ดวงฤทธิ์ บุนนาค
“คิด ทำ อดทน” คือเคล็ดลับสำคัญของการเป็นสถาปนิกขั้นเทพของ “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” กรรมการผู้จัดการบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด
บริษัทที่โตมาจากเงินทุนตั้งต้น 2 แสนบาท เริ่มจากการออกแบบส้วมเป็นงานแรก ก่อนก้าวเดินขึ้นสู่บริษัทที่อยู่ยอดเขา คือรับออกแบบอาคาร ตึก โรงแรมมูลค่าหลายพันล้าน !
วันที่เราเปิดเวทีสัมมนาคืนกำไรประจำปี “คลื่นลูกใหม่…การตลาดไร้รูปแบบ” ดวงฤทธิ์ บุนนาค มาร่วม แบ่งปันประสบการณ์ครั้งนี้ด้วย
เป็นการแบ่งปันที่ทำให้ผู้ฟังตะลึงกับการเปิดเผยเคล็ดลับความสำเร็จแบบไม่มีกั๊กของสถาปนิกหนุ่ม ที่คนฟังหลายคนไม่คิดว่าเขาจะพูดได้โดน และได้ใจขนาดนี้
ทุกถ้อยคำในการบรรยายสนุกสนานออกรส และเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่ไม่มีในตำรา แม้ว่าชีวิตของเขาจะเดินตามครรลอง
“ตอนเรียน”ถาปัด โง่มาก คือไม่ได้เตรียมตัวนาน วันแรกอาจารย์ให้งานวิชาออกแบบ คนอื่นก็เอกันไป ส่วนเราในตอนนั้น หนังสือแพรวกำลังฮิต มันจะมีกราฟิก พวกหุ่นสีน้ำ เป็นกราฟิกแบบเซอร์ ๆ หน่อย เป็นจุด ๆ ภาพสมัยยุค 80 เราก็ทำแบบนั้นไป อาจารย์ประจานหน้าห้องเลยว่า เอฟ (หัวเราะ) ทีหลังอย่าทำอย่างนี้มาอีกนะครับ อันนี้เป็นตัวอย่างที่เลวมาก ผมเริ่มจากจุดนั้นครับ”
ก้าวแรกของเขาเริ่มจากหนึ่งเป็นสอง สเต็ปบายสเต็ป หาได้เป็นแบบชีวิต ถูกหวยหรือก้าวกระโดด
…คือผมเป็นคนที่ค่อย ๆ ไต่เต้า ผมเป็นคนไม่ค่อยมีพรสวรรค์มาก คนธรรมดา มาก ๆ ไม่มีจุดเปลี่ยน หรือชีวิตถูกหวย ผมเป็นคนที่ไปแบบสเต็ปบายสเต็ป ผมรู้ว่าผมทำได้ประมาณนี้ แล้วผมต้องแก้ตรงนี้ ผมก็แก้ไป ปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม ปีสี่ก็ค่อย ๆ ปรับปรุงตัวไป จนกระทั่งถึงปีสี่เทอมปลาย ได้เอหมดทุกวิชา ปีห้าทีซิสผม เอหมด เกรดออกมา 4.00 เพื่อนตะลึง แล้วก็ได้เกียรตินิยม
“ประเด็นคือผมไม่ได้เป็นคนเก่ง รู้ตัวตลอดเวลาว่าไม่ใช่คนที่เก่งมาก ไม่ใช่ คนที่วาดรูปเก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดมีคำเดียวที่ถือมาตลอดคือ อดทน แล้วก็พยายามจะแก้ไขจุดที่เราบกพร่องมา ทีละนิด ๆ แล้วก็ใช้เวลา กว่าจะกลับมาลืมตาอ้าปากได้ 5 ปีผ่านไปครับ”
