ประเทศเซาท์ซูดาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ซูดานใต้)
สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน
Republic of South Sudan (อังกฤษ)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญ"ความยุติธรรม เสรีภาพ ความมั่งคั่ง"
เพลงชาติSouth Sudan Oyee!
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
จูบา
4°51′N 31°36′E / 4.850°N 31.600°E / 4.850; 31.600
ภาษาทางการ ภาษาอังกฤษ
การปกครอง สาธารณรัฐ
 -  ประธานาธิบดี ซัลวา กีร์ มายาร์ดิต
 -  นายกรัฐมนตรี เรียก มาคาร์
ได้รับเอกราช จากซูดาน 
 -  ความตกลงสันติภาพเบ็ดเสร็จ 6 มกราคม 2548 
 -  อัตตาณัติ 9 กรกฎาคม 2548 
 -  เอกราช 9 กรกฎาคม 2554 
พื้นที่
 -  รวม 644,329 ตร.กม. (42)
248,775 ตร.ไมล์ 
ประชากร
 -  2551 (สำมะโน) 8,260,490 (พิพาท)[1] 
 -  ความหนาแน่น 13.33 คน/ตร.กม. (214)
34.5 คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (ราคาตลาด) 2554 (ประมาณ)
 -  รวม 13,227 ล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] 
 -  ต่อหัว 1,546 ดอลลาร์สหรัฐ[2] 
สกุลเงิน ปอนด์เซาท์ซูดาน (SSP)
เขตเวลา เวลาแอฟริกาตะวันออก (UTC+3)
 -  (DST)  (UTC+0)
โดเมนบนสุด .ss[3] (จดทะเบียนแล้วแต่ยังไม่เริ่มใช้)
รหัสโทรศัพท์ +211

เซาท์ซูดาน (อังกฤษ: South Sudan) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐเซาท์ซูดาน[4] (อังกฤษ: Republic of South Sudan)[5] เป็นประเทศในแอฟริกาตะวันออก เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดมีชื่อว่า จูบา ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐอิเควทอเรียลกลางที่อยู่ทางตอนใต้ของประเทศ เซาท์ซูดานเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ทางตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อกับเอธิโอเปีย ทางใต้ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ทางตะวันตกติดต่อกับสาธารณรัฐแอฟริกากลาง และทางเหนือติดต่อกับซูดาน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบึงตมซึ่งเกิดขึ้นจากแม่น้ำไนล์ขาว

หลังจากซูดานได้รับเอกราชเมื่อปี พ.ศ. 2499 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นหลายครั้ง ซึ่งมีบางช่วงที่เซาท์ซูดานได้รับสิทธิ์ในการปกครองตนเอง เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554 ได้มีการจัดการลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชจากประเทศซูดานขึ้น ผลปรากฏว่า ชาวเซาท์ซูดานเสียงข้างมากเกือบ 99% เห็นควรแยกตัวเป็นเอกราช[6] และเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 9 กรกฎาคม เซาท์ซูดานก็กลายเป็นประเทศเอกราชโดยแยกตัวออกจากประเทศซูดาน[7]

เซาท์ซูดานได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือจักรภพแห่งชาติ[8] และยังได้รับการประกาศว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมจะสมัครเป็นสมาชิกในสันนิบาตอาหรับได้ด้วยเช่นกัน[9] นอกจากนี้ ยังได้แสดงความสนใจจะเข้าร่วมประชาคมแอฟริกาตะวันออก ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ได้รับการสนับสนุนในหลักการโดยรัฐสมาชิก เคนยาและรวันดา[10] คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติวางแผนจะประชุมกันในวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เพื่ออภิปรายถึงสมาชิกภาพและการรับรองสาธารณรัฐเซาท์ซูดานอย่างเป็นทางการ [11] ซึ่งในวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ลงมติรับรองชาติเกิดใหม่นี้เป็นรัฐสมาชิกลำดับที่ 193 ของสหประชาชาติแล้ว

