ซีรีส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บทความนี้เกี่ยวกับดาวเคราะห์ สำหรับความหมายอื่น ดูที่ Ceres
ซีรีส  Ceres symbol.svg
Ceres optimized.jpg
ภาพซีรีส จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
การค้นพบ[1]
ค้นพบโดย: จูเซปเป ปีอาซซี
ค้นพบเมื่อ: 1 มกราคม ค.ศ. 1801
ชื่ออื่น ๆ: A899 OF; 1943 XB
ชนิดของดาวเคราะห์น้อย: ดาวเคราะห์แคระ
แถบดาวเคราะห์น้อย
ลักษณะของวงโคจร[2]
จุดเริ่มยุค 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 2005
(JD 2453700.5)
ระยะจุด
ไกลดวงอาทิตย์ที่สุด
:
447,838,164 กม.
(2.987 หน่วยดาราศาสตร์)
ระยะจุด
ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
:
381,419,582 กม.
(2.544 หน่วยดาราศาสตร์)
กึ่งแกนเอก: 414,703,838 กม.
(2.766 หน่วยดาราศาสตร์)
ความเยื้องศูนย์กลาง: 0.07934
คาบดาราคติ: 1679.819 วัน (4.599 ปีจูเลียน)
อัตราเร็วเฉลี่ย
ในวงโคจร
:
17.882 กม./วินาที
อนอมัลลีเฉลี่ย: 27.448°
ความเอียง: 10.585°[3]
ลองจิจูด
ของจุดโหนดขึ้น
:
80.410°
ระยะมุมจุด
ใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด
:
73.271°
ลักษณะทางกายภาพ
มิติ: 975×909 กม.
เส้นผ่านศูนย์กลาง
ตามแนวศูนย์สูตร:
975.6 ± 1.8 กม.[4]
พื้นที่ผิว: 2,850,000 ตร.กม.
มวล: 9.43±0.07×1020 กก.[5]
ความหนาแน่นเฉลี่ย: 2.077 ± 0.036 กรัม/ซม.³[4]
ความโน้มถ่วง
ที่ศูนย์สูตร:
0.27 เมตร/วินาที²
ความเร็วหลุดพ้น: 0.51 กม./วินาที
คาบการหมุน
รอบตัวเอง
:
0.3781 วัน (9.074170 ชม.)[6][7]
ความเอียงของแกน: 59°[4]
ความเอียงแกน: ราว 3°[4]
ไรต์แอสเซนชัน
ของขั้วเหนือ:
19 ชั่วโมง 24 นาที
291°[4]
อัตราส่วนสะท้อน: 0.090 ± 0.0033 (V-band geometric)[8]
อุณหภูมิพื้นผิว:
   เคลวิน
ต่ำสุด เฉลี่ย สูงสุด
~137 K[9] 235 K[9]
ชนิดสเปกตรัม: C[10]
ขนาดเชิงมุม: 0.84" ถึง 0.33"

ซีรีส (อังกฤษ: Ceres) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า 1 ซีรีส เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุดและเป็นดาวเคราะห์แคระดวงเดียวในระบบสุริยะชั้นใน[11][12][13] เป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ถูกค้นพบ โดยจูเซปเป ปีอาซซี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1801[14][15] ตั้งตามชื่อซีรีส เทพีโรมันแห่งการปลูกพืช เก็บเกี่ยวและความรักอย่างมารดา

ซีรีสมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 950 กิโลเมตรและประกอบด้วยมวลหนึ่งในสามของมวลทั้งหมดในแถบดาวเคราะห์น้อย[16][17] พื้นผิวซีรีสอาจเป็นส่วนผสมของน้ำแข็งและธาตุที่ถูกไฮเดรต เช่น คาร์บอเนตและดินเหนียว[10] ซีรีสจำแนกเป็นแก่นหินและแมนเทิลน้ำแข็ง[4] และอาจมีมหาสมุทรน้ำในสถานะของเหลวกักเก็บไว้ใต้พื้นผิว[18][19]

จากโลก โชติมาตรปรากฏของซีรีสอยู่ระหว่าง 6.7 ถึง 9.3 ดังนั้นแม้ในช่วงสว่างที่สุดก็ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยกเว้นท้องฟ้าที่มืดอย่างยิ่ง[20] วันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 2007 นาซาส่งยานสำรวจอวกาศดวอ์นไปสำรวจเวสตา (2011-2012) และซีรีส (2015)[21]

