ซี-5 กาแลคซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ซี-5 กาแลคซี
บทบาท เครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี
สัญชาติ Flag of the United States สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต ล็อกฮีด
บินครั้งแรก 30 มิถุนายน พ.ศ. 2511
เริ่มใช้ มิถุนายน พ.ศ. 2513
สถานะ ประจำการ
พร้อมใช้งาน 33 ลำ
กำลังสำรอง 45 ลำ
ยามชายฝั่ง 30 ลำ[1]
ผู้ใช้งานหลัก กองทัพอากาศสหรัฐ
ช่วงการผลิต ซี-5เอ พ.ศ. 2511-2516
ซี-5บี พ.ศ. 2528-2532
ซี-5เอ็ม พ.ศ. 2549-ปัจจุบัน
จำนวนที่ผลิต 131 ลำ (ซี-5เอ 81 ลำและซี-5บี 50 ลำ)
มูลค่า 167.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซี-5บี)

ซี-5 กาแลคซี (อังกฤษ: C-5 Galaxy) เป็นเครื่องบินลำเลียงทางทหารขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยล็อกฮีด มันถูกออกแบบมาเพื่อให้การลำเลียงทางอากาศด้านยุทธศาสตร์เหนือพื้นที่อันห่างไกลและเพื่อลำเลียงสินค้าขนาดใหญ่กว่าปกติ ซี-5 กาแลคซีนั้นถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐตั้งแต่ปีพ.ศ. 2512 และยังคงเป็นอากาศยานทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

การพัฒนา[แก้]

เบื้องหลัง[แก้]

ในปีพ.ศ. 2504 บริษัทผลิตเครื่องบินมากมายได้เริ่มศึกษาการออกแบบเครื่องบินขนส่งพลังไอพ่นขนาดหนัก ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ซี-133 และซี-141 สตาร์ลิฟเตอร์ นอกจากนี้ยังเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทั้งหมดที่กองทัพอากาศสหรัฐต้องการโดยมันต้องมีห้องเก็บของที่ใหญ่กว่าของซี-141 มันนำไปสู่ซีเอ็กซ์-4 แต่ในปีพ.ศ. 2505 มันก็ถูกปฏิเสธเพราะว่ามันถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าซี-141[2]

ในปีพ.ศ. 2506 แบบต่อมาชื่อซีเอ็กซ์-เอ็กซ์ก็เกิดขึ้น มันมีสี่เครื่องยนต์แทนที่จะเป็นหกตามแบบเดิม ซีเอ็กซ์-เอ็กซ์มีน้ำหนัก 249,000 กิโลกรัม บรรทุกสินค้าได้ 81,600 กิโลกรัม และมีความเร็ว 0.75 มัค (805 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในห้องเก็บสินค้ามีความกว้าง 5.24 เมตร สูง 4.11 เมตร และยาว 30.5 เมตร โดยมีประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง[2] เพื่อที่จะให้ได้กำลังและพิสัยเพียงพอในขณะที่มีเพียงสี่เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ใหม่นี้จึงต้องมีการใช้เชื้อเพลิงที่ทรงประสิทธิภาพ

ในที่สุดก็มีการส่งคำร้องในเดือนเมษายน พ.ศ. 2507 สำหรับเครื่องบินลำเลียงขนาดหนัก ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2507 มีข้อเสนอจากโบอิง ดักลาส ล็อกฮีด และมาร์ติน มาเรียทต้า สำหรับเครื่องยนต์มีเจเนรัล อิเลคทริก เคอร์ติส-ไรท์ และแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ หลังจากที่มีการคัดเลือก โบอิง ดักลาส และล็อกฮีดก็ได้ทำสัญญาเพื่อศึกษาโครงสร้าง พร้อมกับเจเนรัล อิเลคทริกและแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์สำหรับเครื่องยนต์