ประวัติศาสตร์[แก้]

ภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบในแง่ลบจากสงครามกลางเมืองสองครั้งนับแต่ซูดานได้รับเอกราช รัฐบาลซูดานสู้รบกับกบฏตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 ถึง 2515 ในสงครามกลางเมืองซูดานครั้งที่หนึ่ง และกองทัพปลดปล่อยประชาชนซูดาน (SPLA/M) ในสงครามกลางเมืองครั้งที่สองเป็นเวลาอีกเกือบยี่สิบเอ็ดปีนับตั้งแต่ก่อตั้ง SPLA/M ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งส่งผลให้เกิดการปล่อยปละละเลย การขาดการพัฒนาสาธารณูปโภค ตลอดจนการทำลายล้างและการย้ายประชากรอย่างมโหฬาร มีผู้ถูกสังหารมากกว่า 2.5 ล้านคน และมีอีกมากกว่า 5 ล้านคนถูกขับออกจากถิ่นที่อยู่ กลายเป็นผู้ลี้ภัยจากผลของสงครามกลางเมืองและที่เกี่ยวข้องกับสงคราม

มีการประเมินว่าภูมิภาคเซาท์ซูดานมีประชากร 8 ล้านคน[12] แต่เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวไม่มีการทำสำมะโนประชากรมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ตัวเลขประมาณนี้จึงอาจคาดเคลื่อนอย่างรุนแรง เศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นแบบชนบทและพึ่งพาเกษตรกรรมเพื่อยังชีพเป็นหลัก[12] ในกลางคริสต์ทศวรรษ 2000 เศรษฐกิจเริ่มเปลี่ยนจากที่ชนบทเด่นกว่ามาเป็นเขตเมือง โดยสังเกตได้ว่าเซาท์ซูดานมีการพัฒนาอย่างกว้างขวาง

มีการจัดการลงประชามติแยกเซาท์ซูดานเป็นเอกราชระหว่างวันที่ 9 ถึง 15 มกราคม พ.ศ. 2554 โดยประชากรที่ออกเสียงกว่า 98.83% โดยผลการลงประชามติเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554[13] ชาวซูดานที่อาศัยอยู่ทางเหนือและที่อยู่โพ้นทะเลก็มาใช้สิทธิ์ด้วยเช่นกัน[14] ผลการลงประชามตินำไปสู่การได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ถึงแม้ว่าข้อพิพาทบางประการจะยังคงดำเนินต่อไป อย่างเช่น ส่วนแบ่งรายได้จากการค้าน้ำมัน ซึ่งมีการประเมินว่า 80% ของน้ำมันในซูดานอยู่ในเซาท์ซูดาน นับเป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจอันน่าทึ่งสำหรับพื้นที่เสื่อมโทรมที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ภูมิภาค Abyei ยังคงอยู่ในระหว่างพิพาทและจะมีการจัดการลงประชามติแยกต่างหากใน Abyei ว่าชาวเมืองต้องการจะเข้าร่วมกับซูดานเหนือหรือซูดานใต้[15] ความขัดแย้งคูร์ดูฟันใต้ปะทุขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2554 ระหว่างกองทัพเซาท์ซูดานกับ SPLA เหนือเทือกเขานูบา

เซาท์ซูดานกำลังทำสงครามกับกลุ่มติดอาวุธอย่างน้อยเจ็ดกลุ่ม โดยมีประชากรถูกบังคับให้ย้ายออกจากถิ่นที่อยู่แล้วหลายหมื่นคน[16]

ภูมิศาสตร์[แก้]

เซาท์ซูดานตั้งอยู่ระหว่างละติจูด 3 และ 13 องศาเหนือ และลองติจูด 24 และ 36 องศาตะวันออก ปกคลุมไปด้วยป่าเขตร้อน บึงและทุ่งหญ้า มีแม่น้ำไนล์ขาวไหล่ผ่านประเทศ ผ่านเมืองหลวง จูบา[17]

การเมือง[แก้]