และความตั้งใจนั้นดูเหมือนจะทำให้การยึดอาชีพสถาปนิกของเขาไม่สั่นคลอนไปเหมือนกับเหล่าชาว”ถาปัด รุ่นพี่เพื่อนพ้องน้องที่เบนเข็มไปเข้าสู่วงการบันเทิงกัน ส่วนใหญ่
…เพราะที่สุดแล้ว ผมตั้งใจเพื่อที่จะเป็นสถาปนิกที่ดี คำนี้คำเดียวเลย พี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) เคยมาชวนไปแต่งเพลงกับพี่ไหม ? ผมก็บอกพี่ดี้ว่า “พี่ ผมขอเหลือคนที่มีความสามารถที่จะเป็นสถาปนิกสักคนก็แล้วกัน
“ตอนเรียนจบผมไปทำงานในบริษัทใหญ่ประมาณ 6 เดือน แล้วก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา ไปแบบโง่ ๆ คือไม่มีตังค์ไป อยู่ได้แค่ 6 เดือนเงินหมด ขอทุนก็ไม่ได้ ก็กลับมาเมืองไทย อันนั้นเป็นจุดที่เรียกว่าแย่ที่สุดในชีวิต คือ ต้องบากหน้ากลับมาเพราะทุกคนจะหยามว่าไปเรียนเมืองนอกแล้วไม่จบ เราก็บอกว่า เราไม่จบเพราะไม่มีเงินโว้ย
ไม่ใช่เพราะว่าเราขี้เกียจ…กลับมาเมืองไทยทำงาน 4-5 ปี เก็บเงิน ไม่โง่แล้ว เก็บเงินเอาให้พอเลย คราวนี้ไปอังกฤษเรียนอยู่ปีครึ่งที่ Architectural Association School of Architecture เป็นโรงเรียนเก่าแก่ 150 ปี ไม่มีสอบ ไม่มีหน่วยกิต ทำโปรเจ็กต์อันเดียว แล้ว ส่งอาจารย์จากที่ต่าง ๆ มาตัดสินก็รอดมา (หัวเราะ)
ชีวิตเขาแม้จะไปทีละสเต็ป แต่ทุกย่างก้าวล้วนมีบทเรียนอันมีค่าให้เขาเก็บเกี่ยว รวมถึงการเปิดบริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด ที่แม้จะจดทะเบียนในช่วงปี 2540 ซึ่งสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกำลังวิกฤต แต่เขาก็พาธุรกิจของเขามาไกลมาก
…ตอนปี 2540 บริษัทสถาปนิกมีอยู่ 60 บริษัท ปิดไปเกือบครึ่งหนึ่ง ผมก็เป็นคนหนึ่งในบริษัทที่มีสปิริต มีกำลังใจอยู่ ก็บอกเจ้านายว่า ผมว่ามันต้องมีทางแก้นะ เอาอย่างนี้ไหม พวกผมมีลีดเดอร์แมเนจเมนต์อยู่ 10 กว่าคน ทุกคนไปเปิดบริษัทกัน แล้วก็ให้บริษัทใหญ่ถือหุ้น เพราะว่าเรารู้ว่าบริษัทสถาปนิกเล็กลง จะทำให้ประสิทธิภาพเยอะ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เป็นเรื่องสมัครใจนะ ก็เข้าที่ประชุม ถามว่ามีใครจะเอาบ้าง ทุกคนก็นัดแนะกันว่าคนโน้นก็จะทำ พอถึงเวลายกมือปุ๊บ ก็มือผมยกอยู่คนเดียว (หัวเราะ) เป็นที่มาที่ไปของบริษัทดวงฤทธิ์ บุนนาค ชีวิตผมเจออะไรอย่างนี้ มัน ๆ ตลอด !