ทั้งสามแบบมีจุดเด่นที่เหมือนกันหลายจุด โดยเฉพาะทั้งสามแบบนั้นวางตำแหน่งห้องนักบินเหนือห้องเก็บสินค้าเพื่อที่ว่าเมื่อเครื่องบินตกลูกเรือจะได้รอดจากการถูกสินค้าทับเมื่อมันไหลไปด้านหน้า โบอิงและดักลาสทำแบบที่ใช้"กระเปาะ"ไว้ด้านบนของลำตัวเพื่อเป็นส่วนของห้องนักบิน ในขณะที่ล็อกฮีดขยายห้องนักบินตามแนวยาวของลำตัว ทำให้มันมีรูปทรงรี ทั้งหมดมีปีกแบบลู่และประตูทั้งหน้าและหลังสำหรับใส่สินค้า ทำให้มันขน-ถ่ายได้ในเวลาเดียวกัน แบบของล็อกฮีดมีจุดเด่นที่หางรูปตัว "T" ในขณะที่แบบที่เหลือใช้หางแบบธรรมดา[3]

ในปีพ.ศ. 2508 เครื่องบินของล็อกฮีดและเครื่องยนต์ของเจเนรัล อิเลคทริกก็ถูกเลือก[2] การปิดบังงบประมาณที่เกินและปัญหาทางเทคนิคทำให้มันถูกตรวจสอบโดยสภาคองเกรสเมื่อปีพ.ศ. 2511-2512

เข้าสู่การผลิต[แก้]

ซี-5เอ กาแลกซีลำแรก (หมายเลข 66-8303) ปรากกฎตัวที่โรงก่อสร้างในมาเรียทตา รัฐจอร์เจีย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2511 ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2511 ล็อกฮีดสาขาจอร์เจียได้เริ่มการบินทดสอบซี-5เอลำใหม่

เมื่อทดสอบลำแรกสำเร็จ ซี-5เอก็ถูกย้ายไปยังฐานทดสอบการขนส่งที่ฐานทัพอากาศอัลตัสในรัฐโอกลาโฮมาในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2512 จากนั้นล็อกฮีดได้ส่งมอบกาแลกซีที่พร้อมปฏิบัติงานลำแรกให้กับฝูงบินลำเลียงที่ 437 ที่ฐานทัพอากาศชาร์ลสตันในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513

ซี-5เอ กาแลกซีลำที่สี่ (หมายเลข 66-8306)

ในทศวรรษที่ 2513 ซี-5 ถูกมองโดยนาซ่าว่าควรนำไปใช้ขนส่งกระสวยอวกาศให้กับศูนย์อวกาศเคเนดี แต่ก็ปฏิเสธและไปใช้โบอิง 747 แทน สหภาพโซเวียตนั้นใช้แอน-225 ในการขนย้ายกระสวยอวกาศ ซึ่งดัดแปลงมาจากแอน-124 ซึ่งคล้ายคลึงกับซี-5 ในด้านการออกแบบและการทำงาน

ในการทดสอบ รอบร้าวที่ปีกเกิดขึ้นก่อนที่มันจะทำสำเร็จทั้งกระบวนการ ซี-5เอทุกลำถูกกำหนดให้บรรทุกได้เต็มที่คือ 80% ของน้ำหนักสูงสุดที่ถูกออกแบบมา เพื่อลดน้ำหนักที่ปีกจะต้องรับ ระบบบรรเทาน้ำหนักจึงถูกใส่เข้าไป[4] ในปีพ.ศ. 2523 มีการจำกัดน้ำหนักไว้ 23,000 กิโลกรัมสำหรับบรรทุกสินค้าทั่วไปในช่วงเวลาที่ไม่มีสงคราม เพื่อคืนความสามารถในการบรรทุกและอายุการใช้งานอย่างเต็มขีด โครงการคิดปีกแบบใหม่จึงเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2519 ให้กับซี-5เอ 76 ลำ หลังจากการออกแบบและทดสอบปีกแบบใหม่ ซี-5เอก็ได้รับการติดตั้งปีกใหม่ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523-2530[5]

ซี-5บีลำแรกถูกส่งมอบให้กับฐานทัพอากาศอัลตัสในเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2532 ซี-5บีจำนวน 50 ลำสุดท้ายถูกส่งไปเสริมกับซี-5เออีก 77 ลำของกองทัพอากาศ ซี-5บีมีการพัฒนาของรุ่นเอทั้งหมดและมีระบบเพิ่มเติมจำนวนมากเพื่อให้มันไว้ใจได้และดูแลรักษาง่าย[6]