สภานิติบัญญัติของสาธารณรัฐเซาท์ซูดานอนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554[18] ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองรัฐ โดยยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเมื่อปี พ.ศ. 2548[19] รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจัดตั้งระบบการปกครองแบบระบบประธานาธิบดี ซึ่งมีประธานาธิบดีเป็นประมุขแห่งรัฐ ประมุขแห่งรัฐบาล และผู้บัญชาการทหารสูงสุด จอห์น กาแรง ผู้ก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยประชาชนซูดาน (SPLA/M) เป็นประธานาธิบดีคนแรกของรัฐบาลปกครองตนเองจนกระทั่งถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 ซัลวา คีร์ มายาร์ดิต มือขวาของเขา สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรองประธานาธิบดีคนแรกของซูดานและประธานาธิบดีรัฐบาลเซาท์ซูดานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2548 อำนาจนิติบัญญัติตกเป็นของรัฐบาลและสภานิติบัญญัติเซาท์ซูดานที่เป็นแบบสภาเดียว รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดให้ฝ่ายตุลาการทำหน้าที่เป็นอิสระ โดยมีองค์กรสูงสุดคือศาลสูงสุด

เอกสารกลาโหมว่าด้วยกระบวนการป้องกันริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2550 โดยรัฐมนตรีว่าการกิจการ SPLA โดมีนีก ดิม เดง และมีการจัดทำร่างขึ้นในปี พ.ศ. 2551 เอกสารดังกล่าวประกาศว่าซุดานใต้จะดำรงไว้ซึ่งกองทัพบก กองทัพอากาศและกองทัพแม่น้ำ (riverine forces)[20][21]

การแบ่งเขตการปกครอง[แก้]

รัฐทั้งสิบของเซาท์ซูดานจัดเป็นหมวดหมู่ในสามภูมิภาคทางประวัติศาสตร์ของซูดาน
  บาหร์ อัล กาซัล
  เอควาทอเรีย
  เกรตเตอร์อัปเปอร์ไนล์

เซาท์ซูดานแบ่งเขตการปกครองออกเป็นสิบรัฐตามภูมิภาคทางประวัติศาสตร์สามภูมิภาคของซูดาน ได้แก่ บาหร์ อัล กาซัล, เอควาทอเรียและเกรตเตอร์อัปเปอร์ไนล์ และแบ่งย่อยลงไปอีกเป็น 86 เขต

  • บาหร์ อัล กาซัล
    • บาหร์ อัล กาซัลเหนือ
    • บาหร์ อัล กาซัลตะวันตก
    • ลาเคส
    • วารับ
  • เอควาทอเรีย
    • เอควาทอเรียตะวันตก
    • เอควิทอเรียกลาง (เป็นที่ตั้งของเมืองหลวง จูบา)
    • เอควาทอเรียตะวันออก
  • เกรตเตอร์อัปเปอร์ไนล์
    • จุนกาลี
    • ยูนิตี
    • อัปเปอร์ไนล์

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[แก้]

เมื่อเซาท์ซูดานแยกตัวออกจากซูดานโดยผลการลงประชามติ การลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชในบางภูมิภาคที่ติดต่อกับเซาท์ซูดานเองก็มีการตกลงในหลักการหรือกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา รวมทั้งรัฐคูร์ดูฟันใต้และบลูไนล์[22]

นับตั้งแต่วันที่ประกาศอิสรภาพ ความสัมพันธ์กับซูดานยังคงอยู่ในระหว่างการเจรจา ประธานาธิบดีซูดาน อูมัร ฮะซัน อะห์มัด อัลบะชีร์ แต่แรกเคยประกาศเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2554 ว่าอนุญาตให้พลเมืองถือสองสัญชาติในซูดานเหนือและใต้ได้[17] แต่หลังจากการประกาศอิสรภาพของเซาท์ซูดาน เขาได้ถอนข้อเสนอดังกล่าว เขายังได้เสนอแนะสมาพันธรัฐแบบสหภาพยุโรป[23]

