ยงสูงสุดขณะหักเลี้ยว : 1.01 จี

จากสมรรถนะดังกล่าว นิตยสาร Motor Trend ได้จัดให้ไวเปอร์ GTS เป็นรถแข่งที่สมรรถนะสูงกว่า เฟอร์รารี 550, ปอร์เช 911, เชฟโรเลต คอร์เวตต์ และ ฮอนด้า เอ็นเอสเอกซ์ ในยุคเดียวกัน แต่ไวเปอร์รุ่นที่สอง ยังมีข้อด้วยถึงการเบรก เพราะระยะที่ใช้ในการหยุดรถจากความเร็วสูงนั้นมากกว่าบรรทัดฐานที่ควรจะเป็น (หมายถึง เบรกไม่ดี) ซึ่งก็ได้มีการชดเชยเฉพาะหน้าโดยการติดตั้งระบบเบรกแบบ ABS ลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ไวเปอร์รุ่นที่ 2 ก็ประสบความสำเร็จในวงกว้างเช่นเดิม

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 2003 - 2006) [แก้]

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 3

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 3 รู้จักกันในชื่อ SRT-10 ได้รับการออกแบบใหม่โดยมีรูปทรงที่ดูคมขึ้น และเครื่องยนต์ถูกเปลี่ยนจาก 7998 ซีซี เป็น 8300 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 493 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 725 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที น้ำนักเครื่องยนต์เบาลง 60 กิโลกรัม ชัสซีส์ตัวถังใหม่เบาลง 36 กิโลกรัม สมรรถนะของไวเปอร์รุ่นที่ 3 เป็นดังนี้

  • เร่งความเร็ว 0-97 กม./ช.ม. : 3.9 วินาที
  • เร่งความเร็ว 0-161 กม./ช.ม. : 8.36 วินาที
  • ควอเตอร์ไมล์ : 11.77 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดในควอเตอร์ไมล์ : 199 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุด : 310 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุดขณะวิ่งซิกแซก : 113.3 กม./ช.ม.
  • แรงเหวี่ยงสูงสุดขณะหักเลี้ยว : 1.05 จี

นอกจากนี้ รุ่นที่ 3 ยังได้รับการพัฒนาระบบเบรกที่เคยมีปัญหาจากรุ่นที่ 2 โดยลดความความเร็วจาก 161 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนหยุด จะมีระยะเบรก 84 เมตร (คิดเป็นความหน่วงทางฟิสิกส์ 11.9 เมตร/วินาทีกำลังสอง)

รุ่นที่ 4 (ค.ศ. 2008 - 2010) [แก้]

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 4

ดอดจ์ ไวเปอร์ รุ่นที่ 4 ยังใช้ชื่อว่า SRT-10 อยู่ตามเดิม ตัวถังภายนอกคล้ายของเดิม แต่เครื่องยนต์เปลี่ยนจาก 8300 ซีซี เป็น 8400 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 592 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 760 นิวตัน-เมตร ที่ 5,600 รอบต่อนาที สมรรถนะอื่นๆ ของไวเปอร์รุ่นที่ 4 เป็นดังนี้

  • เร่งความเร็ว 0-97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง : 3.5 วินาที
  • เร่งความเร็ว 0-161 กิโลเมตรต่อชั่วโมง : 7.6 วินาที
  • ควอเตอร์ไมล์ที่ดีที่สุด : 10.92 วินาที
  • ความเร็วสูงสุดในควอเตอร์ไมล์ : 206 กม./ช.ม.
  • ความเร็วสูงสุด : 317 กม./ช.ม. ในรถเปิดประทุน และ 325 กม./ช.ม. ในคูเป้
  • ความเร็วสูงสุดขณะวิ่งซิกแซก : 119 กม./ช.ม.
  • แรงเหวี่ยงสูงสุดขณะหักเลี้ยว : 1.06 จี

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 มิสเตอร์ราฟ กิลส์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของค่ายรถยนต์ดอดจ์ ออกมาประกาศว่า ในฤดูร้อน ค.ศ. 2010 ดอดจ์จะเลิกผลิตรถรุ่นไวเปอร์ โดยกำลังพัฒนารถแข่งรุ่นใหม่เพื่อมากแทนไวเปอร์ใน ค.ศ. 2012 ส่วนรายละเอียดของรถรุ่นใหม่ยังไม่ถูกเปิดเผยมากนัก มีการคาดการณ์ว่า รุ่นใหม่ที่จะมาแทน อาจจะยังใช้ชื่อไวเปอร์ตามเดิมก็เป็นได้

และในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ดอดจ์ได้เริ่มรับการจอง SRT-10 AXZ ไวเปอร์ลิมิเต็ดรุ่นสุดท้าย มีผลิต 32 คัน

อ้างอิง [แก้]

  1. Hellwig, Ed (June 2010). "Mercedes-Benz SLS Started Out as the Next-Generation Dodge Viper". สืบค้นเมื่อ 19 July 2010. 
  2. Emunds, Dan (July 2010). "Dodge Viper Production Ends". สืบค้นเมื่อ 19 July 2010. 

แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]