การค้นพบ[แก้]

แนวคิดที่ว่ามีดาวเคราะห์ที่ยังไม่ถูกค้นพบอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ได้รับการเสนอโดยโยฮันน์ อีแลร์ต โบเดอใน ค.ศ. 1772[14] ก่อนหน้าใน ใน ค.ศ. 1596 เคปเลอร์ได้สังเกตช่องว่างระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีแล้ว[14] การพิจารณาของโบเดออิงกฎของทิเทียส-โบเดอ ซึ่งปัจจุบันถูกล้มล้างแล้ว ที่เสนอขึ้นครั้งแรกโดยโยฮัน ดาเนียล ทิเทียสใน ค.ศ. 1766 จากการสังเกตว่ามีรูปแบบสม่ำเสมอในกึ่งแกนเอกของดาวเคราะห์ที่ทราบกัน แต่ใช้ไม่ได้เฉพาะกับช่องว่างใหญ่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดีเพียงจุดเดียว[14][22] รูปแบบดังกล่าวทำนายว่าดาวเคราะห์ที่หายไปมีกึ่งแกนเอกที่ใกล้กับ 2.8 หน่วยดาราศาสตร์[22] การค้นพบดาวยูเรนัสของวิลเลียม เฮอร์เชลใน ค.ศ. 1781[14] ใกล้กับระยะห่างที่ทำนายไว้จากวัตถุถัดไปจากดาวเสาร์เพิ่มความเชื่อมั่นในกฎของทิเทียสและโบเดอ และใน ค.ศ. 1800 พวกเขาส่งคำร้องไปยังนักดาราศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญยี่สิบสี่คน ร้องขอให้พวกเขาประสานงานกันและเริ่มต้นค้นหาดาวเคราะห์ที่คาดคะเนไว้อย่างเป็นระบบ[14][22] กลุ่มนี้ ซึ่งนำโดยฟรันซ์ ซาแวร์ ฟอน ซัค บรรณาธิการโมนัทลีเชอคอร์เรสปอนเดนซ์ (Monatliche Correspondenz) ขณะที่พวกเขาไม่พบซีรีส ภายหลังได้พบดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่จำนวนมาก[22]

หนึ่งในนักดาราศาสตร์ที่ถูกเลือกมาค้นหานั้นมีจูเซปเป ปีอาซซีจากสาถบันปาเลอร์โม ซิซิลี ก่อนได้รับการเชิญให้เข้าร่วมกลุ่ม จูเซปเป ปีอาซซีค้นพบซีรีสแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1801[23] เขากำลังค้นหา "[ดาวฤกษ์]ดวงที่ 87 ในบัญชีรายชื่อดาวฤกษ์จักรราศีของคุณลา ไคลล์" แต่พบว่า "มันตามหลังอีกดวงหนึ่ง"[14] แทนที่จะพบดาวฤกษ์ เขากลับพบวัตถุคล้ายดาวฤกษ์เคลื่อนที่ ซึ่งตอนแรกเขาคิดว่าเป็นดาวหาง[24] ปีอาซซีสังเกตซีรีสรวม 24 ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1801 เมื่อความเจ็บป่วยรบกวนการเฝ้าสังเกตของเขา เขาประกาศการค้นพบของตัวเมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1801 ในจดหมายถึงนักดาราศาสตร์ผู้ติดตามเพียงสองคน บาร์นาบา โอเรียนีแห่งมิลาน เพื่อนร่วมชาติ และโบเดอแห่งเบอร์ลิน[25] เขารายงานว่ามันเป็นดาวหางแต่ "เพราะการเคลื่อนที่ของมันช้ามากและค่อนข้างมีแบบแผน มันได้ปรากฏต่อผมหลายครั้งจนมันน่าจะเป็นอะไรที่ดีกว่าดาวหาง"[14] ในเดือนเมษายน ปีอาซซีส่งการสังเกตสมบูรณ์ของเขาไปยังโอเรียนี โบเดอและเจอโรม ลาล็องด์ในกรุงปารีส ข้อมูลนี้ได้รับการตีพิมพ์ในโมนัทลีเชอคอร์เรสปอนเดนซ์ฉบับเดือนกันยายน ค.ศ. 1801[24]