เซาท์ซูดานเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติ แม้จะยังไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกสันนิบาตอาหรับ แต่ก็คาดว่าจะได้รับสมาชิกภาพเร็ว ๆ นี้[24][25] เซาท์ซูดานยังมีแผนจะเข้าร่วมเครือจักรภพแห่งชาติ[26] ประชาคมแอฟริกาตะวันออก[27][28] กองทุนการเงินระหว่างประเทศ[29] และธนาคารโลก[30]

เศรษฐกิจ[แก้]

เศรษฐกิจเซาท์ซูดานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจอ่อนแอและด้อยพัฒนาที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยมีสาธารณูปโภคน้อยมากและมีอัตราการเสียชีวิตของมารดาและอัตราไม่รู้หนังสือในผู้หญิงสูงที่สุดในโลกในปี พ.ศ. 2554[31] เซาท์ซูดานส่งออกไม้ไปยังตลาดระหว่างประเทศ ภูมิภาคนี้ยังมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก อย่างเช่น ปิโตรเลียม แร่เหล็ก ทองแดง แร่โครเมียม สังกะสี ทังสเตน ไมกา เงิน ทองคำ และพลังงานน้ำ เศรษฐกิจของประเทศ เหมือนกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นอีกมาก พึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก

น้ำมัน[แก้]

บ่อน้ำมันในเซาท์ซูดานทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคยังคงอยู่รอดได้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเซาท์ซูดานได้รับเอกราชจากซูดานในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 นักเจรจาฝ่ายใต้และฝ่ายเหนือยังไม่สามารถบรรลุความตกลงว่าด้วยรายได้จากบ่อน้ำมันในเซาท์ซูดาน[32] ระหว่างสมัยปกครองตนเองครั้งที่สองระหว่าง พ.ศ. 2548 ถึง 2554 รัฐบาลซูดานเรียกร้องรายได้ 50% จากการส่งออกน้ำมันของเซาท์ซูดาน และเซาท์ซูดานถูกบีบให้ต้องพึ่งพาท่อส่งและโรงกลั่นน้ำมันทางเหนือ เช่นเดียวกับเมืองท่าทะเลแดงที่พอร์ตซูดาน คาดว่าข้อตกลงหลังเซาท์ซูดานได้รับเอกราชจะคล้ายเดิม โดยนักเจรจาฝ่ายเหนือมีรายงานว่ากดดันให้ยังคงรักษาส่วนแบ่งรายได้น้ำมัน 50-50 และนักเจรจาเซาท์ซูดานก็ยืนกรานให้มีข้อเสนอที่ดีกว่า[33]

การคมนาคม[แก้]

เซาท์ซูดานมีรางรถไฟแคบ 1,067 มิลลิเมตร ทางเดี่ยวยาว 248 กิโลเมตรจากพรมแดนซูดานถึงปลายทางเวา ท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดและพัฒนามากที่สุดในเซาท์ซูดาน คือ ท่าอากาศยานจูบา

ลักษณะประชากร[แก้]

หมู่บ้านแห่งหนึ่งของเซาท์ซูดาน

เซาท์ซูดานมีประชากรราว 6 ล้านคนและเศรษฐกิจสำคัญเป็นแบบพึ่งพาตนเองในชนบท ภูมิภาคนี้ได้รับผลกระทบเชิงลบจากสงครามเป็นเวลาหลายสิบปี ชาวเซาท์ซูดานส่วนใหญ่นับถือความเชื่อชนพื้นเมืองโบราณ ถึงแม้ว่าบางส่วนจะนับถือศาสนาคริสต์ อันเป็นผลมาจากการเผยแผ่ศาสนาของมิชชันนารี[12]

ภาษา[แก้]

ภาษาราชการของเซาท์ซูดาน คือ ภาษาอังกฤษ ขณะที่ภาษาพูดอารบิกมีพูดกันอย่างแพร่หลาย และภาษาอารบิกจูบา อันเป็นภาษาผสม ใช้พูดกันในพื้นที่รอบเมืองหลวง

