ซาหริ่ม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ซาหริ่มเป็นขนมไทยประเภทหนึ่งมีลักษณะเป็นเส้นที่มักมีหลายสีและรับประทานกับน้ำกะทิโดยมีรสชาติหอมมันและมีกลิ่นใบเตยอีกด้วย[1] ซาหริ่มมีขายอยู่ตามตลาดทั่วไปในประเทศไทยและเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก มักรับประทานโดยเติมน้ำเชื่อมและน้ำแข็ง ส่วนผสมสำคัญของซาหริ่มจะมีแป้งถั่วเขียว น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตยคั้น และน้ำกะทิ

ในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 ได้มีการเปรียบเทียบกลุ่มเสื้อหลากสีเป็นซาหริ่มเพราะซาหริ่มมีหลายสี การเปรียบเทียบข้างต้นทำให้มีการค้นคว้าที่มาของคำมากขึ้น[ต้องการอ้างอิง]

ประวัติของขนม[แก้]

ที่มาของขนมยังไม่เป็นที่แน่ชัดสำหรับซาหริ่ม บทความทางการเมืองที่วิเคราะห์คำว่าซาหริ่มได้อ้างถึงบทประพันธ์ในสมัยราชการที่สองที่ว่าความว่า ซ่าหริ่มลิ้มหวานล้ำ แทรกใส่น้ำกะทิเจือ
วิตกอกแห้งเครือ ได้เสพหริ่มพิมเสนโรย
แล้วยังพบว่าซาหริ่มไม่ได้มาจากโปรตุเกสเพราะชาวโปรตุเกสจะทำขนมแห้งมากกว่าขนมเปียก ทว่า ซาหริ่มได้พัฒนามาจากทับทิมกรอบและลอดช่องสิงคโปร์ ทั้งหมดเป็นขนมแป้งเหนียวใสคล้ายวุ้นเส้นผสมสี และปัจจุบันชาวชวา-มลายูเรียกขนมนั้นว่า Dawet ดาเวต เรียกตัวแป้งวุ้นว่าเชนดอล Cendol จึงเชื่อได้ว่าซาหริ่มเป็นขนมที่ชาวไทยนำมาจากชาวชวาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย แต่ก็ได้รับการพัฒนาและปรับรูปแบบโดยชาวบ้านที่เรียกกันว่าภูมิปัญญาชาวบ้านนั่นเอง[2] นางวิภาวรรณ เทียมปานได้จัดทำเอกสารเกี่ยวกับองค์ความรู้ของขนมไทยและซาหริ่มโดยอธิบายไว้ว่า ขนมซ่าหริ่ม เป็นขนมที่ดัดแปลงมาจากขนมลอดช่อง แตกต่างกันตรงขนาดและสีของตัวเส้น ขนมลอดช่องจะมีเส้นใหญ่ ส่วนขนมซ่าหริ่มจะมีเส้นเล็กกว่า และมีสีสันหลากหลายสี ขนมซ่าหริ่มเป็นขนมที่มีวิธีการทาที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ถ้าไม่มีความชานาญในการทาเส้นขนมจะไม่เป็นเส้นสวยงาม เส้นไม่เหนียว ขนมซ่าหริ่มสามารถนามาใช้ได้กับทุกงานในท้องถิ่น เช่น งานทาบุญ งานบวช งานประเพณีต่าง ๆ แล้วแต่ความต้องการของเจ้าภาพ [3] ทั้งยังบอกว่าขนมซาหริ่มนิยมรับประทานกันในฤดูร้อน

การเตรียมและการรับประทาน[แก้]