ถึงขณะนี้ ตำแหน่งปรากฏของซีรีสได้เปลี่ยนไปแล้ว (ส่วนใหญ่เนื่องจากการหมุนโคจรของโลก) และใกล้แสงจ้าของดวงอาทิตย์เกินกว่าที่นักดาราศาสตร์คนอื่นจะยืนยันการสังเกตของปีอาซซีได้ ซีรีสควรมองเห็นได้อีกครั้ง แต่หลังจากเวลานานเช่นนั้น เป็นการยากที่จะทำนายตำแหน่งที่แน่ชัด เพื่อหาซีรีสอีกครั้ง คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ ซึ่งขณะนั้นอายุ 24 ปี พัฒนาวิธีการตรวจหาวงโคจรที่มีประสิทธิภาพ[24] เขาจัดงานพิจารณาการเคลื่อนที่แบบเคปเลอร์จากการสังเกตสมบูรณ์สามอย่าง (เวลา ไรท์แอสเซนชั่นและเดคลิเนชั่น) ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาทำนายทางเดินของซีรีสและส่งผลการคำนวณให้แก่ฟอน ซัค ในวันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1801 ฟอน ซัคและไฮน์ริช เว เอ็ม ออลแบร์สพบซีรีสใกล้กับตำแหน่งที่ทำนายและเป็นการพบอีกครั้งหนึ่ง[24]

การสังเกตช่วงแรกเพียงสามารถคำนวณขนาดของซีรีสได้จากลำดับความสว่างเท่านั้น แฮร์เชลประเมินขนาดมันต่ำกว่าจริงที่ 260 กิโลเมตรใน ค.ศ. 1802 ขณะที่โยฮันน์ ฮีโรนือมุส ชเรอแทร์ประเมินขนาดสูงกว่าจริงที่ 2,613 กิโลเมตร[26][27]


ชื่อ[แก้]

ปีอาซซีเดิมเสนอชื่อ เซเรเร แฟร์ดีนันเดอา (Cerere Ferdinandea) สำหรับการค้นพบของเขา ตามชื่อเทพในตำนานเทพปกรณัมเซเรส (เทพีโรมันแห่งเกษตรกรรม ภาษาอิตาลีว่า เซเรเร) และพระเจ้าเฟอร์ดินันที่ 3 แห่งซิซิลี[14][24] "แฟร์ดีนันเดอา" ไม่ได้รับการยอมรับต่อชาติอื่นในโลกและได้ตัดออก ซีรีสยังเรียกอีกชื่อว่า เฮรา เป็นช่วงสั้น ๆ ในเยอรมนี[28] ในกรีซ ซีรีสเรียกว่า Δήμητρα (เดเมเทอร์) ตามเทพีกรีกที่ตรงกับซีรีสของโรมัน (แต่ในภาษาอังกฤษ ชื่อนั้นใช้สำหรับดาวเคราะห์น้อย 1108 เดเมเทอร์) นอกจากนี้ ชาติอื่น ๆ ยังได้เรียกชื่อต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดหมายความถึงซีรีส สัญลักษณ์ทางดาราศาสตร์เก่าของซีรีสเป็นรูปเคียว ⚳ (สัญลักษณ์รูปเคียวของซีรีส) คล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ ♀ ของดาวศุกร์ แต่วงกลมไม่ขาด ภายหลังสัญลักษณ์นี้แทนด้วยวงกลมล้อมรอบตัวเลข ①[24][29] ชื่อธาตุซีเรียม ซึ่งค้นพบใน ค.ศ. 1803 ตั้งตามชื่อซีรีส[30] ในปีเดียวกัน อีกธาตุหนึ่งได้ตั้งชื่อตามซีรีสแต่แรก แต่ผู้ค้นพบมันเปลี่ยนชื่อเป็นพัลลาเดียม (ตามชื่อดาวเคราะห์น้อยดวงที่สอง 2 พัลลัส) เมื่อชื่อซีเรียมถูกตั้งไปแล้ว[31]

สถานะ[แก้]