ประชากรเซาท์ซูดานประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 200 กลุ่ม และเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความหลากหลายมากที่สุดในทวีปแอฟริกา อย่างไรก็ตาม มีภาษาจำนวนมากที่มีผู้พูดเพียงไม่กี่พันคนเท่านั้น ภาษาที่มีผู้พูดเป็นภาษาแม่มากที่สุด คือ ภาษาดิงคา ซึ่งมีผู้พูดราว 2-3 ล้านคน

กลุ่มผู้ลี้ภัยชาวเซาท์ซูดานผู้ซึ่งเติบโตขึ้นในคิวบาระหว่างสงครามซูดาน ซึ่งมีจำนวนราว 600 คน ยังสามารถพูดภาษาสเปนได้อย่างคล่องแคล่วด้วย และส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจูบาในช่วงที่ประเทศได้รับเอกราช[34]

ศาสนา[แก้]

ศาสนาที่ชาวเซาท์ซูดานนับถือกันนั้นประกอบด้วยศาสนาชนพื้นเมืองดั้งเดิม ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม[35] แหล่งข้อมูลวิชาการและกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริการะบุว่า ชาวเซาท์ซูดานส่วนใหญ่ยังคงนับถือความเชื่อชนพื้นเมืองแต่เดิม (บางครั้งใช้คำว่า วิญญาณนิยม) โดยมีผู้นับถือศาสนาคริสต์รองลงมา[36][37][38][12] ตามข้อมูลของหอสมุดรัฐสภาสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษ 1990 อาจมีประชากรเซาท์ซูดานไม่เกิน 10% ที่เป็นคริสเตียน[39] อย่างไรก็ตาม บางรายงานข่าวและองค์กรคริสเตียนระบุว่า ประชากรเซาท์ซูดานส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์[40][41] คริสเตียนส่วนใหญ่เป็นนิกายคาทอลิกและแองกลิคัน และความเชื่อถือผีนั้นมักจะผสมเข้ากับความเชื่อคริสเตียน[42]

ประธานาธิบดีเซาท์ซูดาน คีร์ มายาร์ดิต ว่า เซาท์ซูดานจะเป็นชาติที่เคารพเสรีภาพในการนับถือศาสนา[43]

สถานการณ์ด้านมนุษยธรรม[แก้]

สตรีพื้นเมืองคนหนึ่ง

เซาท์ซูดานเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตัวชี้วัดสุขภาพบางด้านเลวร้ายที่สุดในโลก[44][45][46] อัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุไม่ถึงห้าปีอยู่ที่ 112 คน ต่อ 1,000 คน ขณะที่มีอัตราการเสียชีวิตของมารดาขณะคลอดบุตรสูงที่สุดในโลกที่ 2,053.9 คน ต่อ 100,000 คน[46] ในปี พ.ศ. 2547 มีศัลยแพทย์เพียงสามคนเท่านั้นที่อยู่ในเซาท์ซูดาน โดยมีโรงพยาบาลที่ได้รับมาตรฐานเพียงสามแห่ง และในบางพื้นที่มีแพทย์เพียงหนึ่งคนต่อประชากรถึง 500,000 คน[44]

วิทยาการระบาดของเอชไอวี/เอดส์ในเซาท์ซูดานมีบันทึกไว้อย่างเลว แต่คาดว่ามีความชุกของโรคอยู่ที่ประมาณ 3.1%[47]