ในปีพ.ศ. 2541 โครงการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศได้เริ่มทำการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศของซี-5 ซึ่งรวมทั้งห้องนักบิน อุปกรณ์นำร่อง และระบบนักบินอัตโนมัติ[7] อีกส่วนหนึ่งคือการเสริมความน่าเชื่อถือและปรับแต่งเครื่องยนต์ โครงการจะแทนที่เครื่องยนต์เก่าด้วยเครื่องยนต์ที่ใหม่กว่าและทรงพลังกว่า ซี-5 สามลำถูกส่งเข้าโครงการเพื่อทดสอบแผนการผลิตอย่างเต็มรูปแบบซึ่งจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551[8]

การออกแบบ[แก้]

ซี-5 เป็นเครื่องบินส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่มีปีกสูง มันมีจุดเด่นที่หางรูปตัว "T" ปีกลู่ทำมุม 25 องศา และเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนทีเอฟ39 ทั้งสี่ ซี-5 นั้นคล้ายคลึงกับซี-141 สตาร์ลิฟเตอร์ในด้านรูปร่าง ซี-15 มีถังภายในปีก 12 ถังและติดตั้งระบบเติมเชื้อเพลิงทางอากาศ ทั้งประตูด้านหน้าและหลังมีไว้เพื่อขน-ถ่ายสินค้าได้ในเวลาเดียวกัน[9]

ซี-5 มีจุดเด่นที่ห้องเก็ยวินค้าที่ยาว 37 เมตร สูง 4.1 เมตร และกว้าง 5.8 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่มากกว่า 880 ลูกบาศก์เมตร ประตูหัว-ท้ายนั้นจะเปิดเต็มที่เพื่อขน-ถ่ายสินค้าได้รวดเร็วและง่ายขึ้น ทางลาดนั้นจะมีกว้างเต็มพื้นที่เพื่อรองรับยานพาหนะ[9]

พื้นที่ส่วนหน้าของซี-5 ที่เปิดออกเพื่อบรรทุกสินค้าที่ไม่ธรรมดาอย่างเฮลิคอปเตอร์ซีเอช-46 ถึงสามลำ

ส่วนดาดฟ้าเหนือขึ้นไปเป็นที่นั่งของผู้โดยสาร 73 คน ผู้โดยสารจะหันหน้าเข้าหาด้านท้ายของเครื่องบิน ระยะทางในการบินขั้นและลงจอดพร้อมนน้ำหนักสูงสุดคือ 2,530 เมตรและ 1,490 เมตรตามลำดับ มันมีล้อทั้งหมด 28 ล้อเพื่อกระจายน้ำหนัก ระบบพับเก็บล้อนั้นจะสามารถลดตัวเครื่องบินลงได้เพื่อทำให้ขน-ถ่สยยานพาหนะได้ง่ายขึ้น

ซี-5 มีระบบตรวจหา ประเมิน และบันทึกความผิดพลาดหรือเอ็มเอดีเออาร์ (Malfunction Detection Analysis and Recording, MADAR) มันเป็นระบบซึ่งตะบันทึกและประเมินข้อมูลและตรวจหาความผิดพลาดมากกว่า 800 จุด ซี-5 ยังถูกเรียกว่า"เฟรด" (F***ing Ridiculous Economic/Environmental Disaster, FRED) โดยลูกเรือเพราะว่าการดูแลรักษา ความน่าเชื่อถือ และการกินน้ำมันของมัน ซี-5 ต้องได้รับการดูแลประมาณทุกๆ 16 ชั่วโมงสำหรับการบินหนึ่งชั่วโมงจากข้อมูลเมื่อปีพ.ศ. 2539[10]

กาแลกซีสามารถบรรทุกอุปกรณ์ทางทหารของกองทัพได้เกือบทุกอย่าง รวมทั้งของใหญ่ๆ อย่างเอ็ม60เอ1 เอวีแอลบีขนาด 74 ตันไปที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้[9]

ประวัติการใช้งาน[แก้]

ซี-5 จากฐานทัพอากาศวอร์นเนอร์ โรบินส์

ซี-5เอถูกส่งมอบให้กับกองทัพอากาศสหรัฐเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2512 ภารกิจแรกของมันเริ่มขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2513 ในสงครามเวียดนาม ตลอดสงครามซี-5 ถูกใช้เป็นพาหนะขนส่งทหารและอุปกรณ์ มันรวมทั้งรถถังและอากาศยานอีกมาย[11] ซี-5 ยังได้ทำการส่งอาวุธและเสบียงให้กับอิสราเอลในปฏิบัติการนิกเกลกราสเมื่อปีพ.ศ. 2516 อีกด้วย[12]