ซาหริ่มเป็นขนมที่นิยมรับประทานกันในช่วงฤดูร้อนเพราะเป็นขนมที่ทานโดยใส่น้ำแข็งให้เย็น ขนมมีส่วนผสมของแป้งถั่วเขียว น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทราย น้ำใบเตยคั้น และน้ำกะทิ จากสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนส่วนผสมเล็กน้อยเช่นการใช้สีสังเคราะห์แทนสีธรรมชาติและการใช้แป้งสำเร็จรูปที่หาซื้อได้ง่าย[4] การรับประทานขนมไทยในมุมมองของนางวิภาวรรณยังสะท้อนลักษณะสังคมไทยอยู่ โดยเฉพาะสังคมชนบท เธอกล่าวว่า "ขนมไทย หัตถกรรมความอร่อยที่แสดงออกถึงความอ่อนช้อยของความเป็นไทย ตั้งแต่ครั้งอดีตกาลที่ก่อกาเนิดภูมิปัญญาไทหลากหลายอย่างให้สืบสานต่อทั้งวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ที่สามารถนาวัสดุมีอยู่ในท้องถิ่นมาปรุงแต่งเป็นของหวานได้มากหลายรูปแบบ จัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าคนไทยมีลักษณะนิสัยอย่างไร เพราะขนมแต่ละชนิดล้วนมีเสน่ห์ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อน ประณีต วิจิตร บรรจงอยู่ในรูปลักษณ์ ตั้งแต่วัตถุดิบที่ใช้ วิธีการทาที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน สีที่ให้ความสวยงาม มีกลิ่นหอม รสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให้รับประทาน แสดงให้เห็นว่าคนไทยเป็นคนใจเย็น รักสงบ มีฝีมือเชิงศิลปะ"

การใช้ในด้านการเมือง[แก้]

ซาหริ่มถูกดัดแปลงเป็นคำว่า "สลิ่ม" ที่ออกเสียงเหมือนกันแต่ใช้ในการแสดงออกการทางเมืองในช่วงวิกฤตการณ์การเมืองไทย พ.ศ. 2548–2553 ช่วงต้นปี 2553 มีการชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงที่เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้ก่อให้เกิดกระแสหมั่นไส้คนเสื้อแดงโดยฝ่ายอนุรักษนิยม หนึ่งในนั้นอ้างว่าเป็นกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติโดยการนำของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งกลุ่มนี้ต่อมาขนานนามตนเองว่าเป็น "กลุ่มเสื้อหลากสี" คนเสื้อแดงเชื่อว่าคนเสื้อหลากสีแท้จริงแล้วคือคนเสื้อเหลืองที่เปลี่ยนสีเสื้อนั้นเอง[5]

Faris Yothasamuth เขียนในเว็บประชาไท ว่า "สลิ่ม" มีลักษณะดังนี้[6]

  1. เกลียดชังทักษิณ ชินวัตรอย่างมาก
  2. ฝักใฝ่ลัทธินิยมพระมหากษัตริย์
  3. เรียกร้องให้ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง
  4. ไม่เชื่อมั่นในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
  5. ขาดเหตุผลและความรู้ โดยเฉพาะในการแสดงออก
  6. หลงว่าตัวเองดีเลิศและสูงส่งกว่าผู้อื่น

และได้สรุปว่า สาเหตุของความเป็นสลิ่ม มาจากอคติ การปฏิเสธที่จะรู้ ทำให้ขาดเหตุผล และเป็นที่มาของลักษณะหกประการข้างต้น

ทว่า ความหมายของสลิ่มข้างต้นมีความไม่เป็นกลางมากเพราะมาจากนักวิชากรที่สนับสนุนฝ่ายนปช.[ต้องการอ้างอิง] สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักประวัติศาสตร์ยุคใกล้ กล่าวถึง "สลิ่ม" ว่าน่าจะเป็นคำที่หมายถึง ชนชั้นกลางวัฒนธรรม ซึ่งรวมอาชีพที่มีความรู้เฉพาะ เช่น หมอ ทนายความ นักวิชาการที่มีบทบาทสาธารณะส่วนมาก ไปจนถึงวงการสื่อ, บันเทิง, นักเขียน, นักร้อง นักแสดง ไปจนถึงเอ็นจีโอส่วนใหญ่ และตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลกล่าวนี้ส่วนมากจะต่อต้านทักษิณ สมศักดิ์ให้เหตุผลจากในประวัติศาสตร์ทั้งไทยและต่างประเทศว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของชนชั้นกลางเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้[7]

อ้างอิง[แก้]

  1. https://sites.google.com/site/ampzamm/sa-hri-m
  2. http://botkwamdee.blogspot.com/2012/10/p-sarim-lhim.html
  3. นางวิภาวรรณ เทียมปาน องค์ความรู้ด้านขนมไทย “ขนมซ่าหริ่ม” http://www.ayu-culture.go.th/newweb/images/knowledge/K_S001.pdf
  4. http://th.openrice.com/recipe/detail.htm?recipeid=26
  5. http://botkwamdee.blogspot.com/2012/10/p-sarim-lhim.html
  6. http://prachatai.com/journal/2011/11/37957
  7. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1321707634&grpid&catid=03&subcatid=0305