ในห้วงความตกลงสันติภาพเบ็ดเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2548 ความต้องการด้านมนุษยธรรมในเซาท์ซูดานมีสูงมาก อย่างไรก็ตาม องค์การด้านมนุษยธรรมภายใต้การนำของสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) จัดการเพื่อรับรองว่ามีการระดมทุนเพียงพอที่จะนำความช่วยเหลือมายังประชากรท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและการช่วยเหลือพัฒนา โครงการมนุษยธรรมถูกบรรจุเข้าไปในแผนการทำงานปี พ.ศ. 2550 ของสหประชาชาติและองค์กรสนับสนุน ประชากรเซาท์ซูดานมากกว่า 90% ดำรงชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แม้ว่าจีดีพีต่อหัวของซูดานทั้งประเทศจะอยู่ที่ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (3.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน)[48] หลังจากปี พ.ศ. 2550 OCHA เริ่มลดบทบาทในเซาท์ซูดานลง เนื่องจากความต้องการด้านมนุษนธรรมค่อย ๆ ลดลงเป็นลำดับ แต่ได้ส่งมอบการควบคุมกิจกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาให้แก่องค์กรสาธารณประโยชน์และองค์กรที่ตั้งขึ้นในท้องถิ่น[49]

อ้างอิง[แก้]