การจัดประเภทซีรีสนั้นเปลี่ยนแปลงมากกว่าหนึ่งครั้งและยังเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่ในบางเรื่อง โยฮันน์ อีแลร์ท โบเดอเชื่อว่าซีรีสเป็น "ดาวเคราะห์ที่หายไป" ซึ่งเขาเสนอว่ามีอยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ที่ระยะห่าง 419 ล้านกิโลเมตร (2.8 หน่วยดาราศาสตร์) จากดวงอาทิตย์[14] ได้มีการกำหนดสัญลักษณ์ดาวเคราะห์ให้ซีรีส และยังขึ้นทะเบียนเป็นเวเคราะห์ในหนังสือและตารางดาราศาสตร์หลายแหล่ง (ร่วมกับ 2 พัลลัส, 3 จูโน และ 4 เวสตา) เป็นเวลาราวครึ่งศตวรรษ[14][24][32]

เมื่อวัตถุอื่นถูกค้นพบในบริเวณนั้น จึงเป็นที่ทราบว่าซีรีสเป็นตัวแทนวัตถุชิ้นแรกของชั้นวัตถุคล้ายกันจำนวนมาก[14] ใน ค.ศ. 1802 เซอร์วิลเลียม เฮอร์เชลได้ประดิษฐ์คำว่า asteroid (ดาวเคราะห์น้อย, ความหมายตามตัวอักษรว่า "คล้ายดาวฤกษ์") สำหรับวัตถุเหล่านี้[32] โดยเขียนว่า "พวกมันดูคล้ายดาวฤกษ์ขนาดเล็กมากเสียจนยากที่จะแยกแยะจากมันได้ แม้แต่กล้องโทรทรรศน์ที่ดีมากก็ตาม"[33] เนื่องจากเป็นวัตถุประเภทนี้ชิ้นแรกที่ถูกค้นพบ จึงได้หมายเลข 1 ซีรีสภายใต้ระบบการกำหนดหมายเลขดาวเคราะห์น้อยสมัยใหม่[32]

การโต้วาทีเกี่ยวกับดาวพลูโตและองค์ประกอบของ "ดาวเคราะห์" ใน ค.ศ. 2006 ทำให้ซีรีสถูกนำไปพิจารณาจัดประเภทใหม่ในฐานะดาวเคราะห์ด้วย[34][35] การเสนอนิยามดาวเคราะห์ต่อสหภาพดาราศาสตร์สากล ได้นิยามว่าดาวเคราะห์เป็น "เทหวัตถุซึ่ง (ก) มีมวลมากพอที่แรงโน้มถ่วงของตัวเองจะเอาชนะแรงวัตถุแข็งเกร็ง เพื่อที่จะยังคงรูปร่างสมดุลอุทกสถิต (เกือบกลม) ได้, และ (ข) อยู่ในวงโคจรรอบดาวฤกษ์ และต้องไม่ใช่ดาวฤกษ์หรือดาวบริวารของดาวเคราะห์"[36] หากมตินี้ผ่าน จะทำให้ซีรีสเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ห้านับจากดวงอาทิตย์[37] แต่มตินี้ไม่ได้รับการยอมรับ และในประเด็นนิยามทางเลือกมีผลบังคับจนถึงวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ. 2006 กำหนดเงื่อนไขเพิ่มอีกว่า "ดาวเคราะห์" ต้องมี "ย่านโล่งรอบวงโคจรของมัน" ด้วยนิยามนี้ ซีรีสจึงมิใช่ดาวเคราะห์ เพราะมันไม่ได้ครองวงโคจรของมัน แต่ต้องแบ่งกับดาวเคราะห์น้อยอีกหลายพันดวงในแถบดาวเคราะห์น้อยและประกอบด้วยมวลเพียงหนึ่งในสามของมวลทั้งหมด ปัจจุบัน ซีรีสจึงถูกจัดเป็นดาวเคราะห์แคระ