ในทษวรรษที่ 2523 ซี-5เอถูกปรับแต่งปีกใหม่เพื่อให้มีความจุสูงสุด[5] กองทัพอากาศได้รับซี-5บีลำแรกในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2528 และลำสุดท้ายในเดือนเมษายน พ.ศ. 2532[13]

ซี-5 เป็นเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดที่เคยปฏิบัติการในแอนตาร์กติกา มันทำการลงจอดที่นั่นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2532[14]


ซี-5เอ 14 ลำถูกปลดประจำการในปีพ.ศ. 2548 เครื่องบินหมายเลข 69-0004 เป็นลำแรกที่ถูกส่งไปืการแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้เป็นอะไหล่ให้กับเครื่องบินลำที่เหลือ ซี-5เอ 13 ลำถูกส่งไปที่ศูนย์ดูแลรักษาเพื่อตรวจหาข้อบกพร่อง เครื่องหมายเลข 66-8306 ถูกส่งไปแยกชิ้นส่วนเหมือนกับหมายเลข 69-0004 ส่วนอีก 12 ลำที่เหลือถูกตรวจพบว่าชำรุด[15]

แหล่งข้อมูลได้กล่าวว่ากองทัพอากาศอาจมองหาเครื่องบินรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนและหาข้อมูลจากแอร์บัส เอ380 เพื่อดูว่ามันจะเข้ามาทำหน้าที่แทนซี-5 ได้หรือไม่[16]

แบบต่างๆ[แก้]

ซี-5เอ[แก้]

แผงควบคุมของซี-5เอ

ซี-5เอเป็นรุ่นดั้งเดิมของซี-5 ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2512-2516 ซี-5เอ 81 ลำถูกส่งให้กับกองทัพอากาศสหรัฐ เนื่องมาจากการพบรอยร้าวในปีกเมื่อปี 2513 จึงมีการกำหนดน้ำหนักขึ้นมา เพื่อให้เครื่องบินมีความสามารถดังเดิม โครงการติดตั้งปีกใหม่จึงเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2524-2530 ปีกที่ออกแบบใหม่ใช้อะลูมิเนียมซึ่งไม่มีในช่วงที่รุ่นแรกทำการผลิต[17]

ซี-5บี[แก้]

ซี-5บีเป็นรุ่นพัฒนาของรุ่นเอ มันมีการดัดแปลงและการพัฒนาทั้งหมดจากซี-5เอรวมทั้งปีก เครื่องยนต์ทีเอฟ-39-จีอี-1ซี และระบบอิเลคทรอนิกอากาศใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2529-2532 มีรุ่นบีถูกส่งให้กับกองทัพอากาศสหรัฐ 50 ลำ[18]

ซี-5ซี[แก้]

รุ่นซรเป็นรุ่นพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ มีซี-5 สองลำที่ถูกดัดแปลงให้มีขนาดห้องเก็บสินค้าที่ใหญ่ขึ้นซึ่งใช้โดยนาซ่า การดัดแปลงหลักคือการนำที่นั่งผู้โดยสารออก แยกส่วนกลางของประตูด้านหลังออก และติดตั้งส่วนท้ายเพิ่มเติม[19] การดัดแปลงยังรวมทั้งการเพิ่มช่องลมที่สองสำหรับพลังงานพื้นดินซึ่งสามารถใช้เพื่อเติมกำลังให้อุปกรณ์ที่แยกจากสินค้า ซี-5ซีสองลำถูกใช้โดยกองทัพอากาศสหรัฐโดยครึ่งหนึ่งเป็นนาซ่า[20]

ซี-5เอ็ม[แก้]

แผงควบคุมใหม่ของซี-5 เมื่อผ่านโครงการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศ

มันมีพื้นฐานมาจากการศึกษาล่าสุดที่พบว่า 80% ของโครงสร้างของซี-5 เท่านั้นที่ยังเหลืออยู่สำหรับอายุการใช้งาน โครงการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศหรือเอเอ็มซีได้เริ่มขึ้นเพื่อพัฒนาซี-5บี ซี-5ซี และซี-5เอที่เหลือ โครงการพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศเริ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2541 โดยพัฒนาระบบการสื่อสาร จอแสดงผลแบบราบ ระบบนำร่อง อุปกรณ์นิรภัย และระบบนักบินอัตโนมัติแบบใหม่ มันทำการบินครั้งแรกในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2545[21]

