ซฺยงหนู

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สีเขียวแสดงดินแดนซฺยงหนูในราว 250 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ซฺยงหนู ตามสำเนียงกลาง หรือ เฮงโน้ว ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (จีน: 匈奴; พินอิน: Xiōngnú) เป็นชื่อเรียกกลุ่มชนโบราณซึ่งมีพวกร่อนเร่เป็นพื้น และตั้งตัวกันเป็นรัฐหรือสหพันธรัฐ[1] อยู่ในภาคเหนือของประเทศจีน ข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่เกี่ยวกับพวกซฺยงหนูจึงมาจากจีน กับทั้งชื่อเสียงเรียงนามของคนเหล่านั้นก็เป็นที่ทราบกันไม่มาก จึงใช้ตามที่จีนทับศัพท์มาจากภาษาซฺยงหนูอีกทอดหนึ่ง

อัตลักษณ์ของแกนกลางทางชาติพันธุ์ซฺยงหนูนั้นเป็นแต่สมมุมติฐานกันไปในหลายทาง เพราะภาษาซฺยงหนู โดยเฉพาะชื่อแซ่บุคคลนั้น ปรากฏในแหล่งข้อมูลจีนน้อยมาก นักวิชาการเสนอว่า คนซฺยงหนูอาจใช้ภาษาเติร์ก (Turkic), มองโกล (Mongolic), เยนีเซย์ (Yeniseian),[2][3] โทแคเรียน (Tocharian), อิหร่าน (Iranian),[4][5] หรือยูแรล (Uralic)[6] นอกจากนี้ ยังน่าเชื่อว่า พวกซฺยงหนูเล่นคุณไสย[7][8] ส่วนคำว่า "ซฺยงหนู" อาจมาจากรากศัพท์เดียวกับคำว่า "ฮัน" (Hun) แต่พยานหลักฐานสำหรับเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่[3][9]

แหล่งข้อมูลจีนตั้งแต่ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช บันทึกว่า หลังจากปีที่ 209 ก่อนคริสต์ศักราช พวกซฺยงหนูก่อตั้งจักรวรรดิโดยยกมั่วตู๋ ฉันยฺหวี (Modu Chanyu) ขึ้นเป็นประมุข[10] จักรวรรดิซฺยงหนูแผ่อำนาจข้ามท้องที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตแดนมองโกเลีย ครั้นปีที่ 200 ก่อนคริสต์ศักราช ชาวซฺยงหนูเอาชัยเหนือพวกเยฺว่จือ (Yuezhi) ซึ่งมีอำนาจอยู่ก่อนแล้วได้ ซฺยงหนูจึงเถลิงอำนาจในที่ราบทางภาคกลางและภาคตะวันออกของทวีปเอเชีย คนเหล่านี้ตั้งตัวกันอยู่ในภูมิภาคซึ่งบัดนี้คือไซบีเรียใต้ มองโกเลีย มองโกเลียใต้ กานซู และซินเจียง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับราชวงศ์จีนนั้นเป็นไปอย่างซับซ้อน มีการณรงค์สงครามและใช้เล่ห์เพทุบายช่วงชิงดินแดนกันอย่างต่อเนื่อง สลับกับการจ่ายส่วย การค้า และการทำสนธิสัญญาเพื่อเป็นดองกัน

อ้างอิง[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. Ebrey, Patricia Buckley (2nd edition, 2010). The Cambridge Illustrated History of China. Cambridge University Press. p. 69. ISBN 978-0-521-12433-1. 
  2. Adas 2001: 88
  3. 3.0 3.1 Beckwith 2009: 404-405, nn. 51-52.
  4. Harmatta 1999: 488
  5. Jankowski 2006: 27
  6. Di Cosmo, 2004, pg 166
  7. Yuri Pines, The Everlasting Empire: The Political Culture of Ancient China and Its Imperial Legacy, Princeton University Press, 2012, p.37. ISBN 1400842271, 9781400842278.
  8. John Man, Attila: the barbarian king who challenged Rome, Bantam, 2005, p.62. University of Michigan. ISBN 0593052919, 9780593052914.
  9. Vaissière 2006
  10. di Cosmo 2004: 186

รายการอ้างอิง[แก้]

  • Adas, Michael. 2001. Agricultural and Pastoral Societies in Ancient and Classical History, American Historical Association/Temple University Press.
  • Beckwith, Christopher I. 2009. Empires of the Silk Road: A History of Central Eurasia from the Bronze Age to the Present. Princeton University Press. ISBN 978-0-691-13589-2
  • Di Cosmo, Nicola. 2004. Ancient China and its Enemies: The Rise of Nomadic Power in East Asian History. Cambridge University Press. (First paperback edition; original edition 2002)
  • Harmatta, János. 1999. Conclusion. In: History of civilizations of Central Asia. Volume 2: The Development of Sedentary and Nomadic Civilizations, 700 bc to ad 250; Edited by János Harmatta et al. UNESCO. ISBN 92-3-102846-4. 485-493.
  • Jankowski, Henryk. 2006. A historical-etymological dictionary of pre-Russian habitation names of the Crimea. Brill. Handbuch der Orientalistik [HdO], 8: Central Asia; 15. ISBN 90-04-15433-7.
  • Vaissière, Étienne de la. 2006. Xiongnu. Encyclopædia Iranica online.