บางครั้งมีการสันนิษฐานว่าซีรีสได้ถูกจัดประเภทเป็นดาวเคราะห์แคระอีกครั้ง และดังนั้น จึงไม่ถูกจัดเป็นดาวเคราะห์น้อยอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น ข่าวอัปเดตที่สเปซ.คอ พูดถึง "พัลลัส ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุด และซีรีส ดาวเคราะห์แคระซึ่งอดีตจัดเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุด" ขณะที่โพสต์ถามและตอบของสหภาพดาราศาสตร์สากลแถลงว่า "ซีรีสเป็น (หรือปัจจุบันเราสามารถพูดได้ว่าเคยเป็น) ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่สุด"[38] แม้ในหน้านั้นพูดถึง "ดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น" ข้ามทางเดินของซีรีสและจึงแสดงนัยว่าซีรีสเองยังเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์น้อย[39] ศูนย์ดาวเคราะห์น้อยบันทึกว่า วัตถุเหล่านี้อาจมีการกำหนดคู่[40] มติสหภาพดาราศาสตร์สากล ค.ศ. 2006 ซึ่งจัดซีรีสเป็นดาวเคราะห์แคระไม่เคยระบุว่ามันเป็นหรือไม่เป็นดาวเคราะห์น้อย และที่จริงแล้ว สหภาพดาราศาสตร์สากลไม่เคยนิยามคำว่า "ดาวเคราะห์น้อย" (asteroid) แต่อย่างใด โดยใช้คำว่า "ดาวเคราะห์น้อย" (minor planet) แทน กระทั่ง ค.ศ. 2006 และ "วัตถุระบบสุริยะขนาดเล็ก" และ "ดาวเคราะห์แคระ" หลัง ค.ศ. 2006 นาซายังเรียกซีรีสว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยต่อไป โดยกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อ ค.ศ. 2011 ว่า "ดอว์นจะโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยใหญ่ที่สุดในแถบหลังสองดวง" เช่นเดียวกับหนังสือเรียนวิชาการหลายสำนัก[41] as do various academic textbooks.[42][43]

อ้างอิง[แก้]