“ตอนนั้นผมคิดว่าผมตัดสินใจแล้ว แน่วแน่ไป มั่นใจ เรามีวิธีคิดของเรา เราชัดเจน เราก็ทำ เจ้านายก็ดีกับผมช่วยมาประคองในช่วงแรก มาถือหุ้นให้ผม จริง ๆ เริ่มแรกตั้งบริษัทด้วยเงิน 2 แสนบาทเอง ตอนนี้ 10 กว่าปีเจ้านายเก่าไม่ถือหุ้นแล้ว เหลือผมถือหุ้นอยู่ คนเดียว จำได้ว่าตอนปี 2540 ที่เปิดบริษัท ตอนนั้นไม่มีใครเปิดบริษัทสถาปนิกเลย ตอนนั้นคิดว่าเศรษฐกิจมันจะต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว ลูกค้าคนแรกของผมคือ ออกแบบส้วม เขามีห้องนอน 1 ห้อง30 ตร.ม. แล้วก็ห้องน้ำอีก 1 ห้อง ค่าออกแบบ 30,000 บาท อันนั้นน่ะ คือผมทำ แล้วก็ตอนนั้นมีเงินในกระเป๋า 3 แสนบาท มีลูกน้อง 3 คนก็จ่ายไป ทำงานแบบเล็กมาก ตอนนั้นไม่มีงานใหญ่ มีออกแบบโชว์รูม อะไร ๆ กิ๊กก๊อกไปเรื่อย”
…เวลาหาลูกค้าเริ่มจากคนรู้จัก เพื่อนฝูง ไม่ยากอะไร หลักการอย่างหนึ่งคือ เราไม่ดูหมิ่นเงินน้อย เราไม่ดูถูกงานว่าเล็ก ไม่เหมาะกับเรา วันนี้ออกแบบตึกหมื่นกว่าล้าน มีค่าแบบ 30 ล้าน ก็ไม่เคยคิดที่จะไม่ทำงานเล็ก เป็นนิสัยของผม เพราะตอนออกแบบส้วมผมจำไปจนวันตาย เนื่องจากเป็นงานแรก แล้วก็เป็นส้วม (หัวเราะ) ถ้าเราต้องกลับไปออกแบบส้วมอีก เราก็ต้องทำให้ได้ อันนี้คือ หลักการของเรา !
เป็นหลักการที่เขายึดถือ โดยทุกการทำงาน ดวงฤทธิ์ไม่เคยตั้งคำถามว่า “ทำไม”
“จริง ๆ ผมไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมเลยนะ ผมตั้งหน้าตั้งตาทำ ผมว่าการที่เราทำเยอะ ๆ จะทำให้เราเกิดแกนความคิด”
…แกนความคิดที่ว่าเป็นวิธีคิดของสมอง เรามองแบบองค์รวม แล้วการที่สมองของเรามีประสบการณ์เยอะ จะทำให้สมองของเราประมวลองค์รวมได้เร็วมาก ผมจะมองเห็นเลยว่าจุดนั้นเป็นอย่างไร จะต้องมีตรงนี้ จะขึ้นหน้าต่างตรงนี้ เป็นภาพในหัวเลย แล้วก็ไม่เคยมีโปรเซสอะไรที่สลับซับซ้อน เดินเข้าไปในที่ดินกับลูกค้าแล้วก็บอก ตรงนี้เป็นตึกนะครับ ตรงนี้เป็นล็อบบี้โรงแรม ตรงนี้เป็นสระว่ายน้ำ ลูกค้าก็อ้าปากค้าง เอ๊ะ ! เอามาจากไหน แต่ว่าไอ้ที่บอกว่าเห็นภาพ ผมเห็นจริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าการเห็นภาพ เกิดกับทุกคนได้หมดเลย ถ้าคุณทำอะไรบางอย่างเป็นเวลานาน ๆ
“ผมเป็นคนตรง ถ้าลูกค้าทำอะไรงี่เง่า ผมก็จะบอกว่า อย่าทำเลยนะ มันไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่…ผมดูโครงการมาเยอะ แล้วเห็นมาทั่วโลก แล้วมาร์เก็ตติ้งก็ชอบมาตั้งโจทย์ให้ผม ผมไม่ได้ดีไซน์งานออกแบบให้ผมสนองตัณหาผมนะ ผมทำให้มันดีที่สุดสำหรับลูกค้า แต่ผมก็จะเถียงกับมาร์เก็ตติ้งว่าอันนี้มันไม่เวิร์ก เพราะว่ามีข้อเสีย เขาก็จะบอกว่า ก็คนอื่นเขาทำอย่างนี้ ทำไมคุณดวงฤทธิ์ไม่ทำอย่างนี้ ทำ ๆ ให้เหมือนเขาไป ใส่ตรงนี้ให้มันแตกต่างกันแล้วก็เขาเอาไปขายได้ แค่นี้ก็จบ ผมก็เลยบอกว่า เฮ้ย มันไม่ใช่ ตรงนี้ต้องมาจากเนื้อใน คือของดี มันต้องมาจากแกนข้างใน เพราะฉะนั้น ถ้าแปลนนิ่งไม่ดี ผมไม่ทำ !