อีกส่วนหนึ่งของแผนคือโครงการเสริมความน่าเชื่อถือและปรับแต่งเครื่องยนต์ ซึ่งใช้เครื่องยนซีเอฟ6-80ซี2 ของเจเนรัล อิเลคทริก โดยมีการพัฒนาพื้นผิว โครงสร้าง ล้อ ห้องนักบิน และระบบปรับแรงดัน[8] เครื่องยนต์ซีเอฟ6 นั้นให้แรงขับเพิ่มอีก 22% เป็น 50,000 ปอนด์ในแต่ละเครื่อง[22] ซึ่งมากกว่าแบบเก่า ทำให้มันใช้พื้นที่ในการขึ้น-ลงน้อยลงอีก 30% เพิ่มความจุ และพิสัยระหว่างการเติมเชื้อเพลิงที่มากขึ้น[8][23] ซี-5 ที่ได้รับการพัฒนาทั้งหมดจะใช้ชื่อว่าซี-5เอ็ม ซูเปอร์กาแลกซี[24]

ทั้งสองโครงการของซี-5เอ็มทำให้มันทำภารกิจได้มากขึ้นอย่างน้อย 75%[8] ในอีก 40 ปีข้างหน้ากองทัพอากาศสหรัฐประมาณไว้ว่าซี-5เอ็มจะช่วยประหยัดงบประมาณไป 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ[25] การดัดแปลงของซี-5เอ็มสำเร็จครั้งแรกในวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 และทำการบินครั้งแรกในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2549[25] ซี-5เอ็มได้ทำการบินทดสอบมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2549 สองจากสามลำจะมีสีที่ส่วนจมูก เพื่อรับผลทดสอบ[7]

กองทัพอากาศสหรัฐได้ตัดสินใจดัดแปลงซี-5บีและซี-5ซีที่เหลือให้เป็นรุ่นเอ็มโดยพัฒนาระบบอิเลคทรอนิกอากาศและปรับแต่งเครื่องยนต์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551[26] ซี-5เอจะได้รับเพียงระบบอิเลคทรอนิกอากาศใหม่เท่านั้น[26][27] การทดสอบทั้งสามของซี-5เอ็มประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 เครื่องบินทดสอบจะเริ่มทำการทดสอบความพร้อมในการปฏิบัติการในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552[28][29] โครงการพัฒนาจะสฃเสร็จสมบูรณ์ในปีพ.ศ. 2559[29]

ล็อกฮีด มาร์ตินได้ประกาศว่าการทดสอบซี-5เอ็มเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552 ได้ทำสถิติไป 41 สถิติ รุ่นเอ็มทำการบรรทุก 80,036 กิโลกรัมบนความสูง 41,100 ฟุตเป็นเวลา 23 นาที 59 วินาที มันทำสถิติการไต่ระดับไว้ 3 สถิติในการบรรทุกที่ต่างกันไป และทำลายสถิติโลกในการบรรทุกที่ความสูง 6,562 ฟุต เครื่องบินที่ใช้ในการบินทดสอบได้บรรทุกน้ำหนักทั้งหมด 649,680 ปอนด์ รวมทั้งสินค้า เชื้อเพลิง และลูกเรือ[30]

ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

อุบัติเหตุ[แก้]

มีซี-5 กาแลกซี 5 ลำที่เสียหาย มี 2 ลำเป็นรุ่นเอจากเพลิงไหม้และอีกหนึ่งลำได้รับความเสียหายตอนอยู่บนพื้นดิน มีซี-5 อย่างน้อย 2 ลำที่ตกเพราะความเสียหายทางด้านโครงสร้าง แต่ก็ได้รับการซ่อมแซมและกลับเข้าประจำการ

ซี-5เอลงจอดที่ฐานทัพอากาศเชมยาในอลาสก้าเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2526
ที่เกิดเหตุของซี-5บีที่ตกในสนามบินโดเวอร์ในเดลาแวร์เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2549

อุบัติเหตุที่โด่งดัง[แก้]