  1. "Discontent over Sudan census". News24.com. AFP. 21 May 2009. สืบค้นเมื่อ 2011-07-14. 
  2. 2.0 2.1 South Sudan National Bureau of Statistics (NBS) "Release of first Gross Domestic Product (GDP) and Gross National Income (GNI) figures for South Sudan by the NBS" 11 August 2011 Retrieved 2011-09-05
  3. ".ss Domain Delegation Data". Internet Assigned Numbers Authority. ICANN. สืบค้นเมื่อ 2011-09-01. 
  4. ชื่อเรียกในภาษาไทยของ The Republic of South Sudan, กองแอฟริกา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา
  5. "South Sudan becomes world's newest nation". Forbes.com. Archived from the original on 12 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  6. Martell, Peter (2011 [last update]). "BBC News - South Sudan becomes an independent nation". BBC. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  7. "Sudan deal to end Abyei clashes" BBC News 14 January 2011 Retrieved 26 January 2011
  8. "South Sudan Launches Bid to Join Commonwealth". Talk of Sudan. 8 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. .
  9. "South Sudan “entitled to join Arab League”". Sudan Tribune. 12 June 2011. สืบค้นเมื่อ 8 July 2011. 
  10. "South Sudan: Big trading potential for EAC". IGIHE. 8 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  11. Government of Southern Sudan (GOSS). "Washington Celebrates the Birth of a New Nation". Press Release dated 9 July 2011. 5 July 2011. http://www.gossmission.org/goss/index.php?option=com_content&task=view&id=1218&Itemid=136. Retrieved 9 July 2011. Reilly, William. "South Sudan in Fast Lane to UN". http://english.cri.cn/6966/2011/07/09/2021s647393.htm Retrieved 9 July 2011.
  12. 12.0 12.1 12.2 12.3 "Background Note: Sudan" U.S. Department of State 9 November 2010 Retrieved 8 December 2010
  13. "Over 99 pct in Southern Sudan vote for secession". USA Today. 30 January 2011. สืบค้นเมื่อ 30 January 2011. 
  14. Karimi, Faith (22 January 2011). "Report: Vote for Southern Sudan independence nearly unanimous". CNN. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  15. News, BBC (30 January 2011). "99.57% of Southern Sudanese vote yes to independence". สืบค้นเมื่อ 30 January 2011. 
  16. "South Sudan army kills fighters in clashes". Al Jazeera English. 24 April 2011. สืบค้นเมื่อ 26 April 2011. 
  17. 17.0 17.1 Will Ross (9 January 2011). "Southern Sudan votes on independence". BBC. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  18. South Sudan passes interim constitution amid concerns over presidential powers. Sudan Tribune, 8 July 2011.
  19. "Interim Constitution of Southern Sudan of 2005". 
  20. Juba parliament authorises establishment of South Sudan air force, 25 June 2008
  21. "Creation of the South Sudan Air Force". สืบค้นเมื่อ 9 January 2011. 
  22. The Abyei Referendum. 4 January 2011. The Carnegie guide to the future of Sudan. Carnegie Endowment for International Peace (online).
  23. "South Sudan becomes an independent nation". BBC News. 9 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  24. "The African Union Applauds the Success of the Referendum in Southern Sudan". au.int. 9 February 2011. สืบค้นเมื่อ 2 April 2011. 
  25. "The Peace and Security Council of the African Union (AU), at its 285th meeting held on 13 July 2011, was briefed by the Commissioner for Peace and Security on the accession to independence of the Republic of South Sudan". African Union. 13 July 2011. สืบค้นเมื่อ 15 July 2011. 
  26. "South Sudan Launches Bid to Join Commonwealth". Talk of Sudan. 8 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  27. "South Sudan: Big trading potential for EAC". IGIHE. 8 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  28. "Welcome South Sudan to EAC!". East African Business Week. 10 July 2011. สืบค้นเมื่อ 10 July 2011. 
  29. "IMF Receives Membership Application from South Sudan, Seeks Contributions to Technical Assistance Trust Fund to Help New Country". International Monetary Fund. 20 April 2011. สืบค้นเมื่อ 10 July 2011. 
  30. "World Bank Group Congratulates People of South Sudan on Independence". The Financial. 9 July 2011. สืบค้นเมื่อ 10 July 2011. 
  31. Elbagir, Nima; Karimi, Faith (9 July 2011). "South Sudanese celebrate the birth of their nation". CNN. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  32. "After Years of Struggle, South Sudan Becomes a New Nation". New York Times. 9 July 2011. 
  33. Trivett, Vincent (8 July 2011). "Oil-Rich South Sudan Has Hours To Choose Between North Sudan, China And The U.S.". Business Insider. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  34. Radio France International, "Los cubanos, la élite de Sudán del Sur". Retrieved 11 July 2011
  35. "South Sudan profile". BBC News. 8 July 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  36. Kaufmann, E.P. Rethinking ethnicity: majority groups and dominant minorities. Routledge, 2004, p. 45.
  37. Minahan, J. Encyclopedia of the Stateless Nations: S-Z. Greenwood Press, 2002, p. 1786.
  38. Arnold, G. Book Review: Douglas H. Johnson, The Root Causes of Sudan's Civil Wars. African Journal of Political Science Vol.8 No. 1, 2003, p. 147.
  39. Sudan: A Country Study Federal Research Division, Library of Congress – Chapter 2, Ethnicity, Regionalism and Ethnicity
  40. "More than 100 dead in south Sudan attack-officials" SABC News 21 September 2009 Retrieved 5 April 2011
  41. Hurd, Emma "Southern Sudan Votes To Split From North" Sky News 8 February 2011 Retrieved 5 April 2011
  42. Christianity, in A Country Study: Sudan, U.S. Library of Congress.
  43. "South Sudan To Respect Freedom Of Religion Says GOSS President | Sudan Radio Service". Sudanradio.org. 21 February 2011. สืบค้นเมื่อ 9 July 2011. 
  44. 44.0 44.1 Ross, Emma (28 January 2004). Southern Sudan as unique combination of worst diseases in the world. Sudan Tribune.
  45. Moszynski, Peter (23 July 2005). Conference plans rebuilding of South Sudan's health service. BMJ.
  46. 46.0 46.1 South Sudan Household Survey(December 2007). [1]. [South Sudan Medical Journal].
  47. Hakim, James (August 2009). HIV/AIDS: an update on Epidemiology, Prevention and Treatment. [South Sudan Medical Journal.
  48. Support freedom for Southern Sudan and fight for workers' unity against imperialism. Sean Ambler. League for the Fifth International. 10 January 2011.
  49. SUDAN: Peace bolsters food security in the south. IRIN. 18 April 2007.

หนังสืออ่านเพิ่มเติม[แก้]

  • Biel, Melha Rout (2007). South Sudan after the Comprehensive Peace Agreement. Jena: Netzbandt Verlag. ISBN 9783937884011. 
  • Tvedt, Terje (2004). South Sudan. An Annotated Bibliography. (2 vols) (2nd ed.). London/New York: IB Tauris. ISBN 1-860-64987-4. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]