ชีวิตอารามวาสีแบบศาสนาคริสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไอคอนของนักบุญแอนโทนีอธิการผู้ก่อตั้งชีวิตอารามวาสีแบบคริสต์ศาสนา

ชีวิตอารามวาสีแบบคริสต์ศาสนา (อังกฤษ: Christian monasticism) เป็นวิถีการปฏิบัติที่เริ่มวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยคริสเตียนยุคแรกที่มีโครงสร้างที่จำลองมาจากอุดมคติและตัวอย่างจากคัมภีร์ ที่รวมทั้งที่ปรากฏในพันธสัญญาเดิม แต่มิได้เป็นสิ่งที่ระบุไว้อย่างเป็นทางการ ต่อมาก็ได้รับการรวบรวมกันขึ้นเป็นวินัย เช่น วินัยของนักบุญบาซิล หรือวินัยของนักบุญเบเนดิกต์ และในปัจจุบันก็อาจจะเป็นวินัยที่ระบุขึ้นโดยคณะนักบวชคาทอลิกต่างๆ ที่ต้องการจะดำเนินชีวิตในรูปแบบของอาราม[1]

เมื่อผู้ประสงค์จะใช้ชีวิตอย่างสันโดษเริ่มรวมตัวเข้าด้วยกันมากขึ้น ความจำเป็นในการที่จะต้องมีวินัยในชุมนุมนักพรตก็เพิ่มมากขึ้น ราวปี ค.ศ. 318 นักบุญพาโคเมียส (Pachomius) ก็เริ่มจัดกลุ่มผู้ติดตามที่กลายมาเป็นชีวิตอารามวาสีแบบหมู่คณะต่อมา ไม่นานนักก็มีการก่อตั้งวิถีอื่นๆ ในลักษณะคล้ายคลึงกันทั่วไปในทะเลทรายในอียิปต์และทางตะวันออกของจักรวรรดิโรมัน ชีวิตอารามวาสีในตะวันออกกลางที่เป็นที่รู้จักกันดีก็ได้แก่:

ทางตะวันตกการวิวัฒนาการของชีวิตอารามวาสีที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวินัย ของชุมชนอารามได้รับการบันทึกเป็นตัวอักษร วินัยที่เชื่อกันว่าเป็กฎแรกที่ได้รับการบันทึกคือวินัยของนักบุญบาซิลแต่เวลาที่เขียนไม่เป็นที่ทราบแน่นอน วินัยของนักบุญบาซิลเชื่อกันว่าเป็นวินัยที่เป็นพื้นฐานของวินัยของนักบุญเบเนเดิกต์ที่เขียนโดยนักบุญเบเนดิกต์แห่งเนอร์เซียสำหรับอารามที่มอนเตคัสซิโนในอิตาลีราวปี ค.ศ. 529 และสำหรับคณะเบเนดิกตินที่ก่อตั้งขึ้น วินัยฉบับนี้เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายที่สุดในยุคกลางของยุโรป ในช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกันก็มีวินัยของนักบุญออกัสตินโดยนักบุญออกัสตินแห่งฮิปโป แต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาอันสั้น เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ก็มีคณะนักบวชคาทอลิกใหม่ๆ ก่อตั้งขึ้นอีกหลายคณะ เช่น ลัทธิฟรานซิสกัน คณะคาร์เมไลท์ และคณะดอมินิกัน แต่คณะเหล่านี้เลือกที่จะตั้งอารามในเมืองแทนที่จะไปตั้งห่างไกลจากชุมชน

ผู้ที่ดำรงชีวิตแบบอารามจะเรียกกันโดยทั่วไปว่านักพรต (monk) และนักพรตหญิงหรือชี (nun) สำหรับสตรี แต่ในปัจจุบันในภาษาอังกฤษจะใช้เพียงคำเดียวว่าอารามิกชน (monastic) สำหรับทั้งชายและหญิง คำว่า “monk” เดิมมาจากภาษากรีกว่า “monos” ที่แปลว่า “คนเดียว”[2] ในสมัยแรกนักพรตจะมิได้อยู่ในอารามเช่นในสมัยต่อมาแต่อาจจะแยกตัวไปดำรงชีวิตอยู่อย่างสันโดษตามความหมายของรากคำดังกล่าว ต่อมาผู้นิยมใช้ชิวิตในรูปแบบเดียวกันก็อาจจะมารวมกลุ่มกันตั้งตัวเป็นประชาคม ที่อาจจะมีกฎเกณฑ์ที่เป็นของตนเอง ต่อมาประชาคมเหล่านี้ก็ค่อยวิวัฒนาการมาเป็นกลายเป็นอาราม[3]

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Catholic Encyclopedia: Monasticism
  2. ^ Corbishley, Mike. Cultural Atlas for Young People The Middle Ages Revised Edition. New York: Facts On File, Inc., 2004, page 38.
  3. ^ Rowling, Marjorie. Everyday Life in Medieval Times. London: Jarrold and Sons Ltd, 1968, page 113.

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น