“ผมทนไม่ได้กับวิธีทางการตลาดแบบนี้ ซึ่งผมคิดว่า ผมเป็น คนตรงไปตรงมา แล้วผมก็อยากให้คนที่มาบริโภคงานของผม เขาได้รับความตรงไปตรงมาเหมือนกัน หลัง ๆ เลยไม่ค่อยทำ ไปทำโรงแรม เพราะว่าโรงแรมเขาตามใจผมทุกอย่าง”
…อีกอย่างผมกับพวกมาร์เก็ตติ้งรีเสิร์ชจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันตลอด บริษัทฝรั่งทำให้ผมปวดหัวมาก มาถึงโรงแรมเอาตำรามากาง อันนี้เป็นปัญหาของคนเรียนนะ คือยึดตำรา แต่ไอ้คนทำเนี่ย มันดูจากประสบการณ์ !
ไม่น่าแปลกใจว่าผลงานหลายชิ้นของบริษัทดวงฤทธิ์ฯ จึงเป็น ที่จับตามองในกลุ่มของสถาปนิก ทั้งการออกแบบโรงแรม อาคาร ห้อง รวมถึงคลอสตา ลันตา โรงแรมริมทะเลเมืองไทยสไตล์โมเดิร์นที่เขาเป็นคนออกแบบจนได้รางวัลเหรียญทอง ARCASIA Award และยังเป็นดีไซน์โฮเต็ลแรก ๆ ในเมืองไทยที่ได้ขึ้นทะเบียนกับดีไซน์โฮเต็ลที่เยอรมนี เป็นงานที่ทำให้ชื่อของดวงฤทธิ์ บุนนาค เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
…มีคนเคยถามผมว่า สถาปนิกไทยจะเป็นไอคอนในโลกได้ไหม คำถามนี้ก้องดังอยู่ในใจ ทุกอย่างที่เราทำ เราทำในนามคนไทยนะ ไม่ใช่ว่าทำในชื่อนายดวงฤทธิ์ บุนนาค คือ เราอยากให้อย่างน้อยมีชื่อสถาปนิกไทยคนหนึ่ง ซึ่งต่างชาติจำได้เมื่อพูดถึงประเทศไทย สำหรับเราไม่โลภนะ เงินน้อยก็ไม่เป็นไร แต่ว่าทำแล้วโปรเจ็กต์ทุกอันจะต้องประสบความสำเร็จ อันนี้สำคัญมาก !