  • เครื่องบินหมายเลข 67-0172 (ซี-5เอ) ถูกทำลายจากเพลิงไหม้ที่แคลิฟอร์เนียในวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2513 หลังจากที่มอเตอร์ขับถอยหลังเกิดร้อนเกินไป จนระบบไฮดรอลิกลุกไหม้และลามไปทั่วเครื่องบิน เครื่องยนต์ไม่ได้ติดอยู่นตอนที่เพลิงไหม้ ลูกเรือทั้งห้าหลบหนีออกมาทัน แต่นักดับเพลิง 7 นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเปลวเพลิง[31][32]
  • เครื่องบินหมายเลข 66-8303 (ซี-5เอ) ถูกทำลายจากเพลิงไหม้ที่จอร์เจียในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2513 ไฟเริ่มขึ้นในตอนที่มีการซ่อมแซมหนึ่งในเซลล์เชื้อเพลิงทั้ง 12 ของเครื่องบิน คนงานหนึ่งคนถูกสังหารและอีกคนได้รับบาดเจ็บ มันเป็นซี-5 ลำแรกที่ถูกผลิตขึ้นมา[32]
  • เครื่องบินหมายเลข 68-0227 (ซี-5เอ) เป็นเครื่องแรกที่สูญเสียขณะปฏิบัติการ ในวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2517 เครื่องบินก็ชนหลังจากที่วิ่งออกนอกรันเวย์ที่สนามบินในโอกลาโฮมาขณะที่มันทำการลงจอดฉุกเฉินเพราะล้อเสียหายจากเพลิงไหม้ มันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของลูกเรือที่นำเครื่องลงผิดสนามบินโดยไปลงจอดที่สนามบินเทศบาลคลินตันซึ่งมีทางวิ่งยาว 1,340 เมตร แทนที่จะเป็นสนามบินคลินตัน เชอร์แมนที่มีทางวิ่งยาว 4,115 เมตร[32]
  • เครื่องบินหมายเลข 68-0218 (ซี-5เอ) เป็นหนึ่งในลำที่โด่งดังจากอุบติเหตุทั้งหมดของซี-5 ในวันที่ 4 เมษายา พ.ศ. 2518 เครื่องบินก็ชนขณะบรรทุกเด็กๆ ออกจากเวียดนาม มันเกิดขึ้นขณะพยายามทำการลงจอดฉุกเฉินที่ฐานบินในไซ่ง่อน เพราะเกิดความเสียหายที่ประตูขณะทำการบิน ส่งผลให้มีผู้ใหญ่และเด็กเสียชีวิต 144 คน (76 คนเป็นทารก) จากทั้งหมด 305 คน (เด็ก 243 คน ผู้ร่วมเดินทาง 44 คน ลูกเรือ 16 คน และพยาบาลอีก 2 คน)[32]
  • เครื่องบินหมายเลข 70-0446 (ซี-5เอ) ชนขณะลงจอดที่อลาสก้าในวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2526 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เครื่องบินทำการร่อนลงและชนเข้ากับทางกั้นของทางวิ่งและกระเด็นขึ้นไปในอากาศก่อนลงจอดสนิท โครงสร้างได้รับความเสียหายอย่างมาก โครงสร้างหลักสองจุดแตกหัก ล้อหลักสองล้อขาดออกจากเครื่องบิน (ล้อหนึ่งติดอยู่ที่ที่กั้นของทางวิ่ง ล้ออื่นถูกดันทะลุเข้าตัวเครื่องและกระเด็นเข้ามาในห้องเก็บสินค้า) ทีมของกองทัพอากาศและล็อกฮีดได้ทำการซ่อมแซมพอให้มันถูกส่งกลับไปที่จอร์เจียได้ ที่นั่นเครื่องบินถูกทำการซ่อมแซมถาวร นอกจากนั้นยังมีการเสริมระบบลงจอดของเครื่องบิน ดัดแปลงปีก และการทำสี เครื่องบินกลับเข้าสู่ประจำการและย้ายไปที่ฐานทัพรักษาดินแดนทางอากาศที่เท็กซัส[33]
  • เครื่องบินหมายเลข 68-0216 (ซี-5เอ) จากฐานทัพอากาศทราวิสได้ลงจอดโดยไม่ใช้ล้อที่ฐานทัพอากาศเคลลี ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2528 ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ อุบัติเหตุเกิดขึ้นในขณะที่ลูกเรือทำการบินแบบแตะพื้นและบินต่อ มันเกิดขึ้นจากความผิดพลาดของล้อลงจอดในการฝึกขั้นสุดท้ายของวัน เครื่องบินได้รับความเสียหายอย่างมากในลำตัวส่วนล่างและชุดล้อหลัก ซี-5เอลำดังกล่าวได้บินไปยังมาเรียทต้าเพื่อทำการซ่อมแซม ที่นั่นเครื่องบินถูกเลือกให้เป็นรุ่นเอลำแรกที่จะดัดแปลงไปเป็นรุ่นบี[34]
  • เครื่องบินหมายเลข 68-0228 (ซี-5เอ) ตกหลังจากบินขึ้นได้ไม่นานเพราะเครื่องยนต์เกิดขัดข้อง ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2533 เครื่องบินได้บินขึ้นจากฐานบินแรมสเตนในเยอรมนีเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการดีเซิร์ทชีลด์ มันมีลูกเรือ 9 นาย เมื่อเครื่องบินเริ่มไต่ระดับออกจากทางวิ่ง ตัวขับตัวหลังตัวหนึ่งก็เกิดทำงานขึ้นมา ทำให้เสียการควบคุมและตกในเวลาต่อมา จากทั้ง 17 คนบนเครื่องมีผู้รอดชีวิตเพียง 4 คนเท่านั้น ทั้งสี่คนถูกพบในส่วนที่นั่งของทหารในส่วนท้าย ลูกเรือคนเดียวที่รอดคือสิบเอกลอเรนโซ กัลแวน จูเนียร์ เขาได้รับเหรีญกล้าหาญจากการช่วยผู้ที่รอดชีวิตออกจากซากเครื่องบิน[32]
  • เครื่องบินหมายเลข 84-0059 (ซี-5บี) ได้ตกหลังจากมีเหตุฉุกเฉินขณะบินที่เกี่ยวข้องกับตัวขับถอยหลังที่ไม่ถูกล็อก ในวันที่ 3 เมษายา พ.ศ. 2549 มันได้ตกลงห่างจากทางวิ่งไป 610 เมตรขณะพยายามลงจอดฉุกเฉินที่ฐานทัพอากาศโดเวอร์ในเดลาแวร์ เครื่องบินบรรทุกคน 17 คน ถูกนำออกจากโดเวอร์ประมาณ 21 นาทีก่อนและมีการรายงายถึงความผิดพลาด 10 นาทีขณะบิน ทั้ง 17 คนรอดชีวิต 15 คนไม่ได้รับบาดเจ็บ 2 คนบาดเจ็บสาหัส การสืบสวนของกองทัพอากาศสรุปว่ามาจากความผิดพลาดของมนุษย์ ส่วนมากมาจากการตัดสินว่าลูกเรือได้เปิดการทำงานของเครื่องยนต์ไว้เครื่องหนึ่งในสถานะว่างงาน ในขณะที่ใช้คันเร่งของเครื่องยนต์หมายเลข 2 ก็ตั้งเครื่องยนต์หมายเลข 3 ไว้ในสถานะว่างงาน ความผิดพลาดคือการติดสินใจของลูกเรือที่จะใช้แฟล็บในตำแหน่งสูงซึ่งจะเพิ่มแรงฉุดมากกว่าที่สองเครื่องยนต์จะทำได้[35] ลำตัวส่วนหน้าจะถูกเปลี่ยนไปเป็นซี-5 เอเอ็มพีสำหรับทดสอบระบบอิเลคทรอนิกอากาศ และส่วนที่เหลือจะถูกแยกชิ้นส่วน[36] สามารถชมวิดีโอการสืบสวนของกองทัพอากาศสหรัฐได้ที่นี่