  1. Schmadel, Lutz (2003). Dictionary of minor planet names (5th ed.). Germany: Springer. p. 15. ISBN 978-3-540-00238-3. 
  2. Yeomans, Donald K. (July 5, 2007). "1 Ceres". JPL Small-Body Database Browser. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2009-04-10. —The listed values were rounded at the magnitude of uncertainty (1-sigma).
  3. "The MeanPlane (Invariable plane) of the Solar System passing through the barycenter". 2009-04-03. Archived from the original on 2009-05-14. สืบค้นเมื่อ 2009-04-10.  (produced with Solex 10 written by Aldo Vitagliano; see also Invariable plane)
  4. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Thomas2005
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Carry2008
  6. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ NSSDC
  7. Chamberlain, Matthew A.; Sykes, Mark V.; Esquerdo, Gilbert A. (2007). "Ceres lightcurve analysis – Period determination". Icarus 188 (2): 451–456. Bibcode:2007Icar..188..451C. doi:10.1016/j.icarus.2006.11.025. 
  8. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Li2006
  9. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Saint-Pe1993
  10. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Rivkin2006
  11. "NASA – Dawn at a Glance". NASA. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 14 August 2011. 
  12. Shiga, David. "Dawn captures first orbital image of asteroid Vesta". New Scientist. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 7 August 2011. 
  13. Space Telescope Science Institute (2009). Hubble 2008: Science year in review. NASA Goddard Space Flight Center. p. 66. 
  14. 14.00 14.01 14.02 14.03 14.04 14.05 14.06 14.07 14.08 14.09 14.10 14.11 Hoskin, Michael (1992-06-26). "Bodes' Law and the Discovery of Ceres". Observatorio Astronomico di Palermo "Giuseppe S. Vaiana". Archived from the original on 2010-01-18. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05. 
  15. Coffey, Jerry. "The First Asteroid Discovered". universetoday.com. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2 September 2011. 
  16. Pitjeva, E. V.; Precise determination of the motion of planets and some astronomical constants from modern observations, in Kurtz, D. W. (Ed.), Proceedings of IAU Colloquium No. 196: Transits of Venus: New Views of the Solar System and Galaxy, 2004 ถูกบันทึกไว้ 18 มกราคม 2010 ที่ WebCite
  17. Moomaw, Bruce (2007-07-02). "Ceres As An Abode Of Life". spaceblooger.com. สืบค้นเมื่อ 2007-11-06. 
  18. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ McCord2005
  19. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Castillo-Rogez2007
  20. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Pasachoff1983
  21. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีข้อความใดให้ไว้สำหรับอ้างอิงชื่อ Russel2006
  22. 22.0 22.1 22.2 22.3 Hogg, Helen Sawyer (1948). "The Titius-Bode Law and the Discovery of Ceres". Journal of the Royal Astronomical Society of Canada 242: 241–246. Bibcode:1948JRASC..42..241S. 
  23. Hoskin, Michael (1999). The Cambridge Concise History of Astronomy. Cambridge University press. pp. 160–161. ISBN 978-0-521-57600-0. 
  24. 24.0 24.1 24.2 24.3 24.4 24.5 24.6 Forbes, Eric G. (1971). "Gauss and the Discovery of Ceres". Journal for the History of Astronomy 2: 195–199. Bibcode:1971JHA.....2..195F. 
  25. Clifford J. Cunningham (2001). The first asteroid: Ceres, 1801–2001. Star Lab Press. ISBN 978-0-9708162-1-4. สืบค้นเมื่อ 6 August 2011. 
  26. Hilton, James L. "Asteroid Masses and Densities" (PDF). U.S. Naval Observatory. สืบค้นเมื่อ 2008-06-23. 
  27. Hughes, D. W. (1994). "The Historical Unravelling of the Diameters of the First Four Asteroids". R.A.S. Quarterly Journal 35 (3): 331. Bibcode:1994QJRAS..35..331H. (Page 335)
  28. Foderà Serio, G.; Manara, A.; Sicoli, P. (2002). "Giuseppe Piazzi and the Discovery of Ceres" (PDF). In W. F. Bottke Jr., A. Cellino, P. Paolicchi, and R. P. Binzel. Asteroids III. Tucson, Arizona: University of Arizona Press. pp. 17–24. สืบค้นเมื่อ 2009-06-25. 
  29. Gould, B. A. (1852). "On the symbolic notation of the asteroids". Astronomical Journal 2 (34): 80. Bibcode:1852AJ......2...80G. doi:10.1086/100212. 
  30. Staff. "Cerium: historical information". Adaptive Optics. สืบค้นเมื่อ 2007-04-27. 
  31. "Amalgamator Features 2003: 200 Years Ago". 2003-10-30. Archived from the original on February 7, 2006. สืบค้นเมื่อ 2006-08-21. 
  32. 32.0 32.1 32.2 Hilton, James L. (2001-09-17). "When Did the Asteroids Become Minor Planets?". Archived from the original on 2010-01-18. สืบค้นเมื่อ 2006-08-16. 
  33. Herschel, William (May 6, 1802). "Observations on the two lately discovered celestial Bodies.". Archived from the original on 2011-10-05. 
  34. Battersby, Stephen (2006-08-16). "Planet debate: Proposed new definitions". New Scientist. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2007-04-27. 
  35. Connor, Steve (2006-08-16). "Solar system to welcome three new planets". NZ Herald. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2007-04-27. 
  36. Gingerich, Owen; et al. (2006-08-16). "The IAU draft definition of "Planet" and "Plutons"". IAU. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2007-04-27. 
  37. Staff Writers (2006-08-16). "The IAU Draft Definition Of Planets And Plutons". SpaceDaily. Archived from the original on 2010-01-18. สืบค้นเมื่อ 2007-04-27. 
  38. Geoff Gaherty, "How to Spot Giant Asteroid Vesta in Night Sky This Week", 03 August 2011 How to Spot Giant Asteroid Vesta in Night Sky This Week | Asteroid Vesta Skywatching Tips | Amateur Astronomy, Asteroids & Comets | Space.com ถูกบันทึกไว้ 5 ตุลาคม 2011 ที่ WebCite
  39. "Question and answers 2". IAU. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2008-01-31. 
  40. Spahr, T. B. (2006-09-07). "MPEC 2006-R19: EDITORIAL NOTICE". Minor Planet Center. Archived from the original on 2011-10-05. สืบค้นเมื่อ 2008-01-31. "the numbering of "dwarf planets" does not preclude their having dual designations in possible separate catalogues of such bodies." 
  41. NASA/JPL, Dawn Views Vesta, 2011 Aug 02 ถูกบันทึกไว้ 5 ตุลาคม 2011 ที่ WebCite
  42. de Pater & Lissauer, 2010. Planetary Sciences, 2nd ed. Cambridge University Press
  43. Mann, Nakamura, & Mukai, 2009. Small bodies in planetary systems. Lecture Notes in Physics 758. Springer-Verlag.