“ผมเชื่อว่าสถาปนิกคุณค่าของมันคือการทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่จะเป็นมาร์เก็ตติ้งหรือการตลาดของสถาปนิกก็คือทำงานให้ดี สถาปนิกคนไหนเอาเวลาไปตีกอล์ฟหรือไปทำอย่างอื่นหมด แล้วไม่มีเวลามานั่งโต๊ะออกแบบ ไม่มีทางจะเป็นสถาปนิกที่ดีได้ ทุกวันนี้ผมยังต้องนั่งสเกตช์แบบทุกวัน ค่าของคนทุกคนก็อยู่ที่งานหมด เพราะฉะนั้น ถ้าอยากได้มาร์เก็ตติ้งชั้นเยี่ยม ก็จงทำงานให้ดี”
ส่วนในฐานะหัวเรือใหญ่ที่ต้องดูแลบริษัทเขาว่าหน้าที่นี้ไม่ง่ายเลย
“ผมท้าเลยนะ ใครอยากมาบริหาร หรือใครที่ว่าเก่ง ลองมา บริหารออฟฟิศสถาปนิกดู ผมว่าตาย เพราะคุณกำลังดีลกับคนที่มีแต่อารมณ์คือองค์กรควรมีคนที่มีอีโมชั่นนอลอยู่ 20% แต่ของผมเนี่ยมีอยู่ 100% แต่พวกนี้เก่งนะ คือถ้าไม่มีอารมณ์เลย ทำงานไม่ได้ เป็นงานกึ่ง ๆ ศิลปะ ยากตรงนี้ครับ ผมค่อย ๆ ขยายตามความจำเป็น เริ่มจาก 3 คน 5 คน 7 คน 12 คน 22 คน แล้วก็มาเป็น 40 คน สร้างคนจากพื้นขึ้นมา ผมไม่เชื่อเรื่องการอิมพอร์ตคนที่มีฝีมือเข้ามา อีกอย่างผมเห็นด้วยเรื่องระบบ บริษัทเรามี QM มี quality manual เราเอากระบวนการทำงานทั้งหมดของบริษัทมาทำเป็นขั้นตอน specific function process ทั้งหมด แล้วก็มองภาพของ practices ของเราใหม่ให้เป็นระบบ ก็ช่วยได้มาก ทำให้เรารู้ช่องโหว่ก็เข้าไปอุด ผมทำมาสัก 2-3 ปีแล้ว หลัง ๆ ความผิดพลาดจึงลดน้อยลง”
ทุกวันเวลาของเขาเหมือนมีค่าเพื่อการทำงาน แม้ในวันที่เขาอายุ 40 เขายังยืนว่า การเป็นสถาปนิกที่ดีก็ยังต้องทำงาน
…อายุ 40 ผมก็ยังทำงานทุกวัน วันเสาร์ก็ทำโน่นทำนี่ เดินทาง และออกแบบตลอดเวลาบนเครื่องบินก็เคย เวลาเข้าออฟฟิศทำงานตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง จนถึงประมาณ 3 ทุ่มก็เคย มีวันหยุดคือวันอาทิตย์วันเดียว ผมเป็นคนโลภงาน คือทำด้วยความมัน คือเราสนุกจริง ๆ ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อยมาก แต่ให้เลิกไปนั่งเป็นที่ปรึกษา ผมต้องขาดใจตาย เพราะว่าอยู่ไม่สุข อย่างตอนนี้ผมเปิดอีกบริษัทกับเพื่อน มี ดร.นิธินาถ สินธุเดชะ ลูกอาจารย์แม่ แล้วก็มี ดร.ธร ดำรงค์นาวาสวัสดิ์ ก็ทำเป็นบริษัทที่ทำเรื่อง ecology
“ในชีวิตผมมี 3 คำ คือ คิด ทำ และอดทน คือคิดแล้วทำแล้วควรจะคิดอีกที จะดีมาก คือไม่ใช่คิดแล้วทำแล้วทิ้งไป แต่ในกระบวนการทั้งหมดต้องมีความอดทนคร่อมอยู่ คือผมว่าคนรุ่นใหม่สิ่งเดียวที่สู้ผมไม่ได้คือความอดทน อดทนรอ อดทนกับความยากลำบาก อันนี้ผมรับประกัน แต่ถ้าเกิดคนรุ่นใหม่เอาชนะผมเรื่องนี้ได้ คุณเก่งกว่าผมแน่”
อยากเก่งอย่างเขา คงต้องจำให้ขึ้นใจ คิด ทำ อดทน
[แก้] อ้างอิง
- ^ Positioning Magazine ธันวาคม 2547