ดูเพิ่ม[แก้]

อากาศยานที่เทียบเท่า

รายละเอียด ซี-5 กาแลคซี[แก้]

ภาพของประตูสินค้าด้านหน้าของซี-5 เมื่อเปิดออก
  • ลูกเรือ โดยปกติ 8 นาย (นักบิน นักบินมือหนึ่ง นักบินผู้ช่วย วิศวกรการบินสองนาย พลลำเลียงสามนาย) หรือ 4 นายเป็นอย่างน้อย (นักบิน นักบินผู้ช่วย วิศวกรการบินสองนาย)
  • ความจุ 122,470 กิโลกรัม
  • ความยาว 75.31 เมตร
  • ระยะระหว่างปลายปีกทั้งสอง 67.89 เมตร
  • ความสูง 19.84 เมตร
  • พื้นที่ปีก 576 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 172,370 กิโลกรัม
  • น้ำหนักพร้อมสินค้า 348,800 กิโลกรัม
  • น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 381,000 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนเจเนรัล อิเลคทริก ทีเอฟ39-จีอี-1ซี ให้กำลังเครื่องละ 43,000 ปอนด์
  • ความเร็วสูงสุด 0.79 มัค (932 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • เพดานบินใช้งาน 34,000 ฟุต
  • อัตราการไต่ระดับ 1,800 ฟุตต่อนาที
  • พิสัย 4,440 กิโลเมตรเมื่อบรรทุกสินค้า 263,200 ปอนด์
  • น้ำหนักบนปีก 610 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
  • ระยะในการบินขึ้น 2,560 เมตร
  • ระยะในการลงจอด 1,097 เมตร
  • ความจุเชื้อเพลิง 51,150 แกลลอน

[37][38][39]

ดูเพิ่ม[แก้]

อากาศยานที่เทียบเท่า

อ้างอิง[แก้]

  1. Mehuron, Tamar A., Assoc. Editor. 2008 USAF Almanac, Fact and Figures, Air Force Magazine, May 2008.
  2. 2.0 2.1 2.2 C-5 history. GlobalSecurity.org.
  3. Norton 2003, p. 13.
  4. Norton 2003, pp. 31-36.
  5. 5.0 5.1 Norton 2003, pp. 53-56.
  6. Norton 2003, pp. 56-58.
  7. 7.0 7.1 Schanz, Marc V., Assoc. Editor (June 2007). "Life with the C-5". Air Force Magazine (Air Force Magazine) 90 (6): 59–60. ISSN: 0730-6784. 
  8. 8.0 8.1 8.2 8.3 "Saving the Galaxy". Air Force Magazine, January 2004.
  9. 9.0 9.1 9.2 C-5 design. Globalsecurity.org.
  10. C-5 Service Life. GlobalSecurity.org.
  11. Norton 2003, p. 43-44.
  12. Norton 2003, p. 45-46.
  13. Norton 2003, p. 58.
  14. "Runway Project Clears the Way for Improved Antarctic Airlift" (Press release). National Science Foundation. 20 February 2002. สืบค้นเมื่อ 2007-01-20. 
  15. AMARC C-5 Galaxy page. AMARCExperience.com
  16. "US considers Airbus A380 as Air Force One and potentially a C-5 replacement". Flightglobal.com, 17 October 2007.
  17. C-5A. GlobalSecurity.org
  18. C-5B. GlobalSecurity.org
  19. Norton 2003, p. 62, 78.
  20. C-5C. GlobalSecurity.org
  21. "First Flight For AMP C-5". Code One Magazine, April 2003.
  22. C-5 modernization program. Lockheed Martin
  23. "Lockheed Martin C-5M "Super Galaxy" Expands U.S. Air Force "Global Reach" Capability at Lower Cost". Lockheed Martin. 16 May 2006.
  24. "Second C-5M Super Galaxy takes flight". Air Force Print News. 20 November 2006.
  25. 25.0 25.1 "C-5 still going strong", US Air Force
  26. 26.0 26.1 Warick, Graham. "Pentagon cancels re-engining of USAF's older Lockheed C-5s". Flightglobal.com, 15 February 2008.
  27. "Air Force C-5 Galaxy modernization program certified". US Air Force, February 15, 2008.
  28. "Lockheed Martin C-5M Super Galaxy Completes Flight Test". Lockheed Martin, 18 August 2008.
  29. 29.0 29.1 Trimble, Stepehn. "Lockheed Martin inducts first C-5B for C-5M modifications". Flight International, 21 August 2009.
  30. "Lockheed Martin C-5M Super Galaxy Sets World Aviation Records". Lockheed Martin, September 15, 2009.
  31. San Bernardino, California: San Bernardino Sun, Thursday, 28 May 1970.
  32. 32.0 32.1 32.2 32.3 32.4 Dover AFB crash plus the other 5
  33. Lippincott 2006, p. 35.
  34. Lippincott 2006, p. 28.
  35. C-5 accident investigation board complete
  36. Langley, N. "Gone with the wings: C-5 removal process in full swing." Air Force News. January 19, 2007.
  37. C-5 Galaxy fact sheet, US Air Force, June 2009.
  38. C-5 Galaxy specifications, Lockheed Martin.
  39. Loftin, L. K., Jr. (1985). "Quest for performance: The evolution of modern aircraft. NASA SP-468". NASA. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]